หลังจากเปิดงานสัมมนา “Year Ahead 2026” ด้วยการอภิปรายเชิงลึกด้านนโยบายระดับประเทศ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ขับเคลื่อนเวทีสัมมนาสู่การนำเสนอแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ โดยมีนักกลยุทธ์ระดับแนวหน้าจาก KKP และ Goldman Sachs ร่วมกันถ่ายทอดภาพรวมภูมิทัศน์เศรษฐกิจในปี 2026 เพื่อนำเสนอภาพรวมโอกาสและความเสี่ยงที่นักลงทุนไทยต้องเผชิญ ได้แก่
-Andrew Tilton Chief Asia Pacific Economist, Goldman Sachs Global Investment Research
-Shoqat Bunglawala Head of Multi-Asset Solutions for EMEA and Asia Pacific, Goldman Sachs Asset Management
-ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
-นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้นำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง
“เราคาดว่าประเทศไทยจะยังคงติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ (Low-growth trap) ไปจนถึงปี 2569 โดยคาดการณ์ว่า GDP จะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘ภัยคุกคาม 3 ด้าน’ ได้แก่ 1.ความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง 2.การเติบโตของสินเชื่อที่ระมัดระวังตัวมากขึ้น และ3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มรูปแบบ”
อย่างไรก็ตาม ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ จะขึ้นอยู่กับทิศทางหลังการเลือกตั้ง หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถปรับเปลี่ยนจากการเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก เราอาจได้เห็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากการติดหล่มได้
มุมมองเศรษฐกิจโลก 2569
Andrew Tilton จาก Goldman Sachs Global Investment Research นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจโลกในเชิงบวก โดยมองว่าการเติบโตของโลกมีแนวโน้มทนทานกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังคงแข็งแกร่งจากหลายปัจจัยหนุน อาทิ แรงกดดันเรื่องภาษีศุลกากรที่ลดลง มาตรการสนับสนุนทางภาษี สภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเทคโนโลยี
นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคาดการณ์ ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงโดยไม่เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง จะเป็นการเปิดทางให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและสร้างสภาวะทางการเงินที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น
นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน โดยจีนแม้ภาคการส่งออกจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ในขณะที่ญี่ปุ่นแตกต่างจากกระแสโลกในภาพรวม เนื่องจากมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยการเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงมีอยู่ ในภูมิภาคเอเชียส่วนอื่นๆ การเติบโตยังถือว่าดีกว่าที่คาด แม้ว่าภาคการส่งออกในบางประเทศอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน
Shoqat Bunglawala ได้แบ่งปันมุมมองด้านโอกาสในปี 2569 ว่า ในปี 2569 เรามองว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในจุดที่พร้อมจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเร่งจากนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายในสหรัฐและเยอรมนี รวมถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แม้ว่าอาจจะมีปัจจัยเรื่องภาษีศุลกากรที่ทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐ เป็นปัจจัยกดดันชั่วคราว
แต่ทิศทางหลักจะเริ่มกลับเข้าสู่เป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี ภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าว มุมมองของเราต่อตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเป็นเชิงบวกโดยให้น้ำหนักความสำคัญกับหุ้นสหรัฐ เป็นลำดับแรก โดยเน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน รวมถึงให้น้ำหนักกับกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ
ขณะเดียวกัน เราเน้นการลงทุนในหุ้นยุโรปที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลัง และหุ้นอินเดียที่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของตลาด นอกจากนี้ เรามองเห็นข้อได้เปรียบของ Private Credit ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า Public Markets และมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงินกู้ร่วม (Syndicated Loans)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5504964/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P7US6LRck0jp_B1TkLN8q
