‘เอกนิติ’ ปลุกลงทุน ตัวช่วยเศรษฐกิจไทยโต ลุยหางานให้ 5 ล้านคนจนทำ เอกชนขานรับมิซซิ่ง ลิงก์

‘เอกนิติ’-ปลุกลงทุน-ตัวช่วยเศรษฐกิจไทยโต-ลุยหางานให้-5-ล้านคนจนทำ-เอกชนขานรับมิซซิ่ง-ลิงก์

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายเอกนิติ กล่าวว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของตนในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

นายเอกนิติ กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปีต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณียกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ขอบคุณรัฐบาล ซึ่งได้ยึดถือข้อเท็จจริงและหลักการที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ตัวโครงการ และตัดสินใจหยุดโครงการนี้ ตรงกับสิ่งที่เราได้พยายามนำเสนอมาโดยตลอด และคิดว่าเมื่อยุติโครงการแล้ว การพัฒนาภาคใต้จะต้องดำเนินการต่อสิ่งที่เราเสนอ โครงการเชื่อมใต้เชื่อมโลก Southern Connect เป็นสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดอยากให้ จึงอยากให้รัฐบาล ที่มีความตั้งใจอยู่แล้ว ในการเชื่อมโยงพื้นที่ โดยอยากให้คิดทั้งระบบทั้ง ราง ถนน ท่าเรือ ให้คำนึงถึงการเปิดพื้นที่ให้กับคนใต้ ในการที่จะสามารถส่งออกสินค้าที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมกับโลกและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งหมด ดังนั้นขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจะนับ 1 โครงการนั้นโครงการนี้ แต่ให้ดูภาพรวมตรงนี้เพื่อที่จะตัดสินใจ ในการลงให้เป็นระบบ และเกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ให้มากที่สุด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนตรงนี้

นายอดิศักดิ์ ขาวผ่อง ผู้ประกอบการที่พักเกาะพยาม และประธานชมรมกีฬาโต้คลื่นจังหวัดระนอง กล่าวว่า ถ้าพับโครงการแลนด์บริดจ์ได้จริง ๆ จะดีใจมาก เกรงแต่รัฐบาลจะพลิกไปทำอย่างอื่นที่คล้ายกันมากกว่า แต่สิ่งที่รองนายกเอกนิติแถลงมานั้นตนเห็นด้วย เพราะมองว่ากระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้มากกว่า เพราะมีการเชื่อมโยงการขนส่งจากชุมพรมาระนองทางรางได้สะดวกขึ้น อีกทั้งการพัฒนาท่าเรือระนองเดิมจะส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า แต่สิ่งที่กังวลคือการขุดลอกร่องน้ำ ต้องพิจารณาสถานที่ทิ้งตะกอนดินที่ขุดลอก เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการขุดลอกร่องน้ำ ได้มีการนำตะกอนดินไปทิ้งใกล้กับเกาะพยาม ซึ่งส่งผลต่อความขุ่นของน้ำบริเวณดังกล่าว ถ้ามีแผนพัฒนาท่าเรือระนองจริงจังมากขึ้นในอนาคต แน่นอนว่าต้องมีการทำใหญ่และมากกว่าเดิม หากไม่ดูเรื่องสถานที่การทิ้งตะกอนดินให้ดี ก็จะส่งผลกระทบที่มากกว่าเดิมเช่นกัน

นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า ภาคเอกชนขอแสดงความชื่นชม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิชาการ ทางออกที่เป็นรูปธรรมและคุ้มค่าที่สุดในขณะนี้ คือการกลับมาพัฒนาและยกระดับ ‘ท่าเรือระนอง’ ซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่แล้ว โดยใช้เงินลงทุนไม่มากในการขุดลอกร่องน้ำและปรับปรุงปั้นจั่นยกตู้สินค้า (เครน) ให้พร้อมรองรับเรือขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดประตูการค้าชายแดนและการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5821788&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LsNSiXjRh2T-F8fuBks_X