แยกกระทรวงกีฬา ดัน Sport Economy โอกาสใหม่กีฬาไทย หรือแค่เปลี่ยนชื่อ

แยกกระทรวงกีฬา-ดัน-sport-economy-โอกาสใหม่กีฬาไทย-หรือแค่เปลี่ยนชื่อ

ไทยจะได้ ‘Sport Economy’ จริงหรือไม่
จับตาแนวคิดแยก ‘กระทรวงกีฬา’ เมื่อกีฬา “ไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญรางวัล แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ”

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (7 ก.ค. 2569) มีอีกหนึ่งวาระที่ถูกจับตามอง คือข้อเสนอปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยแยก ‘กระทรวงกีฬา’ ออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมแนวคิดโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม

ข้อเสนอดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนากีฬาเยาวชน กีฬาอาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และผลักดัน ‘เศรษฐกิจกีฬา’ (Sport Economy) ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยจะมีกระทรวงกีฬาเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่คือ การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะสามารถเปลี่ยน ‘กีฬา’ ให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนได้จริงเพียงใด

กีฬา…อุตสาหกรรมมูลค่า 75 ล้านล้านบาท

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า เศรษฐกิจกีฬาโลกมีมูลค่าประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 75 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP โลก และคาดว่าจะเติบโตเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) การแข่งขันกีฬาอาชีพ ธุรกิจสุขภาพ เทคโนโลยีการกีฬา และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

ขณะเดียวกัน UNESCO ประเมินว่า การลงทุนด้านกีฬายังช่วยลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ทำให้หลายประเทศมอง ‘กีฬา’ เป็นการลงทุนมากกว่าค่าใช้จ่าย

งบกีฬาไทยยังต่ำ เมื่อเทียบศักยภาพ

เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มของโลก งบประมาณด้านกีฬาของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างจำกัด ปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยมีงบประมาณรายจ่ายประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.16% ของงบประมาณทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น งบดังกล่าวยังต้องใช้กับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทำให้เม็ดเงินที่ลงสู่การพัฒนากีฬาโดยตรงมีสัดส่วนไม่มากนัก สะท้อนข้อจำกัดด้านการลงทุน หากรัฐบาลต้องการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางกีฬาและ Sport Economy ของภูมิภาค

ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า ‘กีฬา’ สร้างเม็ดเงินได้จริง

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีนโยบาย Sport Economy ที่เป็นระบบ แต่มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านกีฬาสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง

การแข่งขัน MotoGP ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเริ่มจัดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสะสมเกือบ 25,000 ล้านบาท มีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ยมากกว่า 200,000 คนต่อปี ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การค้าปลีก และผู้ประกอบการในพื้นที่

ขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับ Bangsaen21 Half Marathon พบว่า การแข่งขันวิ่งระดับนานาชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้ธุรกิจบริการ และสร้างภาพลักษณ์เมืองกีฬาได้อย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถดึงการแข่งขันระดับโลกเพิ่มเติม หรือพัฒนา “อีเวนต์กีฬาประจำจังหวัด” ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ก็อาจกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

หลายประเทศใช้กีฬาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

หลายประเทศได้ยกระดับกีฬาให้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เช่น

สหราชอาณาจักร สร้างมูลค่าจากพรีเมียร์ลีกและมหกรรมกีฬาระดับโลก

ญี่ปุ่น ใช้กีฬาเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและระบบคมนาคม

ออสเตรเลีย ลงทุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรม

ส่วน ซาอุดีอาระเบีย ใช้การแข่งขัน Formula 1 ฟุตบอล กอล์ฟ และ eSports เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Vision 2030 เพื่อดึงการลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

จุดร่วมของประเทศเหล่านี้ คือการมองกีฬาเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน นวัตกรรม และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงภารกิจด้านการแข่งขัน

คนไทยจะได้อะไร หาก Sport Economy เกิดขึ้นจริง

หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจกีฬาได้อย่างเป็นระบบ ผลประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักกีฬา แต่จะขยายไปสู่ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอีเวนต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา ธุรกิจสุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และแรงงานในภาคบริการจำนวนมาก

การส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายมากขึ้นยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เพิ่มคุณภาพชีวิต และยกระดับผลิตภาพแรงงาน ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศใช้เป็นเหตุผลในการลงทุนด้านกีฬา

บททดสอบหลังตั้งกระทรวง

แม้ข้อเสนอแยกกระทรวงกีฬาจะได้รับความสนใจ แต่หลายฝ่ายมองว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งหน่วยงานใหม่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งเป้าหมายการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การดึงการแข่งขันระดับนานาชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬา และการสร้างบุคลากรรองรับการเติบโตในอนาคต

ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมควรติดตามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมีกระทรวงกีฬาเพิ่มขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนกีฬาให้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sport-economy-thailand-new-sports-ministry&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cSBWYmYKfP4k-qi2RYQ8v