ถึงเวลาเคนยาคุมเข้ม ‘ไขมันทรานส์อุตสาหกรรม’ ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพและเศรษฐกิจประเทศ

ถึงเวลาเคนยาคุมเข้ม-‘ไขมันทรานส์อุตสาหกรรม’-ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพและเศรษฐกิจประเทศ

ครัวเรือนชาวเคนยามีกี่ครัวเรือนที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่า “กรดไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรม” (Industrially Produced Trans-Fatty Acids: iTFAs) คืออะไร และสารเหล่านี้แฝงอยู่ในอาหารที่เราบริโภคเป็นประจำ เช่น น้ำมันประกอบอาหาร มาการีน และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปขั้นสูงอย่างไร ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มีผู้บริโภคจำนวนเท่าใดที่สละเวลาอ่านและทำความเข้าใจฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างจริงจัง

ฉลากขนาดเล็กที่มักถูกมองข้ามนี้ แท้จริงแล้วเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของเรา เพราะบ่งบอกถึงสิ่งที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังไม่ตระหนักว่า เบื้องหลังส่วนประกอบบางรายการนั้น มี “ภัยเงียบ” ซ่อนอยู่ เช่น ไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กรดไขมันทรานส์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. ไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า “ไฮโดรจิเนชันบางส่วน” (partial hydrogenation) โดยเติมไฮโดรเจนลงในไขมันไม่อิ่มตัวเพื่อให้กลายเป็นไขมันแข็งหรือกึ่งแข็ง ไขมันชนิดนี้พบได้บ่อยในเบเกอรี ขนมทอด และอาหารแปรรูป

2. ไขมันทรานส์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งพบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม

แม้ว่าการใช้น้ำมันทอดซ้ำหรือการให้ความร้อนสูงมากกับน้ำมันปรุงอาหาร อาจทำให้ระดับไขมัน
ทรานส์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ปริมาณดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2–3 เท่านั้น เมื่อเทียบกับระดับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรจิเนชันบางส่วน (PHOs) ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ตามแนวทางการจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดแห่งชาติของเคนยา ปี 2024 ระบุว่า ไขมันทรานส์ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแต่อย่างใด แต่กลับก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง โดยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตร้อยละ 13 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 25 ของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่อปีในประเทศ นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการบริโภคไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพในปริมาณสูง ยังถูกระบุว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สามารถปรับเปลี่ยนได้

รัฐบาลเคนยา โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเชิงบวกครั้งสำคัญผ่านกฎระเบียบว่าด้วยอาหาร ยา และสารเคมี (การติดฉลากอาหาร สารปรุงแต่ง และมาตรฐาน) ฉบับแก้ไข ปี 2015 เพื่อควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบดังกล่าวยังขาดการกำหนดเพดานปริมาณไขมันทรานส์ที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง ส่งผลให้ผู้บริโภคยังคงมีความเสี่ยงต่อการได้รับไขมันทรานส์อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย และอียิปต์ ได้กำหนดข้อจำกัดไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรมไม่เกินร้อยละ 2 ของไขมันทั้งหมด ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน แนวปฏิบัติสากลเป็นที่ยอมรับ และเหตุผลด้านสาธารณสุขก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เคนยาจึงสามารถและควรดำเนินรอยตาม ด้วยการออกกฎหมายและบังคับใช้มาตรการควบคุม iTFAs อย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายบัน คี-มุน เคยกล่าวไว้ว่า ประชากรที่มีสุขภาพดี คือ แรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หากปราศจากสุขภาพ ก็ย่อมไม่มีการพัฒนา เมื่อประชาชนมีสุขภาพดี ประชาชนจะมีประสิทธิภาพ มีนวัตกรรม และมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น”

ดังนั้น การควบคุมไขมันทรานส์ที่ผลิตในอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย ชาวเคนยาทุกคนสมควรได้รับอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ และเคนยาสามารถปกป้องประชาชนของตนได้ด้วยการกำหนดเพดานไขมันทรานส์อุตสาหกรรมที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง ทุกกฎระเบียบที่เกิดประโยชน์และเน้นการปกป้องล้วนมีความหมาย เพราะการคุ้มครองสุขภาพประชาชนไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางศีลธรรม แต่คือ นโยบายเศรษฐกิจที่ดีที่สุดที่ประเทศสามารถเลือกได้

เขียนโดย นางเซลีน อาวัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันกิจการนิติบัญญัติระหว่างประเทศ (IILA) และนายเคลวิน มิธาโม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่โครงการ ด้านธรรมาภิบาลสุขภาพ IILA

ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี

การควบคุม iTFAs อย่างเข้มงวดจะส่งผลต่อโครงสร้างตลาดอาหารของเคนยา โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป น้ำมันปรุงอาหาร เบเกอรี และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ไขมันเป็นวัตถุดิบหลักผู้ประกอบการในประเทศจะต้องปรับสูตรการผลิต เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ และยกระดับมาตรฐานการผลิต ซึ่งในระยะสั้นอาจเพิ่มต้นทุน แต่ในระยะยาวจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และลดต้นทุนด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งยังสอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคเมืองในเคนยาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น ดังนั้น ศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการไทยควบคู่กับโอกาสทางธุรกิจจากแนวโน้มตลาดเคนยา  ถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบของไทย โดยไทยมีสินค้าหลากหลายในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว เช่น น้ำมันพืชทางเลือก อาหารแปรรูปที่ใช้ไขมันดี รวมถึงผลิตภัณฑ์ plant-based และ functional food การเน้นจุดขายด้าน “ปลอดไขมันทรานส์” “ดีต่อหัวใจ” และ “สอดคล้องมาตรฐาน WHO” จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าไทยในสายตาผู้นำเข้าและผู้บริโภคเคนยา ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเชิงรุกและยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านสุขภาพและกฎระเบียบใหม่ได้ จะไม่เพียงช่วยรักษาตลาดเดิม แต่ยังสามารถขยายบทบาทของสินค้าอาหารไทยในฐานะทางเลือกที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจและสาธารณสุขของเคนยาในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

เครดิตภาพและที่มาข่าว https://businesstoday.co.ke

ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี

มกราคม 2569

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dt3fevv5rtwu0j5qv25fxnl2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JC63tkh17dxKPVlWrIaqs