นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS กล่าวในงานสัมมนา Thailand Investment Forum 2026 The Resilience of Wealth พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง โดย “กรุงเทพธุรกิจ” ในช่วง The Master’s Strategy : ผ่าสนามการลงทุน 2026 สร้างพอร์ตแกร่ง ว่า ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก (Global Growth) มีแนวโน้มชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ในช่วงต้นปี 2569 ด้วยปัจจัยหลักมาจาก ภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและทำให้หลายประเทศถูกปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกลับถูกปรับประมาณการ GDP ดีขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มมีความชัดเจนและสถานการณ์ในประเทศดีขึ้นเป็นลำดับ
ในด้าน “เงินเฟ้อและดอกเบี้ย” มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะเลือก “ตรึงดอกเบี้ย” ไว้ก่อนแม้หลายคนจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่เราเห็นสัญญาณว่าเงินเฟ้อที่เกิดจาก “ภาษีนำเข้า” (Tariffs) ที่เคยพุ่งสูงในช่วงปีที่แล้วเริ่มคลายตัวลง แม้จะมีมาตรการมาตรา 301 แต่ผลกระทบก็ไม่ต่างจากช่วงต้นปีมากนัก
นอกจากนี้ Fed ยังให้ความสำคัญกับตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่ตัดปัจจัยชั่วคราวออก (TMVTC) ซึ่งเทรนด์กำลังลดลงสู่ระดับ 2% ในช่วงปลายปี ผมจึงคาดว่าปีนี้มีโอกาสเห็นการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง โดย Fed อาจส่งสัญญาณในช่วงงานสัมมนาที่ Jackson Hole ปลายเดือนส.ค. โดยปัจจัยตัดสินใจหลักคือ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการจ้างงานชั่วคราว (เช่น ช่วงฟุตบอลโลก) ที่ทำให้ภาพรวมดูแข็งแกร่งกว่าความเป็นจริง แต่ในรายละเอียดพบว่าการเปิดรับงานใหม่ (Job Demand) มีเทรนด์ลดลง ซึ่งจะสะท้อนผลชัดเจนในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า
อีกหนึ่งจุดนี้สำคัญมาก มองว่าเอเชียกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุน (Investment Boom) รอบใหญ่ในรอบ 20 ปี เราไม่เคยเห็นการเร่งลงทุนขนาดใหญ่ในเอเชียแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2002 ปัจจัยผลักดันมาจาก 3 เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อน 1. AI Infrastructure การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI 2.Reshoring กระแสการย้ายฐานการผลิตเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และ 3.Energy Security ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเทรนด์นี้กำลังทำให้ “ตลาดหุ้นเอเชีย” เริ่มกลับมาน่าสนใจกว่าฝั่งสหรัฐฯ
ขณะที่ กลยุทธ์การลงทุนและหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง 2569 มองกรอบดัชนี SET INDEX ไว้ที่ 1,500-1,700 จุด แม้ช่วงแรกตลาดอาจจะไซด์เวย์ แต่มองว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีโอกาสปรับตัวมากขึ้น หากการลงทุนภาครัฐเริ่มขับเคลื่อน
ดังนั้น หุ้นที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนและกลุ่มที่เป็น Value Play เช่น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ในฐานะ Value Play ที่ผลประกอบการจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งได้ประโยชน์จากการลงทุนโรงไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ Data Center และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน). WHA โดยได้ประโยชน์จากทั้งนิคมอุตสาหกรรมและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1240481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-GqBn8AP-vJ-4o_AQ9sAI
