เตือนเศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ โอกาสกลับมาโตเกิน 3% ยังริบหรี่

เตือนเศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ-โอกาสกลับมาโตเกิน-3%-ยังริบหรี่

วันนี้ (15 ก.ค.2569) นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็น แสงสว่างหลังผ่านจุดอ่อนที่สุดในไตรมาส 2 โดยยังคงประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 เติบโต 2%

แม้คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะขยายตัวเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหดตัว 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหลังปรับฤดูกาล จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่เชื่อว่าจะไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) เพราะไตรมาส 3 มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้จากการส่งออก การลงทุน และมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

สำนักวิจัย CIMB ไทย ได้สรุป 5 ประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ได้แก่ 1) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากช่วงที่เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 2) คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75% ตลอดปี ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์ 3) ต้องจับตาสงครามการค้ารอบใหม่ หลังสหรัฐอาจกลับมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะกระทบต่อการค้าโลกและการส่งออกไทย

ประเด็นที่ 4 สำนักวิจัยประเมินว่า ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่ามาอยู่ที่ประมาณ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มที่เฟดจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย พร้อมย้ำว่าโครงสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนไป โดย การลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้สูงกว่า GDP และกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจแทนการบริโภค ซึ่งถูกจำกัดจากปัญหาหนี้ครัวเรือน รายได้ที่เติบโตช้า และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ส่วนประเด็นที่ 5 คือ รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายด้านการคลังและการลงทุน โดยรักษาวินัยการคลัง ไม่ให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ เพราะมาตรการแจกเงินช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงระยะสั้น และเมื่อมาตรการสิ้นสุด การบริโภคมักกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตเพียง 2-2.5% ต่อปีในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และมีโอกาสกลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% ค่อนข้างยาก หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการยกระดับการลงทุน

นอกจากนี้ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่การบริโภคภาคเอกชนยังทรงตัว โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็น ยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการรัฐ ขณะที่สินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอสังหาริมทรัพย์ ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวจากกำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่อ่อนแอ

ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แม้ยังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center แต่ยังไม่กระจายสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นอย่างทั่วถึง ทำให้ผลคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ยังไม่เกิดเต็มที่ ขณะที่ภาคก่อสร้างยังอ่อนแอ แม้การส่งออกเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จึงทำให้การส่งออกสุทธิยังไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักของ GDP

อ่านข่าว:

ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยโต 8-10% จี้รัฐดูแลบาท-ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UvOhz200gvSt166zn8PoK