“ธนกร” หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

“ธนกร”-หนุน-พรก.กู้เงิน-4-แสนล้าน-ชี้คือทางรอดเศรษฐกิจไทย

4 มิถุนายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ภายใต้การนำของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อรับมือกับวิกฤตความผันผวนทางพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมองว่า การ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด คือหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางการแข่งขันของโลกที่ดุเดือด ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการวางอนาคตไทยให้มั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการภายใต้หลักการ โปร่งใส และการรักษา วินัยการคลัง ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อภิปรายเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการฯ โดยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ วันนี้เรากำลังเผชิญสงครามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมูลค่าการนำเข้าพลังงานรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 7–8% ของ GDP ประเทศ

อีกทั้งยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 80 ของการใช้ภายในประเทศ และยังมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ดังนั้น จึงกระทบต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ราคาอาหาร ต้นทุนภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนภาคเกษตร SMEs แบกรับภาระหนักขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ท้ายที่สุดจึงกระทบกำลังซื้อ การจ้างงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทแรก ที่ใช้เพื่อการเยียวยาและลดภาระค่าครองชีพระยะสั้นนั้น เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่เข้าใจถึงความจำเป็น เพราะประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้น การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยลดภาระค่าครองชีพแ ละประคับประคองกำลังซื้อ ในช่วงเวลานี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในวันนี้ คือ วงเงินอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้น หลายท่านตั้งคำถามว่า เหตุใดต้องรีบกู้เพื่อมาลงทุนเรื่องนี้ เหตุใดไม่ค่อย ๆ ลงทุนผ่านงบประมาณปกติ หรือเหตุใดไม่รอให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีกว่านี้ก่อน ซึ่งตนเห็นว่าคำถามเหล่านี้รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา

“ประเทศไทยไม่มีเวลามากนักแล้ว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน แต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหม่ของโลก วันนี้ ประเทศต่าง ๆ กำลังเร่งลงทุนมหาศาล เพื่อแย่งชิงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพียงปีเดียว การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

สหรัฐฯ ออกกฎหมาย Inflation Reduction Act วงเงินกว่า 369,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ส่วนจีนลงทุนด้านพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีสีเขียวในระดับมหาศาล ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเป็นเงื่อนไขทางการค้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ต้นทุนพลังงาน พลังงานสะอาด และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายธนกร กล่าว 

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายธนกร กล่าวอีกว่า IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% และประมาณ 2.0% ในปี 2570 ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง วันนี้ประเทศคู่แข่งของไทยกำลังเร่งลงทุน นักลงทุนกำลังตัดสินใจเลือกฐานการผลิตใหม่ และห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง หากประเทศไทยช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่า ดังนั้น การลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้จ่าย แต่คือการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินการภายใต้ 3 หลักการสำคัญ คือ ความโปร่งใส ความคุ้มค่า และต้องมีวินัยทางการคลัง โดยรัฐบาลต้องมีแผนบริหารหนี้ที่ชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทครั้งนี้ ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเพื่อปกป้องอนาคตของประเทศ ความเสียหายในระยะยาวอาจรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การดูแลประชาชน และการวางรากฐานอนาคตของประเทศไทย เหมือนในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โครงการคนละครึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้รับเสียงชื่นชมเช่นกัน” นายธนกร กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378978338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t8eUhpg2KAmfNdr412xaI