เอฟเคไอไอ.ถอดรหัส “ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์” หวังอัพเกรด Soft Powerไทยสร้างศักยภาพใหม่เพิ่มรายได้ประเทศ | TOPNEWS

เอฟเคไอไอ.ถอดรหัส-“ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์”-หวังอัพเกรด-soft-powerไทยสร้างศักยภาพใหม่เพิ่มรายได้ประเทศ-|-topnews

สถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) เผยรายงานพิเศษเชิงลึก “การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่อนาคต Soft Power ไทย” พาย้อนรอยสูตรสำเร็จปี พ.ศ. 2552 ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอลงกรณ์ พลบุตร “มินิสเตอร์ครีเอทีฟไทยแลนด์” ที่พลิกโฉมประเทศจากรับจ้างผลิต (OEM) สู่แบรนด์สร้างสรรค์ ดันมูลค่าพุ่งทะลุ 1.03 ล้านล้านบาท ชู 6 มิติเด็ด ตั้งแต่การสร้างเวทีประชุมระดับโลก TICEF, รางวัลเกียรติยศชั้นครู, กองทุนโมเดลฮอลลีวูด ยันปราบละเมิดลิขสิทธิ์พันล้าน หวังเป็นบทเรียนล้ำค่าอัพเกรดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ขับเคลื่อน Soft Power ยุคปัจจุบันให้โตอย่างยั่งยืน โดยมีเนื้อหาเป็นประโยชน์ต่อการบริหารนโยบายSoft Powerของประเทศดังนี้

1. บทนำและภูมิหลังทางนโยบาย (Background & Concept) ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี พ.ศ. 2551 (Hamburger Crisis) รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกภาคอุตสาหกรรมlรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยได้ประกาศนโยบาย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) เป็นวาระแห่งชาติในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 เพื่อเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศให้ถึง 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในปี พ.ศ. 2555 และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านความคิดสร้างสรรค์ของอาเซียน

โดยแต่งตั้งนายอลงกรณ์ พลบุตร ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้เป็น “ผู้ขับเคลื่อนนโยบาย” ในการแปลงนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ภาคปฏิบัติ โดยใช้กลไกของกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหอกในการเปลี่ยนโครงสร้างจาก “Made in Thailand” ไปสู่ “Creative Thailand” ซึ่งมีทีมงานคนสำคัญมีส่วนในการขับเคลื่อนเช่น นายกอบศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีวัฒนธรรมดร.การดี เลียวไพโรจน์ ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการTCDC นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด คณะที่ปรึกษารมช.พณ. และนายอัครพล ลีลาจินดามัย เลขานุการรมช.พณ.เป็นต้น

2. วิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลง (Inspirational Vision) หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย คือการจุดประกายความคิด ปรับเปลี่ยนทัศนคติของภาคการผลิตไทย และการประกาศหมุดหมายสำคัญในเวทีโลกและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทุกภาคส่วนโดยนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติประกาศวิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลงว่า “ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นค่าแรงถูกและทรัพยากรราคาต่ำได้อีกต่อไป

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทางรอดเดียวของเราคือการดึงศักยภาพที่เป็นจุดแข็งและจิตวิญญาณของคนไทย นั่นคือ ‘ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม’ มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (New Growth Engine) เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง”

นอกจากนี้นายอลงกรณ์ พลบุตรในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์กล่าวว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสร้างจุดเปลี่ยนให้ประเทศไทยจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง โดยเปลี่ยนจากประเทศ OEM (รับจ้างผลิต) เป็น ODM (ออกแบบและผลิต) และ OBM (ผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง) ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ ส่งผลให้ประชาชนและประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าปฐมภูมิ เราต้องมุ่งสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์และการสร้างแบรนด์ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทรัพย์สินทางปัญญา”
และในการริเริ่มจัดงานประชุมระดับโลก TICEF นายอลงกรณ์ได้กล่าวถ้อยคำแสดงความทะเยอทะยานของประเทศไทยในแผนที่เศรษฐกิจโลกว่า “เมื่อมีการจัดงาน World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับโลกของเศรษฐกิจเก่าดั้งเดิม (Old Economy) ประเทศไทยจะจัดงานสำหรับเศรษฐกิจใหม่ระดับโลก (New Economy) เป็นครั้งแรกของโลกเช่นกัน นั่นคือ Thailand International Creative Economy Forum หรือ TICEF”

3.โครงสร้างการบริหารนโยบายและการขับเคลื่อนระดับประเทศ การขับเคลื่อนวาระแห่งชาตินี้ ได้มีการวางรากฐานเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการปฏิบัติดังนี้
3.1 จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติโดยมี นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นประธาน เพื่อคุมบังเหียนในระดับนโยบายสูงสุดเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับการสนับสนุนกรมทรัพย์สินทางปัญญาและศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ(TCDC)โดยมีการขยายผลจัดตั้ง “มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์” เพื่อบ่มเพาะบุคลากรสายคิดสร้างสรรค์เข้าสู่ตลาดแรงงาน

3.2 แต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนงานภาคปฏิบัติและแปลงนโยบายสู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธานคณะกรรมการบริหารฯ

3.3 วางโครงสร้างระดับภูมิภาคและการจัดตั้งครีเอทีฟซิตี้(Creative City)ริเริ่มแนวคิด “จังหวัดสร้างสรรค์” โดยมีการคัดเลือกจังหวัดนำร่องในระยะแรกจำนวน 10 จังหวัดทั่วประเทศ และขยายผลต่ออีก 10 จังหวัด เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานความรู้และดึงศักยภาพ เอกลักษณ์ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มส่งตรงถึงเศรษฐกิจฐานราก

3.4แก่นของนโยบาย คือ การนำ “สินทรัพย์ทางปัญญา” ผนวกกับ “ทุนทางวัฒนธรรม” ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม มาสร้างสรรค์สินค้าและบริการรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) แทนการเน้นปริมาณ (Volume)

4.ผลงานและการดำเนินงานเชิงรุกที่สำคัญ (Key Accomplishments) การริเริ่มและผลักดันโครงการสำคัญๆในหลายมิติ และการขับเคลื่อนในระดับชาติและภูมิภาคดังนี้ :

4.1 มิติด้านเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก — ผู้นำโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งอาเซียน : นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและในฐานะประธานอาเซียนและนายอลงกรณ์ พลบุตร ในขณะที่ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ได้เดินหน้าเชิงรุกด้วยการผลักดันให้อาเซียนร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และริเริ่มแนวคิดการจัดตั้ง “ครีเอทีฟ อาเซียน” (Creative ASEAN) เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งจากบทบาทการเป็นผู้ผลักดันในเวทีระดับภูมิภาคนี้เอง ทำให้นายอลงกรณ์ได้รับการกล่าวถึงและเรียกขานในเวทีอาเซียนว่าเป็น “มินิสเตอร์ครีเอทีฟไทยแลนด์” (Creative Minister of Thailand) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก นางมาลี เปงกัสตู (Mari Elka Pangestu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของอินโดนีเซียในขณะนั้น ซึ่งให้การยอมรับและยกย่องวิสัยทัศน์เชิงรุกของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายอลงกรณ์เป็นอย่างมากจนนำมาสู่การที่ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต้และนางมาลี เปงกัสตู รัฐมนตรีการค้าได้ขอนัดหมายหารือกับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอลงกรณ์ พลบุตร ณ กรุงจาการ์ตา ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน(ASEAN Summit)เพื่อขอทราบแนวทางและศึกษาโมเดลการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยไปเป็นต้นแบบ ซึ่งหลังจากกาหารือครั้งนั้นเพียงไม่กี่เดือน ประเทศอินโดนีเซียก็ได้ประกาศจัดตั้ง “กระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ขึ้นเป็นครั้งแรกต่อมาจึงแยกเป็นกระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นการเฉพาะ


การประชุมนานาชาติเศรษฐกิจสร้างสรรค์”ดาวอสแห่งเศรษฐกิจใหม่” จากการประกาศวิสัยทัศน์ที่จะสร้าง “ดาวอสแห่งเศรษฐกิจใหม่” รัฐบาลไทยได้จัดงานประชุมThailand International Creative Economy Forum(TICEF)ระดับโลกเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปี2553โดยสามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักคิด และผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนจากกว่า 30 ประเทศ โดยเฉพาะนายจอห์น ฮอว์กินส์ (John Howkins) ประธานกลุ่ม Creative Group จากประเทศอังกฤษ และผู้เขียนหนังสือชื่อดังเรื่อง “Creative Economy” เข้าร่วมงานซึ่งเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้โดดเด่นในฐานะผู้นำและศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

4.2 มิติด้านการเชิดชูความเป็นเลิศ — รางวัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ มีการริเริ่มรางวัลเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยนายกรัฐมนตรี(Thailand Prime Minister’s Creative Award)ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจโดยใช้กุศโลบายนำชื่อของบุคคลสำคัญ บรมครู หรือปราชญ์ผู้เป็นตำนานในแต่ละสาขาวิชาชีพของเมืองไทยมาตั้งเป็น “ชื่อเฉพาะของรางวัลเกียรติยศ” ทั้งหมด 15 สาขาอาชีพ เช่น รางวัลอังคาร กัลยาณพงศ์ ในสาขาทัศนศิลป์และวรรณศิลป์สร้างสรรค์, รางวัลศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ในสาขาจิตรกรรมร่วมสมัย, รางวัลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในสาขาสถาปัตยกรรมสร้างสรรค์ และ รางวัล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในสาขาการบริหารจัดการวัฒนธรรมและการแสดงฯลฯเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ยกระดับเกียรติยศของนักสร้างสรรค์ไทย และขับเคลื่อนแบรนด์ประเทศ (Nation Branding) สู่สากล

4.3 มิติด้านกลไกการเงิน การจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และพัฒนาระบบธนาคารสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยริเริ่มระบบธนาคารเพื่ออุตสาหกรรมภาพยนต์และดนตรีโดยความร่วมมือของThe National Bank of California และสมาคมภาพยนต์แห่งสหรัฐอเมริกาโดยใช้โมเดลการกำเนิดHollywoodเป็นต้นแบบ เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์ ดนตรี และ Content ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงโดยสร้างมาตรฐานและระบบค้ำประกันมูลค่าแบบใหม่เป็นครั้งแรก

4.4 มิติด้านความร่วมมือสากล — สร้างความร่วมมือกับ WIPO และ UNCTAD : นายอลงกรณ์กำกับกรมทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสำคัญในการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาหรือ อังค์ถัด ( UNCTAD: United Nations Conference on Trade and Development) ซึ่งมี ดร.ศุภชัย พาณิชย์ภักดิ์เป็นเลขาธิการได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทำให้ประเทศไทยสามารถจัดจำแนกกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบรวม 4 กลุ่มใหญ่ 15 สาขาตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการจัดงานTICEFเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

4.5 มิติด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเฉียบขาด การบังคับใช้กฎหมายและทำลายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรอย่างจริงจัง โดยมีการจัดพิธีทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของสินค้าที่ถูกทำลายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาการดำเนินนโยบาย

4.6 ยกระดับอุตสาหกรรมผลักดัน 15 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา, ศิลปะ, สื่อ, และงานสร้างสรรค์ตามลักษณะเฉพาะ เช่น การออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม และซอฟต์แวร์โดยมุ่งเน้นการสร้างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักออกแบบ ศิลปิน และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)


จากผลงานการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์คู่ขนานกับการพัฒนาและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรมจากการบริหารงานเชิงรุกอย่างรอบด้าน ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยเติบโตขึ้นแตะระดับ 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10.6% ของ GDP ภายในเวลาไม่ถึง2ปีและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกเป็นผลให้นายอลงกรณ์จากประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็น หนึ่งใน 50 ผู้มีอิทธิพลต่อระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก (Top 50 Most Influential People in IP) จากนิตยสาร Managing Intellectual Property ซึ่งเป็นสื่อด้านทรัพย์สินทางปัญญาชั้นนำของโลก

5.บทสรุปและบทเรียน การถอดบทเรียนจากการบริหารเชิงรุกของนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ได้สร้างรากฐานเศรษฐกิจโมเดลใหม่ในช่วงวิกฤตโลกซึ่งการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอดีตจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับการขับเคลื่อนเชิงโครงและระบบการของนโยบายSoft Powerในอนาคตเพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ในการนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจโลกสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศต่อไป.

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1591216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zZpKiOisqXZi77El8EFTW