ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยในรายการ “สนามข่าว 96” หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ว่า ภาพดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่เป็นไปตามคาด แต่ในรายละเอียดมีหลายปัจจัยที่น่าเป็นห่วง
โดยเฉพาะแรงฉุดจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออก การเบิกจ่ายภาครัฐที่ชะลอลง และการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนตัวลง
ลงทุนโตแรง 13.4% แต่การนำเข้าสูงกว่าการส่งออก
ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ปัจจัยที่ถือเป็นด้านบวกของเศรษฐกิจคือการลงทุนที่ขยายตัวถึง 13.4% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนซึ่งขยายตัว 10.1% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนในเครื่องมือ เครื่องจักร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงานผลิตชิป ตลอดจนอุปกรณ์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวนำไปสู่การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบในระดับสูง โดยเฉพาะชิปและเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ไทยยังสามารถส่งออกสินค้าในบางส่วนของห่วงโซ่การผลิต เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่สินค้าที่มีมูลค่าสูงและเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ทำให้มูลค่าการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
อีกปัจจัยคือการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ในไตรมาส 2 การส่งออกสุทธิหดตัวถึง 7.7 จุด โดยการส่งออกขยายตัว 12.5% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 24.2% และไทยมีโอกาสขาดดุลการค้าประมาณ 510,000 ล้านบาท ถือเป็นแรงฉุดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าว
ภาครัฐชะลอเบิกจ่าย หลังเร่งใช้จ่ายไปก่อนหน้า
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกแรงฉุดหนึ่งมาจากภาครัฐ ซึ่งการเบิกจ่ายมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากช่วงก่อนหน้านี้มีการเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งและช่วงที่เป็นรัฐบาลชั่วคราว เมื่อเข้าสู่ช่วงปัจจุบันจึงไม่ได้เร่งการเบิกจ่ายในระดับเดิม ส่งผลให้ภาครัฐกลายเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1%
ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจาก 3.3% เหลือ 1.9% โดยชะลอตัวลงเกือบทุกหมวด ทั้งภาคบริการและการบริโภคสินค้าคงทนและไม่คงทน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่งเริ่มดำเนินการได้ประมาณ 1 เดือน จึงยังมีผลต่อการกระตุ้นการบริโภคในวงจำกัด
ทั้งนี้ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นตัวช่วยประคองการบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วงมีนาคม-พฤษภาคม หากไม่มีมาตรการดังกล่าว การบริโภคอาจหดตัวมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ถือว่าสดใสนัก
ภาคผลิตชะลอเกือบทุกหมวด มีเพียงกลุ่มส่งออกเทคโนโลยีที่ยังโต
สำหรับภาคการผลิต ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า การผลิตชะลอตัวลงเกือบทุกหมวด โดยกลุ่มที่ยังขยายตัวได้ดีคือการผลิตเพื่อส่งออกในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งเติบโตประมาณ 21% รวมถึงการผลิตปิโตรเลียม น้ำมันปาล์ม และเนื้อสัตว์
ขณะที่ภาคเกษตรยังขยายตัว แต่ชะลอลงจากสภาพอากาศร้อนและภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อผลผลิต เช่น ข้าวและปาล์มน้ำมัน ส่วนภาคอุตสาหกรรมได้รับแรงกดดันจากการผลิตรถยนต์ที่หดตัว 7.2% เครื่องประดับหดตัว 3.8% และพลาสติกหดตัว 9.7%
ด้านภาคบริการได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง 14.4% ทำให้การเติบโตของโรงแรมและภัตตาคารชะลอลงเหลือ 1.5% จากเดิม 2.2% ขณะที่ภาคก่อสร้างก็หดตัวตามการลงทุนภาครัฐที่ลดลง ส่งผลให้การก่อสร้างแทบไม่มีการขยายตัว
AI โตเดี่ยว แต่โจทย์ใหญ่คือ “คน” และการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ภาพเศรษฐกิจในขณะนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจรูปแบบเดิม หรือ Old Economy ที่กำลังชะลอตัว กับ New S-Curve โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังเติบโต แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้มากนัก จึงเกิดภาวะที่มีเพียงบางเซกเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่เซกเตอร์อื่นยังไม่สามารถเติบโตตามได้
ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า การเติบโตของเซกเตอร์ AI เพียงด้านเดียวจะสร้างการจ้างงานได้มากน้อยเพียงใด โดย ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า ต้องเข้าใจธรรมชาติของเทคโนโลยี AI ด้วย เพราะในภาพใหญ่ AI เข้ามาช่วยรับมือกับปัญหาการลดลงของกำลังแรงงานจากสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจเกิดความไม่ราบรื่น คนที่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้จะมีโอกาสเดินหน้าต่อ ขณะที่แรงงานบางส่วนที่ทักษะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีอาจถูก AI เข้ามาทดแทนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องการแรงงานทั้งหมด เพราะไทยยังมีโอกาสขยับขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ จากปัจจุบันที่ยังอยู่ในส่วนปลายของห่วงโซ่ เช่น ระบบทำความเย็นและแผงวงจร ไปสู่เทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ
ขาดบุคลากรเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คน โจทย์ใหญ่ของไทย
หนึ่งในแนวทางที่ไทยสามารถขยับขึ้นในห่วงโซ่ดังกล่าวคือเทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตชิปขนาดเล็กมากเพียงอย่างเดียว แต่สามารถผลิตชิปขนาดกลางหลายตัวแล้วนำมาเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเทคโนโลยี Photonics หรือการส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งเป็นอีกเทคโนโลยีสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต
แต่หัวใจสำคัญคือการพัฒนาบุคลากร เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้ทั้งนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร โดยตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ไทยต้องการบุคลากรประมาณ 200,000 คนภายในปี 2030 ขณะที่การประเมินของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า สามารถผลิตหรือพัฒนาบุคลากรเข้าสู่สายงานดังกล่าวได้ประมาณ 80,000 คน ทำให้ยังมีช่องว่างด้านกำลังคนจำนวนมาก
ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า หากไทยต้องการให้ AI เข้ามาสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจ จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เข้าสู่ห่วงโซ่ดังกล่าว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเทคโนโลยี Advanced Packaging และ Photonics ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องหาช่องทางพัฒนาบุคลากร หากไม่สามารถขยับขึ้นไปได้ ไทยอาจยังอยู่เพียงส่วนปลายของวัฏจักรและห่วงโซ่อุปทาน AI
รถยนต์สันดาปเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ไทยต้องรักษาซัพพลายเชน
เมื่อถูกถามถึงการเปลี่ยนผ่านจาก Old Economy โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่ยังมีฐานการผลิตในระบบดังกล่าว ดร.ปิยศักดิ์ ยอมรับว่าเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีสำคัญที่เห็นชัดคือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ AI ขณะที่เทคโนโลยีอื่น เช่น Metaverse ไม่ได้เติบโตในระดับเดียวกัน
สำหรับ EV ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า การจ้างงานอาจไม่สูงเท่ากับอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิม และหากเป็นรถ EV จากจีน ผู้ผลิตก็มีแนวโน้มที่จะนำซัพพลายเชนเข้ามาบางส่วนด้วย ดังนั้น หากไทยยังสามารถผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ควรให้ความสำคัญกับการเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฮบริดควบคู่ไปด้วย เนื่องจากรถ EV ยังมีข้อจำกัดและความกังวลบางประการ ขณะที่การใช้น้ำมันยังคงมีอยู่
ดร.ปิยศักดิ์ เสนอว่า หากไทยต้องการดึงการลงทุน EV เข้ามา รัฐบาลควรกำหนดเงื่อนไขหรือแนวทางให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในประเทศ ทั้งด้านการจ้างงานและการใช้ซัพพลายเชนของไทย เพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ในระยะยาวโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
จาก “Mechanical” สู่ “Electrical” โจทย์การศึกษาที่ไทยต้องเร่ง
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมท้ายที่สุดจะย้อนกลับมาที่เรื่อง “คน” เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยที่ผ่านมาไทยมีความแข็งแรงด้านบุคลากรสายวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical) ขณะที่วิศวกรไฟฟ้า (Electrical) และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่อาจยังมีจำนวนไม่เพียงพอ
ดังนั้น การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นทั้งจุดอ่อนและโอกาสสำคัญของไทยในเวลาเดียวกัน หากสามารถปรับทักษะและสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ได้ ก็จะเป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและทำให้ไทยสามารถขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น
คงประมาณการเศรษฐกิจ 2% แต่มี Upside ถึง 2.5%
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุด ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า InnovestX ยังคงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ประมาณ 2% เช่นเดิม แต่ได้ปรับโครงสร้างภายในของประมาณการใหม่ โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การลงทุนจาก 5% เป็น 11% สะท้อนการลงทุนที่ขยายตัวแรง ขณะเดียวกันปรับการเติบโตของการนำเข้าขึ้นจาก 12% เป็น 24% ซึ่งสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการส่งออก
ส่วนภาครัฐถูกปรับประมาณการลง เนื่องจากการเบิกจ่ายที่ชะลอตัว หลังจากมีการเร่งเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้ ทำให้ภาครัฐอาจไม่ได้เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจได้เหมือนเดิมในระยะต่อไป ขณะเดียวกันยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับวงเงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านบาทส่วนที่เหลือ ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนของโครงการที่จะนำไปใช้
ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา การเบิกจ่ายวงเงินดังกล่าวในไตรมาส 3 อาจเกิดขึ้นได้ไม่มาก และมีความเป็นไปได้ที่จะไปอยู่ในไตรมาส 4 หรือบางส่วนอาจเลื่อนไปถึงปีหน้า หากโครงการยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการนำวงเงินดังกล่าวมาใช้กับมาตรการกระตุ้นการบริโภค เช่น “ไทยช่วยไทย” เฟส 2 หรือมาตรการลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เงินจากส่วนใด
หากเงินส่วนที่เหลือถูกนำมาใช้กับมาตรการกระตุ้นการบริโภค ก็จะช่วยพยุงการบริโภคในระยะหนึ่ง แต่ในมุมของการลงทุนระยะยาวยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ทั้งที่การลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน
เศรษฐกิจยังโตได้ แต่โจทย์ใหญ่คือ “โตอย่างไร”
ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำว่า แม้ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะยังคงไว้ที่ระดับ 2% แต่มี Upside สามารถขยับขึ้นไปถึง 2.5% หากการลงทุนเดินหน้าได้มากกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูงขึ้น เนื่องจากไทยยังต้องนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงอาจทำให้การลงทุนไม่ได้สะท้อนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ แต่ยังถือเป็นปัจจัยบวกได้ในระดับหนึ่ง
ภาพรวมจากการประเมินจึงสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้ แต่โครงสร้างการเติบโตกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจเดิมเริ่มชะลอตัว แรงขับเคลื่อนใหม่อย่าง AI เซมิคอนดักเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเติบโตขึ้น แต่ไทยยังมีโจทย์สำคัญทั้งการสร้างบุคลากร การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถอยู่ร่วมกับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้
ดังนั้น ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการ “ทำให้เศรษฐกิจโต” แต่คือการทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทานในประเทศได้มากขึ้น พร้อมกับเร่งพัฒนาทักษะคนให้ทันกับเทคโนโลยี หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจไทยอาจเห็นการเติบโตเฉพาะบางเซกเตอร์ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyze-thai-economy-grows-investment-rises-but-exports-weaken&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0buhIZARKi3djjlvJsCzS9
