ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีมติเห็นชอบการจัดสรรเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อสนับสนุนส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2569 รวมทั้งสิ้น 19 โครงการ ภายใต้กรอบวงเงินอนุมัติรวม 855 ล้านบาท มุ่งยกระดับและขับเคลื่อนศักยภาพผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ คาดช่วยสร้างโอกาสและฟื้นฟู SME ได้ไม่น้อยกว่า 29,290 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกลับคืนสู่ประเทศได้มากกว่า 5,163 ล้านบาท
การจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานภายใต้ประเด็นมุ่งเน้นและปัจจัยท้าทายในระดับโลก 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital Disruption & AI Transformation) ภาวะภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระดับโลก (Geopolitics & Global Competition) ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change & Disaster Risks) และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรและสังคม (Demographic & Social Change) โดยแบ่งกรอบโครงการดำเนินงานตามกลยุทธ์ภาพรวมออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. กลุ่ม Transform SME สู่เศรษฐกิจดิจิทัล มุ่งเน้นการใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลในการยกระดับทักษะแรงงาน เพิ่มยอดขายออนไลน์เพื่อฟื้นฟูธุรกิจและรายได้ ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
2. กลุ่ม Value Creation & Market Expansion มุ่งเน้นการปฏิรูปธุรกิจด้วยการสร้างแบรนด์เชิงอัตลักษณ์และ Soft Power ของไทย ขยายโอกาสสู่ตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่ม (เช่น Pink Market) ตลอดจนการเชื่อมโยงระบบการค้ายุคใหม่และธุรกิจไมซ์ (MICE) สู่สากล ดำเนินโครงการโดยกลุ่มภาคีเครือข่าย ได้แก่ กรมการค้าภายใน, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยพะเยา และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
3. กลุ่ม Recovery & Resilience มุ่งเน้นการฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อุทกภัย และความไม่สงบตามแนวชายแดน รวมถึงการสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การรักษาการจ้างงาน และเข้าถึงบริการภาครัฐอย่างรวดเร็ว ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยศิลปากร และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
4. กลุ่ม Inclusive Growth มุ่งเน้นการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนสู่การทำธุรกิจแบบมืออาชีพ ยกระดับมาตรฐานฮาลาลสู่สากล สร้างงานสร้างอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดำเนินโครงการโดย สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
อย่างไรก็ตาม การจัดสรรเงินกองทุนฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ‘คนตัวเล็ก’ หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ สสว. และหน่วยงานพันธมิตรได้ออกแบบและคัดสรรโครงการอย่างเข้มข้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันและแนวทางการพัฒนาของคณะกรรมการส่งเสริมฯ ทั้งด้านการยกระดับการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาด ตลอดจนการเสริมสร้างช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ และเพื่อสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสและคุ้มค่าสูงสุดของการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน สสว. ได้วางกลไกการกำกับ ติดตาม และประเมินผลอย่างเข้มงวด โดยประสานความร่วมมือระหว่างส่วนกลางผ่านฝ่ายบริหารโครงการพิเศษฯ และในระดับพื้นที่ผ่านฝ่ายศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร ควบคู่ไปกับการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแผนงานและตัวชี้วัดอย่างใกล้ชิด
“เราเชื่อมั่นว่าเม็ดเงิน 855 ล้านบาทที่กระจายลงสู่โครงการส่งเสริมต่างๆ ในครั้งนี้ จะช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อยให้รอดพ้นวิกฤต ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน” ดร.ปณิตา กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36gISpNC_ZidQOctdx_Xqm
