ไอซ์แลนด์ลงประชามติไม่รื้อฟื้นการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก EU ประเด็นประมงและอธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญ

ไอซ์แลนด์ลงประชามติไม่รื้อฟื้นการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก-eu-ประเด็นประมงและอธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญ

ประชาชนไอซ์แลนด์ลงประชามติเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569ที่ผ่านมา และมีมติเสียงข้างมาก ร้อยละ 52.8 ไม่เห็นด้วยกับการกลับมาเปิดการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ขณะที่ร้อยละ 47.2 เห็นด้วย โดยมีผู้มาใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 82.5 ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในการเลือกตั้งหรือประชามติของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ผลดังกล่าวทำให้โอกาสที่ไอซ์แลนด์จะกลับเข้าสู่กระบวนการสมัครเป็นสมาชิก EU ต้องชะลอออกไปอีก หลังจากประเทศเคยยื่นสมัครสมาชิกในปี 2552 ก่อนระงับการเจรจาในปี 2556 ภายหลังรัฐบาลที่มีจุดยืนไม่สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก EU เข้าบริหารประเทศ
ประเด็นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนคือ การรักษาอำนาจอธิปไตยและการควบคุมทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยสินค้าประมงคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไอซ์แลนด์ ขณะที่ประเทศมีเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 760,000 ตารางกิโลเมตร ภาคประมงจึงมีความกังวลว่า หากเข้าเป็นสมาชิก EU ไอซ์แลนด์อาจต้องอยู่ภายใต้นโยบายประมงร่วมของสหภาพยุโรป (Common Fisheries Policy: CFP) และสูญเสียอิสระบางส่วนในการกำหนดโควตาและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล แม้ฝ่าย EU จะส่งสัญญาณว่ายินดีหารือแนวทางที่ยืดหยุ่นสำหรับไอซ์แลนด์ก็ตาม
นอกจากภาคประมงแล้ว ภาคเกษตรของไอซ์แลนด์ยังมีความกังวลต่อนโยบายเกษตรร่วมของ EU (Common Agricultural Policy: CAP) โดยฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกเห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากร การเกษตร และเศรษฐกิจของประเทศควรยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของไอซ์แลนด์เอง ทั้งนี้ ฝ่ายคัดค้านย้ำว่าผลประชามติไม่ได้หมายความว่าไอซ์แลนด์ปฏิเสธความร่วมมือกับยุโรป แต่เป็นการปฏิเสธการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างเต็มรูปแบบและการโอนอำนาจตัดสินใจบางส่วนไปยังสถาบันของสหภาพยุโรป
ก่อนการลงประชามติ ฝ่ายสนับสนุนการเข้า EU ชูประเด็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการใช้เงินยูโร ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาความผันผวนของเงินโครนไอซ์แลนด์และแรงกดดันด้าน  เงินเฟ้อ รวมถึงเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถเอาชนะความกังวลเรื่องอธิปไตย ประมง และเกษตรได้ แม้ว่า Kristrún Frostadóttir นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์จะเสนอให้กลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบเงื่อนไขที่แท้จริงก่อน และกำหนดให้มีประชามติอีกครั้งก่อนตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการก็ตาม
ผลประชามติถือเป็น ความท้าทายต่อยุทธศาสตร์การขยายสมาชิกของ EU ซึ่งกลับมาได้รับความสำคัญมากขึ้นภายหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยไอซ์แลนด์ถูกมองว่าเป็นประเทศผู้สมัครที่มีความพร้อมสูง เนื่องจากเป็นประเทศรายได้สูง มีระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และมีความเชื่อมโยงกับ EU อยู่แล้วในระดับสูงผ่านการเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area: EEA) ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงตลาดเดียวของ EU รวมทั้งเป็นสมาชิกเขตเชงเกน แม้ไม่มีสิทธิร่วมกำหนดกฎหมายของ EU ในฐานะประเทศสมาชิกก็ตาม
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ การลงประชามติเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคอาร์กติกมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น ทั้งจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และความกังวลเกี่ยวกับกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการลงคะแนนของประชาชนได้ โดยประเด็นเศรษฐกิจภายในประเทศและการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติกลับมีน้ำหนักมากกว่า   ผลดังกล่าวจึงอาจกระทบต่อความพยายามของ EU ในการเพิ่มบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอาร์กติกในระดับหนึ่ง
ภายหลังทราบผลประชามติ EU มีท่าทีค่อนข้างระมัดระวัง โดยยืนยันเคารพการตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไอซ์แลนด์ ขณะที่ประธานคณะมนตรียุโรป António Costa และนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์เห็นพ้องที่จะเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายต่อไป ดังนั้น แม้การเข้าเป็นสมาชิก EU จะถูกพักออกไปในอนาคตอันใกล้ แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และการเคลื่อนย้ายระหว่างไอซ์แลนด์กับ EU ยังคงอยู่ในระดับสูง ผ่านกรอบ EEA, Schengen และ NATO
บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต.: 

•    ผลประชามติครั้งนี้สะท้อนว่า แม้ไอซ์แลนด์จะมีความใกล้ชิดและบูรณาการทางเศรษฐกิจกับยุโรปอย่างมาก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับ การรักษาอำนาจในการกำหนดนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านประมง เกษตร และทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน ผลการลงคะแนนที่ค่อนข้างสูสี 52.8 ต่อ 47.2 ยังสะท้อนว่าสังคมไอซ์แลนด์มีความคิดเห็นต่อประเด็น EU แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน และประเด็นความสัมพันธ์กับ EU อาจกลับมาเป็นหัวข้อทางการเมืองอีกครั้งในอนาคต หากบริบทด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป
•    ในระยะสั้นนี้ ผลการลงประชามติที่ประชาชนไอซ์แลนด์มีมติไม่เห็นด้วยกับการกลับมาเปิดการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าและบริการของไทยไปยังตลาดไอซ์แลนด์ เนื่องจากไอซ์แลนด์ยังคงเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area: EEA) และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับ EU อย่างใกล้ชิด สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังไอซ์แลนด์จึงยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของยุโรป โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสินค้า สุขอนามัย การติดฉลาก และสิ่งแวดล้อม
•    อย่างไรก็ตาม การที่ไอซ์แลนด์เลือกคงสถานะอยู่นอก EU และให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านประมง เกษตร และการบริหารทรัพยากรของประเทศ อาจเป็นโอกาสให้ไทยขยายความร่วมมือทางการค้ากับผู้ประกอบการไอซ์แลนด์โดยตรง โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อาหารและอาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส วัตถุดิบประกอบอาหาร รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ ผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงตาข่ายจับปลา ซึ่งภาคประมงยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของไอซ์แลนด์
•    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA (Thailand–EFTA FTA) ซึ่งครอบคลุมไอซ์แลนด์ การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดของสินค้าไทยจากการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรในสินค้าที่ได้รับสิทธิ รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยสามารถศึกษารายการสินค้าที่ได้รับการลดภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และเงื่อนไขการใช้สิทธิให้พร้อมได้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้ทันทีเมื่อมีผลบังคับใช้
•    อย่างไรก็ดี แม้ไอซ์แลนด์จะเป็นสมาชิก EEA และมีความเชื่อมโยงกับตลาดยุโรปอย่างใกล้ชิด แต่สินค้าบางประเภทยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบและมาตรการทางการค้าของไอซ์แลนด์เอง ก่อนเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการสามารถศึกษาภาษีนำเข้า โควตา มาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดเฉพาะของสินค้าแต่ละประเภทได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ เนื่องจากไอซ์แลนด์เป็นตลาดขนาดเล็กแต่ประชากรมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถมุ่งเน้นสินค้าที่มีคุณภาพมีมูลค่าเพิ่ม และสามารถสร้างความแตกต่าง มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/s528d5p8edxigdqcuc26yasu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TisRNzlbt-dcWMWVHev7f