กรอ. ตั้งเป้า 4 ปี ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง

กรอ.-ตั้งเป้า-4-ปี-ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน-3%-มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายปกรณ์  นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

กระทรวงการคลัง
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายและแนวทางยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะกลาง ที่ตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ หรือภายในปี 2573 จะเร่งยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ในระดับ 2.7% และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนของไทยให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของ GDP จาก ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 22% 

ส่วนเป้าหมายระยะยาว ตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี และ ทำให้คนไทยมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากระดับ 8,000 ถึง 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน โดยเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นการทำงานร่วมกับธนาคารโลก หรือ World Bank เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของไทยในเจ็ดสาขา ซึ่งหากทำได้ก็เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ตามเป้าหมาย

โดยการประชุม กรอ. วันนี้ จะขับเคลื่อนด้วยวิธีทีมเวิร์ค เหมือนแข่งบอลโลก ซึ่งภาครัฐกับเอกชนจะร่วมกันจัดทำเป้าหมายเดียวกัน ทำงานด้วยกัน มีกองหน้า กองกลาง และกองหลัง 

โดยกองหน้า คือผลักดันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในด้านการเกษตรและอาหาร ด้านยานยนต์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้านการค้าขายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ส่วนกลองกลาง จะผลักดันเรื่องของการพัฒนาและปรับปรุงด้านกฎหมาย ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในด้านไฟฟ้า น้ำประปาและ AI เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

ขณะที่กองหลัง คือการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยใช้การลงทุนผ่านโครงการ PPP หรือ การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการตั้งกองทุน Thailand Future Fund เพื่อระดมทุนจากตลาดทุน และลดการใช้งบประมาณของภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด และทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศไทยไม่ให้เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติและบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งต่างๆ 

โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้การทำงานดังกล่าว ผ่านการขับเคลื่อนด้วย 4 เครื่องยนต์ และมี 4 คณะทำงาน โดยนายเอกนิติ จะดูแลเครื่องยนต์ที่ 1 คือการการลงทุนใหม่ของประเทศ  เช่น การลงทุนแห่งอนาคต ในเรื่องของ AI และดิจิทัลหากฮับ การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และ ยานยนต์อัจฉริยะ

เครื่องยนต์ที่ 2 การค้าและบริการ โดยนางศุภจี จะดูเรื่องการพัฒนาการค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เช่น การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางอาหารของโลก การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าการลงทุน

เครื่องยนต์ที่ 3 ทุนมนุษย์ นายยศนัน จะขับเคลื่อนในเรื่องของการวิจัย นวัตกรรม การศึกษา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร คณิตศาสตร์ การยกระดับแรงงาน นวัตกรรมต่างๆ สตาร์ต up การยกระดับทักษะ upskill reskill และองค์ความรู้เรื่อง AI

และเครื่องยนต์ที่ 4 ประสิทธิภาพภาครัฐ นายปกรณ์ ที่จะเป็นการปลดล็อคอุปสรรคภาครัฐทั้งหมด มีทั้ง digital government การทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นเพิ่มความโปร่งใสการปราบคอร์รัปชั่น ปรับโครงสร้างภาครัฐ และบริหารทรัพย์สินสาธารณะ

โดยคณะทำงานทั้ง 4 ด้านจะต้อง จัดทำแผนและเสนอต่อ กรอ. ภายใน 1 เดือนและรายงานความคืบหน้าทุก 2 เดือน เพื่อให้การยกระดับของประเทศ ให้จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม และยกศักยภาพของเศรษฐกิจไทย เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ด้านนางศุภจี กล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนทางด้านการค้าและบริการที่ต้องเร่งทำใน 4 ปี ว่า คือการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการส่งออกของไทยไม่ให้เสียเปรียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ อาจได้เห็นข้อตกลงการเจรจาที่เสร็จสิ้น อย่างเช่น ในยุโรป 

ขณะเดียวกันจะเร่งสร้างสมดุลของการส่งออก เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศจริงๆกลับมีเพียงรายใหญ่ราว 7,000 รายเท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 22,000 รายเป็นธุรกิจ SME ซึ่งยังได้ประโยชน์จากการส่งออกไม่มากนัก ดังนั้นจะพยายามกระจายให้การส่งออกเกิดประโยชน์กับทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง 

ด้านเลขาสภาพัฒน์ ระบุว่า ในการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังครั้งแรกในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จได้ เพราะภาคเอกชน จะเป็นผู้ที่รู้ปัญหาและรู้แนวทางแก้ปัญหาดีที่สุด 

ส่วนการจะเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงระดับ 3% ยอมรับว่าจะต้องทำให้ GDP บางปีต้องโตไปถึงระดับ 4-5%

กระทรวงการคลัง
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uak20wh-PNSobX6Sf18kq