ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ส.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายใน 3 ด้าน ได้แก่ การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดนัยสำคัญ 3 ประการ ประการแรก เผยให้เห็นจุดอ่อนที่มีอยู่เดิม ซึ่งไทยต้องยอมรับความจริงนี้ ประการที่สอง สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ขึ้นมา และประการที่สาม ทำให้ไทยต้องทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

รัฐบาลมุ่งดำเนินงานภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 มิติที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การสร้างเสถียรภาพในปัจจุบัน (Stabilize Today) ผ่านการเยียวยาค่าครองชีพประชาชนด้วยการช่วยเหลือทางการเงินแบบมุ่งเป้า การเปลี่ยนผ่านในทันที (Transition Now) ผ่านการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาวด้วยการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน และการลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้ (Invest for Tomorrow)

การลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้มีเป้าหมายเพิ่มการลงทุนจากประมาณร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 30 ของ GDP โดยจะดำเนินการผ่านการใช้การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการใช้มาตรการ “Thailand Fast Pass” เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเห็นผลลัพธ์ผ่านมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่อยู่ที่ประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ประเทศไทยจึงมีโอกาสใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเรา ทั้งความเป็นเศรษฐกิจเปิด ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เรามีกับตลาดสำคัญทั่วโลก ผมเชื่อว่าประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘Trusted Connector’ หรือจุดเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือในเศรษฐกิจโลก เป็นฐานที่มั่นคงสำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการดำเนินธุรกิจข้ามตลาดและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในหลายภูมิภาค” นายเอกนิติ กล่าว

เป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชาติที่ตกลงร่วมกันโดยคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน รวมถึงอนุกรรมการด้านการลงทุน มุ่งเป้าผลักดันศักยภาพการเติบโตของ GDP ให้สูงกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยมุ่งวัดผลสำเร็จของการลงทุนใน 3 มิติ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (R&D) การดึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น AI ระบบคลาวด์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) และเทคโนโลยีชีวภาพ

พร้อมพัฒนาตลาดทุนไทยโดยมุ่งขยายฐานผู้ลงทุนระยะยาว การดึงดูดบริษัท New Economy เข้าสู่ตลาดผ่านโครงการ BOI to IPO ตลอดจนการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อช่วยให้บริษัทจดทะเบียนปรับปรุงผลิตภาพเชิงนวัตกรรม ตลอดจนพิจารณาสิทธิประโยชน์ดึง SME เข้าซัพพลายเชนบริษัทใหญ่

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อยู่ที่มากกว่า 500,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในประเทศขยายตัวเกือบร้อยละ 15 ในไตรมาส 2 ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนว่าการลงทุนกำลังกลับเข้ามายังประเทศไทยในช่วงที่บริษัททั่วโลกเร่งกระจายห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ รัฐบาลเดินหน้าโครงการ Thailand FastPass โดยนำ 8 หน่วยงานภาครัฐมาทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ การลงทุนจริงขยายตัวในระดับสองหลักต่อเนื่องทั้ง 2 ไตรมาสของปีนี้ และเมื่อรวมกับโครงการอื่นที่รัฐบาลช่วยเร่งรัด คาดว่าจะสามารถเร่งการลงทุนได้มากกว่า 700,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน โครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 80,000 ตำแหน่ง โดย BOI อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่าน Skill Bridge Program เพื่อจัดการฝึกอบรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ทั้ง AI, cloud computing, semiconductor, EV, robotics และ biotechnology