ฮ่องกงเตรียมจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในโครงการพัฒนาเขตเหนือ Northern Metropolis เพื่อการเติบโตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ฮ่องกงเตรียมจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในโครงการพัฒนาเขตเหนือ-northern-metropolis-เพื่อการเติบโตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลฮ่องกงอยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์สำหรับสินค้ามูลค่าสูง E-Commerce และ“เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (low-altitude economy) ภายใต้โครงการพัฒนา Northern Metropolis โดยมีแผนจะเปิดรับจากภาคอุตสาหกรรมที่สนใจสำหรับพื้นที่แรกของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ภายในปีนี้

สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีเป้าหมายดึงดูดบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำผ่านมาตรการจูงใจเฉพาะ เช่น การจัดสรรที่ดินและการลดหย่อนค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่วางแผนครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 เฮกตาร์ (หรือ 30,000 ตารางเมตร) ในเขตพัฒนาใหม่ Hung Shui Kiu และ Ha Tsuen ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว

หน่วยงานได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้ เพื่อสนับสนุนบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระดับชาติ โดยตามแผนงาน พื้นที่จะถูกแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่: โลจิสติกส์สินค้ามูลค่าสูง , โลจิสติกส์ E-Commerce,       การขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ, ศูนย์ซ่อมบำรุงระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพื้นที่สำรองสำหรับการขยายในอนาคต

ในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ดินโดยคาดว่าพื้นที่จะพร้อมใช้งานระหว่างปีพ.ศ. 2570 ถึง 2575 โฆษกของสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวระหว่างการแถลงผลการศึกษาว่า “กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้จะเป็นเวทีสำหรับการพัฒนาโลจิสติกส์ในเชิงรุกและขนาดใหญ่ ถือเป็นก้าวสำคัญของฮ่องกงในการก้าวสู่การเป็นศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และเสริมสร้างสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ”

 ก่อนหน้านี้สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ได้เสนอแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์สมัยใหม่ (Action Plan on Modern Logistics Development) เมื่อเดือนตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ที่มีฟังก์ชันหลากหลายทั่วพื้นที่พัฒนาใหม่ในเขตพื้นที่พัฒนาเขตเหนือ Nothern Metropolis โดยโครงการขนาดใหญ่นี้ ประกาศครั้งแรกในปี 2564 มีเป้าหมายเปลี่ยนพื้นที่กว่า 30,000 เฮกตาร์ ใกล้ชายแดนจีนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจและศูนย์ที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่ โลจิสติกส์ประมาณ 36 เฮกตาร์ในเขต Hung Shui Kiu และHa Tsuen เป็นพื้นที่นำร่อง

สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ระบุว่าทำเลของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ ซึ่งอยู่ห่างจากด่านเซินเจิ้นเบย์ (Shenzhen Bay Port) เพียง 5 นาทีโดยรถยนต์ และห่างจากสนามบินนานาชาติฮ่องกงและท่าเรือ        Kwai Tsing Container Terminals ประมาณ 25 นาที ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้มีเป้าหมายใช้จุดแข็งของฮ่องกงในด้านการขนส่งทางทะเล บก และอากาศ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์อุตสาหกรรมชั้นนำของภูมิภาค และเป็นประตูโลจิสติกส์สู่ Greater Bay Area ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลกลางจีนในการเชื่อมโยงฮ่องกง มาเก๊า และ 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้งให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจแบบบูรณาการ

image.png

การพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของฮ่องกงยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาระดับชาติช่วงปี พ.ศ. 2569–2573 โดย Ms. Mable Chan รัฐมนตรีว่าการสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ว่า “เราจะดำเนินการตามคำแนะนำในการจัดทำแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยใช้จุดแข็งของฮ่องกงที่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับโลก เพื่อรักษาสถานะของเราในฐานะศูนย์โลจิสติกส์ระดับนานาชาติของภูมิภาค และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาระดับชาติอย่างมีประสิทธิภาพ” ตามแผนงานของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ พื้นที่ประมาณ 5 เฮกตาร์ (หรือประมาณ 50,000 ตารางเมตร) ใกล้ศูนย์กลางเมืองในเขตพัฒนาใหม่จะถูกจัดสรรสำหรับโลจิสติกส์สินค้ามูลค่าสูง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ และเวชภัณฑ์ เป็นต้น พื้นที่สำหรับโลจิสติกส์ E-Commerce ซึ่งมีขนาดประมาณ 10 เฮกตาร์(หรือ 100,000 ตารางเมตร)  จะรองรับการจัดการสินค้าปริมาณมากที่เคลื่อนย้ายเร็วและการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการขนส่งทางอากาศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจัดสรรพื้นที่ประมาณ 4.5 เฮกตาร์ใกล้ทางหลวง Hong Kong–Shenzhen Western Highway สำหรับการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจระดับต่ำ รวมถึงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนด้วย   โดรน ส่วนพื้นที่อีกสองโซนจะถูกจัดไว้สำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสำหรับการขยายในอนาคต

โฆษกของสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นการดึงดูดบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำเข้าสู่กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ โดยเสนอเงื่อนไขการเข้าร่วมที่ปรับตามความต้องการ เช่น การจัดสรรที่ดิน การลดหย่อนค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ หรือเงินอุดหนุน เพื่อรองรับการดำเนินงานเฉพาะทาง โดยบริษัทหลักเหล่านี้จะนำมาซึ่งปริมาณสินค้าและกิจกรรมโลจิสติกส์ สร้างความต้องการด้านโลจิสติกส์ และดึงดูดธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเข้าสู่กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ในที่สุด

image.png

รัฐบาลฮ่องกงจะนำรูปแบบการพัฒนาที่ยืดหยุ่นมาใช้เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ เช่น การใช้วิธีจัดสรรที่ดินแบบทันสมัย การพัฒนาอาคารโลจิสติกส์แบบชั้นต่ำ การรวมแปลงที่ดินให้เป็นแปลงขนาดใหญ่ และการขยายระยะเวลาการให้เช่าช่วงอาคารและที่ดิน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงวิธีคำนวณพื้นที่ใช้สอยรวม (gross floor area) สำหรับอาคารโลจิสติกส์ที่มีเพดานสูง เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ต้องการพื้นที่ปฏิบัติงานมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลฮ่องกงจะเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมแสดงความสนใจในแต่ละพื้นที่ของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ เพื่อประเมินความต้องการของตลาดและรวบรวมข้อเสนอแนะก่อนเปิดเผยแผนการพัฒนา โดยกระบวนการสำหรับพื้นที่แรกจะเริ่มภายในปีนี้

Professor Henry Ko Hok-han จาก City University กล่าวต้อนรับแผนดังกล่าว โดยระบุว่าแผนนี้ตอบโจทย์ช่วยลดอุปสรรคของการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของฮ่องกง ได้แก่ การขาดแคลนที่ดินและการขาดยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์ “แผนนี้มีการจัดสรรพื้นที่

ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

การที่รัฐบาลฮ่องกงเดินหน้าจัดตั้งกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์สำหรับสินค้ามูลค่าสูง, E-Commerce และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) ภายใต้โครงการพัฒนาเขตหนือ Northern Metropolis ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและประตูสู่ Greater Bay Area (GBA) ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญดังต่อไปนี้

1ใช้จุดแข็งของไทยในสินค้าที่มีมูลค่าสูง High-value และสินค้าเฉพาะทางเพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยที่มีศักยภาพ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ  อาหารสุขภาพและเวชสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและนวัตกรรมสุขภาพ  เป็นต้นเพื่อสามารถเข้าถึงระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อมต่อจีนแผ่นดินใหญ่ได้สะดวกขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาใช้ฮ่องกงเป็น “ศูนย์กระจายสินค้า (distribution hub)” สำหรับตลาดจีนตอนใต้และเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการการจัดการพิเศษ เช่น ควบคุมอุณหภูมิ ความปลอดภัยสูง หรือการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งออก

2. โอกาสใหม่ใน E-Commerce ข้ามพรมแดน ซึ่งรองรับสินค้าปริมาณมากและการตรวจสอบก่อนขนส่งทางอากาศ ผู้ประกอบการไทยควร ฮ่องกงเป็นฐาน fulfilment Center คลังสินค้าที่ทำงานแทนร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด สำหรับการขายออนไลน์ไปยังจีนแผ่นดินใหญ่  เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มจีน เช่น JD, Tmall, Douyin ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งสามารถพิจารณาร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล สินค้าไทยที่เหมาะสม ได้แก่ อาหารพร้อมทาน อาหารสุขภาพ สกินแคร์ สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ และสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

3. จับตาโอกาสใน “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” และการขนส่งด้วยโดรน ฮ่องกงกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าด้วยโดรน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งข้ามพรมแดน ผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีโดรน ซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ หรือระบบติดตามสินค้า สามารถพิจารณา      การร่วมลงทุน การทดลองเทคโนโลยีหรือจับมือกับผู้ให้บริการในฮ่องกงเพื่อเข้าสู่ตลาด GBA ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้าน smart logistics

4. โครงการนี้ต้องการผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น คลังสินค้าอัจฉริยะ ระบบจัดการอุณหภูมิ บริการ last-mile delivery หรือการขนส่ง “ช่วงสุดท้าย” ของกระบวนการโลจิสติกส์ หมายถึงขั้นตอนการนำพัสดุจากศูนย์กระจายสินค้า (distribution center หรือ fulfilment center) ไปถึง มือผู้รับปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ลูกค้า ร้านค้า หรือจุดรับสินค้ รวมถึงบริการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QC/QA)  บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้ามาเป็นพันธมิตรหรือผู้ให้บริการร่วมกับบริษัทฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล

ดังนั้นเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการไทยควรประเมินความเป็นไปได้ในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าในฮ่องกง ร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล พัฒนาบรรจุภัณฑ์และมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของฮ่องกงและจีน บริษัทไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานทดสอบตลาด (testbed) สำหรับสินค้าใหม่ก่อนเข้าสู่จีน อย่างไรก็ตามควรติดตามมาตรการจูงใจด้านที่ดินและค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้มาก โครงการพัฒนา Northern Metropolis และกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ใหม่ของฮ่องกงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในสินค้า High-value, E-Commerce และเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะเพราะจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/imdh4w90es0batbmluyrulel&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RUGM-ZAqm0Y_0aU3xU7Fh