โจทย์น่าคิด ‘เศรษฐกิจไทยโตช้า’ เพราะทุนอยู่ผิดที่?

โจทย์น่าคิด-‘เศรษฐกิจไทยโตช้า’ เพราะทุนอยู่ผิดที่?

ทำไมเศรษฐกิจไทย “โตช้า” เอสเอ็มอี “กำลังตาย” …นี่คือประโยคคำถามที่อยู่คู่เศรษฐกิจไทยมานานมาก หลายคนโฟกัสที่การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่เชื่องช้า ตามไม่ทันโลกยุคใหม่

  • ปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าส่วนหนึ่งเกิดจาก “ทุนอยู่ผิดที่” โดยเงินทุนมักไหลไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ แทนที่จะเป็นสตาร์ทอัพและ SME ที่มีศักยภาพสูง
  • งานวิจัยชี้ว่าธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกลับเข้าถึงแหล่งทุนในระบบธนาคารได้จำกัด และมักต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

ทำไมเศรษฐกิจไทย “โตช้า” เอสเอ็มอี “กำลังตาย” …นี่คือประโยคคำถามที่อยู่คู่เศรษฐกิจไทยมานานมาก หลายคนโฟกัสที่การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่เชื่องช้า ตามไม่ทันโลกยุคใหม่

เรายังมัวผลิตสินค้าที่โลกไม่ต้องการแล้ว แต่ลืมไปว่าจริงๆ เราก็มีธุรกิจที่เกาะกระแสโลกได้เช่นกัน เพียงแต่ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสตาร์ตอัปหรือไม่ก็เอสเอ็มอีที่ตั้งขึ้นใหม่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจึงเป็นอะไรที่ยากมาก

มีงานวิจัยที่เราอยากชวนอ่านของ สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชื่อว่า “จัดสรรรันทด : โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” โดยงานวิจัยนี้ตั้งคำถามตัวใหญ่ๆ ว่า “ทุนของเศรษฐกิจไทยอาจกำลังอยู่ผิดที่” ซึ่งเนื้อหาชี้ให้เห็นถึงตัวเลขผลตอบแทนต่อสินทรัพย์(ROA) ของภาคธุรกิจไทยที่ลดลงเหลือเพียง 6.2% จากค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 8.2% โดยงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า ROA ที่ลดลงไม่ได้เกิดจากความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง แต่เกิดจากประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่ถดถอย เพราะเงินทุนส่วนใหญ่ไหลไปอยู่กับกิจการที่มีประสิทธิภาพต่ำ ส่วนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกลับได้รับการจัดสรรอย่างจำกัด

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ประเด็นสำคัญ คือ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพราะ “ทุนมีน้อยเกินไป” แต่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ “ทุนอยู่ผิดที่” โดยกลไกที่ซ้ำเติมการอยู่ผิดที่ของเงินทุนเหล่านี้ก็คือ “ระบบธนาคารพาณิชย์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรทุน …ผลศึกษาของงานวิจัยระบุว่า กิจการราว 80% ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารได้เลยแน่นอนว่ากลุ่มที่มีศักยภาพก็ตกหล่นไปด้วย แต่กลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กลับทำงานสวนกับผลิตภาพ พูดง่ายๆ คือ ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกลับได้สินเชื่อน้อย 

ประเด็นที่น่าห่วงไปกว่านั้น คือ นอกจากธุรกิจที่ดีมีศักยภาพจะเข้าถึงแหล่งทุนได้น้อยแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ยังแบกต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยที่แพงถึง 7.8% เรียกว่าสูงเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพระดับเดียวกันซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9% ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า ระบบการเงินในปัจจุบันไม่ได้คัดกรองทรัพยากรไปยังที่ที่ควรได้รับ ซึ่งทำให้ปัญหา misallocation ฝังลึกยิ่งขึ้น

จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปฟังการบรรยายพิเศษของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)​ ในงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เมื่อปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการตอกย้ำปัญหาโครงสร้างการจัดสรรทุนได้อย่างดี  โดย “วิทัย” บอกว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนทุน เพราะปัจจุบัน ธปท. ต้องดูดซับสภาพคล่องจากระบบสูงถึงวันละ 5-6 ล้านล้านบาท แต่ปัญหาใหญ่คือเงินจำนวนมาก “ไหลผิดทาง” ไม่ได้ถูกจัดสรรไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเราสามารถจัดสรรทุนเหล่านี้ให้ถูกที่ถูกทางได้ เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นมาก ผลิตภาพก็จะสูงขึ้น ที่สำคัญยังเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้ด้วย เราเห็นว่าเมื่อหน่วยงานกำกับธนาคารพาณิชย์อย่าง ธปท. มองเห็นปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ลงลึกแบบจริงจังได้แค่ไหน เรื่องนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของ ธปท.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1250044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13VE9GmoaLJLb281qoEWVW