‘เอกนิติ’ ลุย 3 เรื่อง พาไทยฝ่ามรสุมปี 69 เปลี่ยนเศรษฐกิจกลับมาแข็งแรงใน 4 ปี

‘เอกนิติ’-ลุย-3-เรื่อง-พาไทยฝ่ามรสุมปี-69-เปลี่ยนเศรษฐกิจกลับมาแข็งแรงใน-4-ปี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษใน งานสัมมนา “Thailand Economic Drives 2026” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ในหัวข้อ “ฝ่ามรสุมปี 2569” ว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” ในระยะเวลา 4 ปี เพื่อนำพาประเทศไทยฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและพลิกโฉมประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจได้พิสูจน์ฝีมือผ่านการใช้กรอบนโยบาย Quick Big Win ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจนเห็นผลสัมฤทธิ์ โดยสามารถดึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 0.3% ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญที่ดึงการลงทุนภาคเอกชนให้กลับมาพลิกเป็นบวกได้ถึง 6% 

“มาตรการระยะสั้นได้พาเศรษฐกิจที่กำลังติดหล่มกลับมาเดินหน้าต่อ จากผู้ป่วยออกจากห้องไอซียู แต่บริบทโลกที่ผันผวนหมายความว่าไทยจะหยุดนิ่งไม่ได้ รถไม่ได้อยู่กับที่แต่ต้องวิ่งต่อ แล้วจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตและเข้มแข็ง แข่งขันได้กับนานาประเทศ ”

ในปี 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจาก มรสุม 3 ลูกใหญ่ ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือ

2.วิกฤติภัยพิบัติทางธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3.ปัญหาโครงสร้างภายในประเทศที่เรื้อรัง ทั้งหนี้ครัวเรือน สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการขาดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งกดทับให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจต้องพึ่งพาเพียงการส่งออกและการท่องเที่ยวจนเสียสมดุล

ดังนั้น เพื่อทะลวงฝ่าวิกฤติดังกล่าวรัฐบาลได้เตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Big Wins” มุ่งเป้าไปที่นโยบายการลงทุนหลัก 3 ด้าน เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสทองของประเทศ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนภายใน 4 ปี ประกอบด้วย

1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ประเทศไทยจำเป็นต้องดันการลงทุนขนาดใหญ่ขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ ภาครัฐเตรียมเดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และส่งเสริมการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อลดภาระการก่อหนี้สาธารณะ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จุดยืนที่เป็นกลางและโครงสร้างพลังงานสะอาดจะทำให้ไทยเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุนข้ามชาติ หากปลดล็อกอุปสรรคได้เต็มที่ คาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปี 2569 จะพุ่งสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท ขยายตัวกว่า 20% โดยรัฐบาลจะกำกับดูแลให้เม็ดเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้กระจายลงสู่ระดับชุมชน 

2.การลงทุนในคน หรือทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการทำงานและการศึกษา โดยให้ภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรและรับเข้าทำงาน

“เราต้องลงทุนโดยเอาดิจิทัลมาทรานส์ฟอร์มการศึกษาไทย และไม่จำเป็นต้องเป็นระบบการศึกษาแบบปกติ เราต้องทรานส์ฟอร์มทั้งครู ทั้งนักเรียน เราต้องใช้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย”

 3.การลงทุนด้านกฎหมาย ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกอุปสรรคทั้งหมด หากกติกาไม่เอื้ออำนวย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคนย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง รัฐบาลเตรียมแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าหลัง เช่น การทบทวนเงื่อนไขวีซ่า การรายงานตัวทุก 90 วันของแรงงานทักษะสูง (High-Skill Labor) กฎหมายที่ดินที่เป็นอุปสรรค

ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมเครื่องมือสำคัญอย่างการออกกฎหมายรวบยอดด้านการลงทุน (Omnibus Law) และการนำระบบ BOI Fast Pass มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อร่นระยะเวลาอนุมัติจากที่เคยใช้เวลานานเกือบ 2 ปี ให้มีความรวดเร็วและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น

“การออกกฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) เพื่อการลงทุน มันจะช่วย Fast Track ทุกอย่าง และมันเป็นกฎหมายที่จะทำให้การลงทุนเปลี่ยนโฉมประเทศไทย”

นอกจากนี้ จะมีการตั้งเงื่อนไขสำคัญสำหรับสิทธิประโยชน์ BOI ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) สู่คนไทย เพื่อยกระดับทักษะแรงงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และดึงเม็ดเงินเหล่านี้ลงสู่การสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและชุมชนอย่างแท้จริง

“3 เรื่องที่จะทำคือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ดังที่กล่าวข้างต้น แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนเข้ามาต่างประเทศเข้ามาอย่างเข้มแข็ง และทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งได้ เราจะไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย แต่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งในเอเชีย”

‘เอกนิติ’ ลุย 3 เรื่อง พาไทยฝ่ามรสุมปี 69 เปลี่ยนเศรษฐกิจกลับมาแข็งแรงใน 4 ปี

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KukhsANSCAWQMjrWAKhej