สมรภูมิการค้าเสรีได้ส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่มาถึงตู้เย็นของคนไต้หวัน เมื่อความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันและนิวซีแลนด์ (Agreement between New Zealand and the Separate Customs Territory of Taiwan, Penghu, Kinmen and Matsu on Economic Cooperation: ANZTEC) เปิดประตูให้นมสด (HS 0401) จากนิวซีแลนด์ทะลักเข้าสู่ตลาดไต้หวันได้ด้วยอัตราภาษีศุลกากร 0% ตั้งแต่ปี 2568 คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ตลาดและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องของไต้หวันต่างจับตามองคือ ไต้หวันจะปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมท้องถิ่นอย่างไร เพื่อไม่ให้พ่ายแพ้ต่อสงครามราคาของนมสดนำเข้าซึ่งคำตอบจากทางการไต้หวันและภาคเอกชน ไม่ใช่การตั้งกำแพงกีดกัน แต่คือกลยุทธ์ “ยึดหัวหาดห่วงโซ่อุปทาน” ผ่านกระบวนการสร้าง Brand Loyalty ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
ในงานแสดงสินค้าแฟรนไชส์เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สมาคมส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์และเชนสโตร์ไต้หวัน ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรของไต้หวัน เปิดตัวโครงการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น กลยุทธ์นี้ คือ การใช้ “ร้านค้าเครือข่าย” เป็นเครื่องมือล็อคสเปกวัตถุดิบอย่างชาญฉลาด
โดยขอความร่วมมือจากแบรนด์แฟรนไชส์ในไต้หวันกว่า 500 แบรนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ที่มีร้านค้า ในสังกัดรวมกว่า 200,000 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน ให้ตกลงร่วมกันใช้ “นมสดที่ผลิตในไต้หวัน” ในเมนูเครื่องดื่มปั่น ขนมหวาน ไปจนถึงซุปหม้อไฟ นอกจากนี้ ยังมีการปลุกปั้นแบรนด์แคมเปญ “นมสดไต้หวัน: ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว” (臺灣鮮乳唯一選擇) ตอกย้ำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รู้สึกว่า การเลือกใช้นมไต้หวันไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือสัญลักษณ์ของคุณภาพและการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจของไต้หวัน นอกจากนี้ เมื่อนมต่างประเทศได้เปรียบเรื่องต้นทุน ไต้หวันจึงขยับไปสู้ในด้าน “ความน่าเชื่อถือ”
ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันได้ออกระเบียบเพื่อจัดการด้านการตลาด โดยกำหนดว่า
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้คำว่า “นมสด” (鮮乳) ได้นั้น จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น CAS (Certified Agricultural Standards), ระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือได้รับ “ฉลากนมสด” (鮮乳標章) จากกระทรวงเกษตรไต้หวันเท่านั้น ส่วนสำหรับกลุ่มสินค้านมที่นำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ห้ามพิมพ์คำว่า 鮮乳 (นมสด) บนบรรจุภัณฑ์โดยเด็ดขาด ต่อให้รีดเสร็จแล้วขึ้นเครื่องบินส่งมาไต้หวันภายใน 12 ชั่วโมงก็ตาม โดยกฎหมายบังคับให้ต้องใช้คำว่า 牛乳 (นมโค) หรือ 羊乳 (นมแพะ) แทน ผลลัพธ์เชิงจิตวิทยาคือ ทันทีที่ผู้บริโภคหยิบขวดนม พวกเขาจะรู้ทันทีว่า “นมขวดนี้มาจากฟาร์มไหน ผลิตเดือนอะไร และเป็นขวดที่เท่าไรของประเทศ” สร้างมูลค่าเพิ่มด้านความปลอดภัย (Food Safety) ที่นมนำเข้าไม่สามารถตอบสนองได้ในระดับเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในปี 2568 เป็นปีแรกที่ไต้หวันลดภาษีศุลกากรสำหรับนมจากนิวซีแลนด์เป็น 0% ทำให้มูลค่านำเข้าสินค้านมสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 12.89% แต่หากเทียบกับปี 2556 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มบังคับใช้ข้อตกลง ANZTEC จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 374%
แม้ในระยะสั้น ตัวเลขปริมาณการบริโภคนมภายในไต้หวันอาจจะยังไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่นี่คือ “การวางรากฐานเชิงพฤติกรรม“ ลองจินตนาการถึงตลาดชานมไข่มุกในไต้หวันที่มีมูลค่ามหาศาล หากร้านชานม 200,000 แห่งพร้อมใจกันแปะป้ายโลโก้ “ร้านนี้ใช้นมสดไต้หวัน 100%” มันจะกลายเป็น Social Proof ทันทีว่า ถ้าคุณซื้อชานมที่ใช้นมนำเข้า แปลว่าคุณกำลังได้สินค้าเกรดรอง นอกจากนี้ การบีบให้คำว่า “นมสด” (鮮乳) เป็นคำสงวนที่ต้องมีฉลากรับรองเท่านั้น จะเป็นการ “เตะตัดขา” นมผงละลายน้ำ หรือนมแปรรูปนำเข้า ไม่ให้สามารถมาทำตลาดเนียนๆ เป็นนมสดบนชั้นวางสินค้าได้อีกต่อไป
ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นของ สคต.
บทเรียนจากไต้หวันชี้ให้เห็นว่า การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศในยุคการค้าเสรี ไม่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการกีดกันทางการค้าเสมอไป แต่สามารถสร้างความได้เปรียบผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เจ้าของฟาร์มโคนมไปยังแฟรนไชน์เครือร้านอาหารและเครื่องดื่มในไต้หวัน การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ และการสร้างแบรนด์ที่เชื่อมโยงคุณภาพกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แนวทางดังกล่าวของรัฐบาลไต้หวันอาจนำไปเป็นกรณีศึกษา (case study) ให้กับรัฐบาลไทยเพื่อหาแนวทางรับมือกับนมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ไทยได้ผูกพันยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับนมที่นำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็น 0% ตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรี ไทย – ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement: TAFTA) และความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership Agreement: TNZCEP)
หมายเหตุ: ความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันและนิวซีแลนด์ (Agreement between New Zealand and the Separate Customs Territory of Taiwan, Penghu, Kinmen and Matsu on Economic Cooperation: ANZTEC) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 โดยสินค้านม (HS 0401) จะมีการลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ในปีที่ 12 นับจากปีที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ (เป็น 0% ในปี 2568)
ที่มา: กระทรวงเกษตรไต้หวัน, สมาคมส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์และเชนสโตร์ไต้หวัน, Global Trade Atlas และกรมเจรจาการค้าระหว่างประทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/h20xzj1makwfg5bbdd3xbniw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b-VmWy-cU9E-5AyJfUCL8
