5 กันยายน 2569 ศ.ดร.สุรชาติบำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ถอดรหัสภาพการประชุม ครม.สัญจร ภาคใต้ ของ อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรี ที่เน้นภาพงานเลี้ยงร้องเพลงกระชับมิตร เพื่อสยบข่าวลือร้าวฉานในพรรคร่วม การเมืองไทย จนละเลยความผิดหวังของเจ้าหน้าที่ต่อปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเตือนสติรัฐบาลว่า ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหารุมเร้า ประชาชนต้องการเห็นภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” ที่เข้ามาแก้ปัญหาจริงจัง มากกว่า “นายกฯ นักร้องนักดนตรี”
ควันหลง ครม.สัญจรสงขลา ซึ่งเป็น ครม.สัญจร ครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่ยกคณะกันไปประชุมนอกสถานที่ ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งนอกจากการอนุมัติโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้แล้ว แต่กลับไม่มีการหารือหรือมีมติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาไฟใต้ ที่กลับมาร้อนเกิดเหตุรายวัน ยกเว้นการแต่งตั้งเลขาฯ สมช.คนใหม่ อย่าง เสธ.ปูด้วง
และยิ่งปรากฏภาพการเป่าแซกโซโฟนอย่างสนุกสนานสำราญใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างการนำ ครม.เที่ยวชมเมืองเก่าสงขลา ยามค่ำคืน และงานเลี้ยงสังสรรค์ในช่วงเย็นแทน และการร้องเพลงบนเวที เพื่อประกาศชัดเจนว่าเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเป็นอย่างมาก
ประเด็นดังกล่าว ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทหารชื่อดังของไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ได้เขียนบทความระบุว่า
“อยากจะขอชวนกลับไปคุยเรื่องการประชุม ครม. สัญจรภาคใต้ เพราะภาพการประชุมวันนั้น น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงภาพทางการเมืองมากขึ้น”
ภาพในวันนั้น ดูจะเป็นเรื่องทางการเมือง มากกว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังจะเห็นได้ว่า ภาพสำคัญของการประชุมดูจะถูกสื่อผ่านงานเลี้ยงในช่วงเย็นวันนั้น ซึ่งน่าจะเป็นภาพของสัญญาณการเมืองที่ชัดเจน
แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในเรื่องของ 3 จังหวัด อาจจะมีความรู้สึก “ผิดหวัง” อยู่บ้าง เพราะในขณะที่มีการประชุมนั้น ปัญหาภาคใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่จึงมีความหวังว่า จะมี “อะไรๆ” ในเชิงนโยบายถูกส่งออกมาจากการประชุมครั้งนี้บ้าง
เมื่อไม่มีอะไรถูกส่งออกมา จึงทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานใน 3 จังหวัด มีความรู้สึกว่า รัฐบาลดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาในพื้นที่มากนัก ทั้งที่ปัญหารุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมมองของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดนั้น พวกเขาอยากเห็นนายกฯ เป็นคน “ถือธงนำ” ในนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา อยากเห็นบทบาทของนายกฯ ในการ “ขับเคลื่อน” นโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหา
แต่ดังที่กล่าวแล้ว ภาพที่ชัดเจนของการประชุมกลับถูกเน้น in เรื่องของงานเลี้ยง เพราะงานเลี้ยงวันนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังมีความเข้มแข็ง และหวังว่าจะเป็นปัจจัยในการ “สยบข่าวลือ” เรื่องการสร้างพันธมิตรใหม่ด้วยภาพแทนของสีคือ พันธมิตร “แดง-เขียว-ส้ม”
ภาพสังสรรค์เฮฮาของนักการเมืองในวันนั้น จึงช่วยสยบข่าวเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคต เพราะเท่ากับเป็นสัญญาณว่า “แดงไม่แตกทัพ” ออกไปร่วมกับ “เขียว” อย่างแน่นอน และคงไม่มีอะไรจะถึงขีดสุดเท่ากับ “รัฐมนตรีสาวของ ภท. หอมแก้ม อ.เชน”
ภาพนี้จึงเป็นเสมือนกับ “หอมแก้มจองตัว … ห้ามหนีไปไหนนะ!” พร้อมกับในอีกด้าน นายกฯ อนุทิน เองก็มีท่าทีในแบบ “ให้เกียรติ” อ.เชน อย่างมากในเวที “ครม. ร้องเพลง” ภาพเช่นนี้ จึงเสมือนกับเป็นสัญญาณว่า ครม. ยังมีเอกภาพ ไม่มีทางที่จะแตกออกไป เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ตามข่าวลือเช่นที่ถูกปล่อยออกมา
แต่ว่าที่จริง พันธมิตร “แดง-เขียว-ส้ม” นั้น ก็ใช่ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ง่าย เพราะความขัดแย้งระหว่างสีทางการเมืองที่ไม่จบ และเฉพาะหน้าก็ยังมองไม่ออกถึงการรวมเช่นนั้น
กระนั้น เวที “ครม. ร้องเพลง” ก็เป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดว่า ครม. น่าจะยังมีความเป็นเอกภาพอย่างมาก เพราะฉะนั้น “พันธมิตรใหม่ 3 สี” จะไม่มีทางเป็นจริงเป็นอันขาด
ว่าที่จริงแล้ว ทุกรัฐบาลมีความหวังเหมือนกันเสมอว่า รัฐบาลจะยังเกาะกันแน่น ไม่แตกไปไหน จนกว่าการแตกแยกจะเกิดขึ้นจริงๆ
แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว เราอาจจะเห็นภาพที่แตกต่างออกไป แม้รัฐบาลอาจมี “จำนวนมือ” ที่เข้มแข็งในสภา ทั้งมี “อำนาจพิเศษ” จากองค์กรต่างๆ ที่พร้อมจะอุ้มรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัยเสมอ รวมทั้งอำนาจในวุฒิสภา
ในอีกด้าน รัฐบาลกลับมีความเปราะบางทางการเมืองอย่างมาก ทั้งยังเผชิญกับปัญหารุมเร้าไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฮั้ว สว. ปัญหาเขากระโดง ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยเฉพาะจากปัญหาการจัดการพลังงานจากสงครามอิหร่าน ปัญหาความโปร่งใสของโครงการ AI และยังรวมถึงปัญหาภาพลักษณ์ของตัวบุคคลในรัฐบาล และปัญหาที่จะเป็นปัจจัยกระแทกนายกและรัฐบาลในอนาคตอย่างมากคือ ปัญหาเศรษฐกิจ
เรื่องราวเหล่านี้ เป็นสัมภาระห่อใหญ่ทั้งของรัฐบาล และเป็นของพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย และเป็นสัมภาระที่ตัวนายกฯ เองจะต้องแบกต่อไปในอนาคตด้วย
นอกจากนี้ ในท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น นายกฯ อนุทินจึงไม่ต่างอะไรกับ “กัปตันใหญ่” ที่ต้องพารัฐนาวาไทยลำนี้ ให้ผ่านคลื่นลมแรงไปให้ได้ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะเผชิญกับเสียงเรียกร้องที่ต้องการเห็น “กัปตันเรือ” แสดงออกเพื่อให้บรรดาผู้ที่อยู่ในรัฐนาวานี้มั่นใจว่า เรือจะไม่จมลงกลางทะเล เพราะกัปตันเรือไม่มีความสามารถ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนอยากเห็นความจริงจังของนายกฯ ในยามนี้ แม้นายกฯ อาจมีทักษะด้านดนตรี แต่บางครั้งภาพที่ออกมาอาจกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีในความรู้สึกของผู้คน … นายกฯ อาจใช้ดนตรีสร้างเอกภาพของ ครม. นายกฯ อาจใช้ดนตรีกระชับมิตรทางการทูต แต่สิ่งเหล่านี้ ถ้าดำเนินการมากเกินไปแล้ว อาจทำให้ภาพที่ออกมากลายเป็น “นายกฯ นักดนตรี” ไม่ใช่ภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” จนสิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของความเป็นนายกฯ ไปเสียเอง
ลักษณะเช่นนี้กำลังสร้าง “ภาพจำ” ของตัวนายกฯ เอง เช่น ภาพในวันนี้ของนายกฯ อนุทิน คือ “นายกฯ นักร้องนักดนตรี” แต่ผู้คนอาจจะไม่มีภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” ที่เข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ จนคนทั่วไปอาจจะมองว่า บทบาทเช่นนี้กำลังทำให้เกิด “รัฐบาลสายลมแสงแดด” ที่ไม่มีทิศทางการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ว่าที่จริงแล้ว “นายกฯ นักร้องนักดนตรีกับรัฐบาลสายลมแสงแดด” นั้น ดูจะเป็นอะไรที่สอดรับกันพอดีในบริบทของความบันเทิง แต่เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ รุมเร้าทั้งภายนอกและภายในแล้ว “รัฐบาลสายลมแสงแดด” กับ “นายกฯ นักร้องนักดนตรี” อาจจะไม่ตอบสนองต่อจิตวิทยาการเมืองของผู้คนในยามนี้เท่าใดนัก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อยากจะขอแซวว่า นายกฯ อนุทิน กำลังสร้างเวทีการเมืองภูมิภาคใหม่ และขอเรียกว่า “ASEAN Prime-Ministerial Music Club” หรือ “ชมรมดนตรีนายกรัฐมนตรีอาเซียน” ที่ในการประชุมผู้นำอาเซียนรอบหน้า เปิดตัวได้เลยครับ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3toK3gFy2Jd9kR4yNmB8Nq
