นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.37 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sidways (แกว่งตัวในกรอบ 33.32-33.43 บาทต่อดอลลาร์) โดยพอได้แรงหนุนบ้างจากการทยอยรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถกลับมาแกว่งตัวเหนือโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
ก่อนที่เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมีการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (แต่มีการเปิดเผยข้อมูลการโจมตีของสหรัฐฯ หลังตลาดการเงินปิดทำการ) หนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ และกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง
สัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ได้กดดันราคาน้ำมันดิบและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในงานสัมมนาของ ECB ที่ Sintra
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) จะชะลอลงบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน ทว่ายังคงมีกำลังอยู่ ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 33.75 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด
รวมกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางร้อนแรงขึ้น หนุนการเร่งขึ้นของราคาพลังงาน จนผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากล่าสุดโอกาสราว 28% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งในภาพดังกล่าว ควรเห็นราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง หลุดแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง แต่หากผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ส่วนบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (ระวังเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น หากตลาดปิดรับความเสี่ยง เช่น เทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก) เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่อาจติดโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก
ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 60% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 30 สตางค์) ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดและสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยง Two-Way risk ยังคงอยู่
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะติดตามใกล้ชิดและอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งในช่วงนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึงภาวะตึงตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องประเมินจากยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) และอัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit Rate) เนื่องจากข้อมูลดังกล่าว อาจช่วยสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเร่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือเกิด Second Round Effect และ Wage-Price Spiral ซึ่งอาจนำไปสู่ ความจำเป็นที่ FED อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดคาดหวัง และตาม Dot Plot ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra (คาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วง 20.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ล่าสุด ที่ออกมาตามคาด)
▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ งานสัมมนาธนาคารกลาง ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ณ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง ทั้ง ECB และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน ที่อาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 96% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดย BOJ (Tankan Survey) ทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ RatingDog PMIs ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนมิถุนายน อย่าง ยอดการส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นต้น
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนมิถุนายน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤษภาคม โดยแม้ยอดการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแส AI Boom ทว่า ภาคการผลิตโดยรวมกลับไม่ได้ส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องที่ชัดเจน สะท้อนว่า สินค้าส่งออกของไทยบางส่วน เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อส่งออกต่อ โดยไม่ได้มีการผลิตหรือเพิ่มมูลค่าในประเทศมากนัก นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.41 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 33.40 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังเปิดเผยข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ปรับตัวขึ้น และการปรับตัวลงของราคาน้ำมันช่วยลดกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้เงินเยนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ทำให้ตลาดยังคงจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.จาก Conference Board ที่จะประกาศในวันที่ 30 มิ.ย.และวันที่ 1 ก.ค. เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนเดือน มิ.ย.จาก ADPดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน มิ.ย.จาก S&P Global รวมถึงดัชนีภาคการผลิตเดือน มิ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) นอกจากนี้จับตาสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวันศุกร์ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,347 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 8,784 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.30 – 33.60 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.30/ขาย 33.60
- EUR/THB 37.70 – 38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.70 /ขาย 38.20
- JPY/THB 0.2040 – 0.2090 แนะนำ ซื้อที่ 0.2040 / ขาย 0.2090
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/278540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sk0W6nCr-XsNNDaZ04Pyq
