นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย ชงรัฐเพิ่มค้าปลีก-โมเดิร์นเทรดใน “ไทยช่วยไทยพลัส” ขยายผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว สร้างรายได้ภาษีเพิ่ม | TOPNEWS

นักวิชาการ-สมาคมค้าปลีกไทย-ชงรัฐเพิ่มค้าปลีก-โมเดิร์นเทรดใน-“ไทยช่วยไทยพลัส”-ขยายผลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว-สร้างรายได้ภาษีเพิ่ม-|-topnews

ทั้งนี้ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ยังประเมินว่า “มาตรการดังกล่าวจะช่วยผลักดัน GDP ได้ราว 0.4-0.5% แต่หากเปิดให้กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม จะทำให้เกิด “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเม็ดเงินจะเชื่อมโยงไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบ โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน รัฐยังสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคลกลับคืนได้มากขึ้น ต่างจากร้านค้าขนาดเล็กนอกระบบภาษีที่รัฐได้รับเพียง VAT เท่านั้น”

นอกจากนี้ ภาควิชาการยังสะท้อนให้เห็นว่า การตัดร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทออกจากโครงการ เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษีและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการ “ระยะกลาง” มารับช่วงต่อจากไทยช่วยไทยพลัส ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอุตสาหกรรม การพัฒนาภาคเกษตร และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อรักษาแรงส่งเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 และต้นปีหน้า

ด้าน นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า “โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ “มาถูกจังหวะ” และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง โดยครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขรัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% รวมถึงการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 13 ล้านราย ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกไทยเสนอว่า หากรัฐบาลขยายสิทธิ์ให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วมเพิ่มเติม จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดในการใช้สิทธิ และทำให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในวงกว้างมากกว่าเดิม เนื่องจากสินค้าจำนวนมากในโมเดิร์นเทรดล้วนเป็นสินค้าจากผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทยเช่นกัน อีกทั้งการเปิดให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีเข้าร่วมมากขึ้น ยังช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บ VAT กลับคืนได้เพิ่มขึ้นด้วย”

ประธานสมาคมค้าปลีกไทยยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะการสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม การควบคุมสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ การลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ การช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคค้าปลีกไทยในระยะยาว อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การผลักดันแนวคิด “จ้างงานรายชั่วโมง” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ้างงานและเปิดโอกาสให้แรงงานพาร์ทไทม์มีรายได้มากขึ้น รวมถึงการเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระบบคืนภาษีแบบทันที ณ จุดขาย (Instant Tax Refund) และแนวคิด “Phuket Sandbox” พื้นที่ปลอดภาษีเพื่อกระตุ้นการช้อปปิ้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าสู่ภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม”

ข้อเสนอจากทั้งภาควิชาการและภาคค้าปลีกสะท้อนตรงกันว่า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ จะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินระยะสั้น หากรัฐบาลสามารถออกแบบมาตรการให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจจริงอย่างครบวงจร โดยเฉพาะการเปิดให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดที่อยู่ในระบบภาษีเข้าร่วม เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนได้เต็มห่วงโซ่อุปทาน เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ภาษีกลับคืนรัฐ และสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมากกว่าการ “ขึ้นแล้วลง” เพียงชั่วคราว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจไม่ได้อยู่ที่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบกลไกให้เม็ดเงินทุกบาทสามารถหมุนเวียน สร้างมูลค่า และต่อยอดไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1588198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v8uZeuawZ1fOzNjhLkSip