“KKP” เตือนไทยเสี่ยงเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง หรือขาดดุลในระยะยาว จับตา “ราคาน้ำมัน -สินค้านำเข้าทะลัก” สูญเสียความสามารถแข่งขัน คาด ไตรมาส 2/69 จ่อขาดดุล 2% ของจีดีพี พร้อมแนะภาครัฐระวังดำเนินนโยบายขัดปัจจัยพื้นฐาน ยกบทเรียน “ประเทศอินโดนีเซีย” ชูเดินหน้ามาตรการสร้างเศรษฐกิจใหม่ พร้อมประเมิน ธปท. ตรึงดอกเบี้ยถึงกลางปีหน้า
เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญทางโครงสร้าง หลังจากที่เคยครองสถานะประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากมานานหลายปี ปัจจุบันภาพดังกล่าวเริ่มถูกแทนที่ด้วยสัญญาณการเปลี่ยนผ่านสู่ “ภาวะเกินดุลลดลง หรืออาจถึงขั้นขาดดุลในระยะยาว” สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งค่าเงินบาท เสถียรภาพนโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยกำลังจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด? จุดเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และการเติบโตของประเทศ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของดุลบัญชีเดินสะพัด ได้เริ่มมีแนวโน้ม “เกินดุลลดลง” หรืออาจเผชิญกับ “การขาดดุล” ในอนาคต
นับจากวิกฤติโควิด แนวโน้มไทยเกินดุลลดลง
หากเทียบกับช่วงปี 2557-2561 ประเทศไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากถึง 8-10% ของจีดีพี โดยมาจากการบูมของนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะสมทุนสำรองฯ ได้เร็วมาก แต่นับจากวิกฤติโควิด-19 มีแนวโน้ม “เกินดุลลดลง” อย่างต่อเนื่อง หรือ อาจจะมีการขาดดุลฯ เล็กน้อยเป็นบางช่วง โดยหนึ่งในปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูง ขึ้นจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง
โดยจากตัวเลขการขาดดุลการค้าจากกรมศุลกากร ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มียอดขาดดุลสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนนี้มาจากราคาน้ำมัน 2,400 ล้านดอลลาร์ แต่ในจุดนี้ถือเป็นประเด็นชั่วคราว ซึ่งมองว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นราคาน้ำมันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
โดยดุลการค้าที่ไม่รวมน้ำมันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีตัวเลขที่สูงขึ้น เนื่องจากภาคส่งออกความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่การนำเข้าสูงขึ้นต่อเนื่องแทนสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หรือ สินค้าในหลายอุตสากรรมที่โดนนำเข้ามาตีตลาดมากขึ้นจนต้องเลิกผลิตรวมถึงภาคการลงทุนในบางธุรกิจเป็นการนำเข้าคอนเทนต์ที่สูงถึง 80% ของการลงทุน อย่าง ดาต้าเซนเตอร์ มีส่วนทำให้เกิดการขาดดุลมากขึ้น แต่ตรงนี้ยังไม่ใช่ปริมาณที่สูงมากนัก
ขณะที่ดุลบริการและท่องเที่ยวนั้น ภาคการท่องเที่ยวปัจจุบันยังมียอดประมาณ 2 ใน 3 หรือ 3ใน4 จากก่อนโควิดฯ แต่ดุลบริการไม่ได้กลับมาเกินดุล เนื่องจากประเทศไทย มีดุลบริการอื่นที่ต้องจ่ายให้ต่างประเทศมากขึ้น เช่น ต้นทุนขนส่งที่มากขึ้น หรือ การจ่ายค่า ทรัพย์สินทางปัญญาก็สูงขึ้น
แม้ว่าระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปัจจุบันยังเป็นบวกเล็ก ไม่ได้น่ากังวล จากที่ประเทศไทยมีต้นทุนความมั่นคงสูงจนสามารถดำเนินนโยบายได้โดยไม่ต้องกังวลผลกระทบภายนอกมากนัก เช่น การลดดอกเบี้ยโดยที่เงินบาทยังแข็งค่า แต่กังวลว่า หากปล่อยไปเช่นนี้เรื่อยๆ ในอนาคตหากดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนแอลง เมื่อไทยต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศมากขึ้น การดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลังจะต้อง ระมัดระวังให้ความสำคัญด้านเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะจับตาดูภาวะ “ขาดดุลคู่” ทั้งดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างใกล้
“จากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง หรือ อาจมีขาดดุลบ้างเล็กน้อยในบางช่วง จึงเป็นหนึ่งในข้อควรระมัดระวังในการดำเนินโยบายต่าง ๆ ในระยะต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน หรือ นโยบายการคลัง”
ดุลบัญชีเดินสะพัดตัวชี้วัดเสถียรภาพทางเงินของประเทศ
นายพิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดในเรื่องของเสถียรภาพทางเงินของประเทศด้วยเช่นกัน สะท้อนจากในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 ไทยมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7-8% ซึ่งหากมีอัตราการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เกินกว่า 3-5% ก็จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น
แต่สถานการณ์การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงเล็กน้อยถือว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวจากราคาน้ำมันที่สูง และ จะต้องติดตาม ภายหลังราคาน้ำมันกลับเข้าสูงภาวะปกติด้วย โดยประมาณการว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลประมาณ 2% ของจีดีพี แต่ยังไม่สะท้อนถึงวิกฤติเสถียรภาพในทันที
ขณะเดียวกัน สถานการณ์นี้จะส่งผลให้ค่าเงินบาทไม่มีแนวโน้มแข็งค่าเพียงด้านเดียวเหมือนในอดีต และอาจทำให้เสถียรภาพทางการเงินของประเทศมีความเปราะบางมากขึ้น หากดำเนินนโยบายไม่ระมัดระวัง
ทั้งนี้ จากสัญญาณแนวโน้นดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเกินดุลน้อยลง หรือ อาจมีขาดดุลเล็กน้อย หากดำเนินนโยบายรัฐไม่สอดคล้องกับ ปัจจัยพื้นฐาน ก็จะกระทบต่อเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นของตลาดและ ส่งผลต่อประเทศอย่างรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น ค่าเงินที่อ่อนอย่างรุนแรง
ยกตัวอย่างบทเรียนจาก อินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่าเมื่อเปลี่ยนจากประเทศเกินดุลเป็นขาดดุล จากภาวะขาดดุลแฝดทั้งทางบัญชีเดินสะพัดและการคลังพร้อมกัน จากปัญหานโยบายที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานมหาศาล รวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นในการปฏิรูปของผู้นำใหม่ และประเด็นด้านธรรมาภิบาล ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น และเทขายสินทรัพย์ เงินรูเปี๊ยะอ่อนค่าอย่างรุนแรงและผันผวน จนต้องขึ้นดอกเบี้ย กระทบเศรษฐกิจรุนแรง
อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ มีข้อเสนเชิงนโยบายว่าภาครัฐและธนาคารกลาง จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินควบคู่ไปกับการเร่งปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต้องหา Engine of Growth ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม เช่น Wellness Center, Health Care และภาคบริการทางการเงิน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศทดแทนรายจ่ายด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน
“เงินบาท” มีแนวโน้มอ่อนค่าและผันผวนมาก
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ด้านมุมมองต่อแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไป โดยเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าและผันผวนมากขึ้น ไม่ได้แข็งค่าทางเดียวเหมือนในอดีต ทำให้รัฐบาลและแบงก์ชาติต้องให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ต่างชาติ
“มองว่า ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปอาจเป็นโอกาสให้บาทอ่อนค่า หลังแข็งต่อเนื่องช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน”
ขณะที่ มุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไม่บานปลายและเงินเฟ้อไทยพีคไม่เกิน 5% แบงก์ชาติมีแนวโน้มจะ คงดอกเบี้ย ไปจนถึงกลางปีหน้า
แต่มี 3 ปัจจัยสำคัญ ที่อาจบีบให้แบงก์ชาติจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 1. เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าคาด ระดับ 8% ทำให้ต้นทุนและค่าแรงขึ้น 2. หากธนาคารกลางใหญ่ ๆ ทั่วโลกแห่ขึ้นดอกเบี้ย แต่ไทยไม่ขึ้นจนส่งผลให้ ค่าเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงเกินไป และ 3. ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกับขาดดุลการคลัง จนนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและเทขายสินทรัพย์ไทย แบงก์ชาติอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพและดึงดูดเงินทุนไว้
ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยตรงมาก
ขณะที่ ทางด้านมุมมองของ “ตลาดทุน” นั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นโดยตรงมากนัก เนื่องจากนักลงทุนหุ้นให้ความสำคัญกับ “การเติบโตของกำไร” และ “เศรษฐกิจเป็นหลัก” โดยดุลบัญชีเดินสะพัดยังเป็นเครื่องชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญ หากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดดุลต่อเนื่อง หรือเกิดภาวะขาดดุลแฝด อาจทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อปัจจัยพื้นฐานของประเทศ และ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
“นักลงทุนต่างชาติมีความกังวล 3 ข้อต่อตลาดทุนไทย ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ประเด็นธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว”
ส่วนประเด็นด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต่างชาติจับตามอง หลังเกิดกรณีปัญหาขนาดใหญ่หลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต
ทางด้านความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย แม้ในปัจจุบันจะไม่ได้สร้างความกังวลรุนแรงเท่าช่วงที่ผ่านมา แต่ยังถือเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก มองว่า ระบบการเมืองและการกำหนดนโยบาย ของไทยมีความซับซ้อน และ คาดการณ์ได้ยาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผล ให้การประเมินทิศทางเศรษฐกิจ และ การลทำได้ยากขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1237579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aYKa7hWk8cj7OplX6FQcV
