
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในระยะ 4 เดือนของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวยังชะลอตัว ระบุยังต้องติดตามสถานการณ์ทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ
28 ส.ค. 2569 – นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในระยะ 4 เดือนของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อนโดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 17.4 และ 4.6 ตามลำดับ สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 8.2 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.8 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐและราคาน้ำมันที่ลดลง สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น แม้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 33.8 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -10.9 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.1 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.3 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.1
ด้านมูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 21.6 และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำและยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 23.3 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 160.3 63.2 และ 47.5 ตามลำดับ
นอกจากนี้ ยางพารา กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 33.8 24.7 17.4 และ 7.5 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกน้ำตาลทราย รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ทวีปออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน โดยขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 45.3 28.9 21.3 และ 15.2 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ลดลงร้อยละ -6.5 และ -12.1 ตามลำดับ
ส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศและการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัวโดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 23.0 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 4.9 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 1.7 ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม ในเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 2.55 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -2.5 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 12.4
ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกรกฎาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -1.5 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.9ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลผลิตยางพาราและกลุ่มไม้ผลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.5 ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในระยะ 4 เดือน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.8 ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 จากระดับ 88.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 54.2 จากระดับ 53.6 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งค่าดัชนีอยู่เหนือระดับ 50.0 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะขยายตัว
ทั้งนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.95 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.34 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 66.9 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐพ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 275.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.1 จุด ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 52.2 จุด แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ทิศทางของภาคการผลิตที่ยังคงขยายตัว
ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.5 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 51.7 จุด บ่งชี้ทิศทางของภาคบริการที่ยังคงขยายตัว สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยวยังมีทิศทางชะลอลง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ ยังมีทิศทางที่เข้มงวดขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
ขณะที่ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดยังมีการเคลื่อนไหวผสมผสาน โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 59,753.33 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการซื้อสุทธิ 645.13ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1–25 สิงหาคม 2569) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 15,071.02 ล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิอยู่ที่ 19,004.12 ล้านบาท
ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 14.92 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 2,377.08 ล้านบาท ทำให้ตั้งแต่ต้นปีมียอดขายสุทธิ 87,298.62 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 297.77 ล้านบาท ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 9,000.61 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 957.82 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิรวม 16,640.24ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 59,293.90 ล้านบาท ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิ 2,283.00 ล้านบาท ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 10,523.23 ล้านบาท สะท้อนว่ากระแสเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ยังมีความผันผวน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1059158/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w3TzbUBSB1-Ell5BFirZM

