จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

จับตาการแพทย์ไทย-2026-จากนวัตกรรมสู่-‘งบรัฐ’-และความเท่าเทียม
  • การแพทย์แม่นยำและจีโนมิกส์ จากงานวิจัยสู่สิทธิประโยชน์ของรัฐ

จีโนมิกส์ (Genomics) คือการศึกษาลำดับสารพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งหมด หรือดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยงต่อโรค การตอบสนองต่อยา และความแตกต่างทางชีววิทยาในระดับรายบุคคล

แนวคิดนี้เป็นรากฐานของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งแตกต่างจากการแพทย์แบบดั้งเดิมที่ใช้แนวทางการรักษาเดียวกับผู้ป่วยจำนวนมาก แม้ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีพื้นฐานทางพันธุกรรมและการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันก็ตาม

เหตุผลที่รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับจีโนมิกส์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับภาระต้นทุนด้านสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังและโรคมะเร็งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจพบความเสี่ยงล่วงหน้า การเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมของผู้ป่วย และการหลีกเลี่ยงการรักษาที่ไม่ได้ผล ถูกมองว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและภาระระบบสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยต้องลงทุนด้านจีโนมิกส์ด้วยตนเอง คือ ความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างประชากรไทยกับประชากรตะวันตก ข้อมูลจีโนมจำนวนมากที่ใช้เป็นฐานในการวิจัยยาและแนวทางรักษาระดับโลก ยังอิงจากประชากรยุโรปหรืออเมริกาเป็นหลัก การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้กับคนไทยโดยตรง อาจไม่สะท้อนความเสี่ยงโรคหรือการตอบสนองต่อยาที่แท้จริง และอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเกิดผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

โครงการและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มลงทุนด้านจีโนมิกส์ผ่านหลายช่องทาง ทั้งงบวิจัย งบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และงบด้านสิทธิประโยชน์สุขภาพ หนึ่งในโครงการระดับชาติที่ถูกกล่าวถึงมากคือ โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดทำฐานข้อมูลจีโนมของประชากรไทย เพื่อใช้เป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัย การพัฒนาการรักษา และการวางนโยบายด้านสุขภาพในระยะยาว

ในระดับสถาบันการแพทย์และการศึกษา โครงการด้านจีโนมิกส์ก็ขยับอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการจีโนมิกส์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งพัฒนาการใช้ข้อมูลพันธุกรรมในผู้ป่วยจริง โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคหายาก รวมถึงการสร้างศักยภาพบุคลากรด้านเวชพันธุศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนางานด้านการตรวจวิเคราะห์ยีนเพื่อสนับสนุนการรักษาเฉพาะบุคคล และเชื่อมโยงข้อมูลทางคลินิกเข้ากับข้อมูลพันธุกรรมมากขึ้น

จากงานวิจัยสู่ สิทธิประโยชน์ของรัฐ

จุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบาย คือการที่การตรวจทางพันธุกรรมบางรายการเริ่มถูกบรรจุเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบสุขภาพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจากการเป็นงานวิจัยหรือบริการเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงในระดับระบบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • การตรวจยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม เพื่อประเมินความเสี่ยงและช่วยกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
  • การตรวจยีนในทารกแรกเกิด เพื่อค้นหาโรคพันธุกรรมบางชนิดที่สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดความพิการและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลระยะยาว
  • การอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการตรวจยีนเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยและมีต้นทุนการรักษาสูงหากตรวจพบในระยะลุกลาม

แม้การลงทุนด้านจีโนมิกส์ยังคิดเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านสาธารณสุขทั้งหมด แต่การขยับจากโครงการนำร่องไปสู่สิทธิประโยชน์ของรัฐ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายว่าจีโนมิกส์ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมล้ำสมัยสำหรับโรงพยาบาลขนาดใหญ่

หากแต่เป็นเครื่องมือที่อาจช่วยลดภาระโรค ค่าใช้จ่าย และความสูญเสียในระยะยาวของระบบสุขภาพไทย เพียงแต่ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นของการทดสอบ ‘ความคุ้มค่า’ ของตัวนวัตกรรม

นอกจากนี้ ในระยะต่อไป ฐานข้อมูลจีโนมของคนไทยที่กำลังถูกพัฒนาจากหลายสถาบัน  อาจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญทั้งในการพัฒนายา การออกแบบแนวทางรักษาที่เหมาะกับบริบทประเทศ และการลดการพึ่งพาองค์ความรู้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการแพทย์ไทยในยุคที่เทคโนโลยีขั้นสูงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • CAR-T Cell และภูมิคุ้มกันบำบัด

CAR-T Cell  คือการรักษามะเร็งด้วยการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย หรือทีเซลล์ (T-cell) ออกมาดัดแปลงทางพันธุกรรม ให้สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย การรักษานี้จัดอยู่ในกลุ่มการแพทย์ขั้นสูง เนื่องจากเป็นการรักษาเฉพาะราย ใช้กระบวนการผลิตที่ซับซ้อน และต้องอาศัยบุคลากรเฉพาะทาง

ในระดับโลก CAR-T Cell ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาที่มีต้นทุนสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วยหนึ่งรายอาจสูงถึงหลายล้านบาท ทำให้การเข้าถึงจำกัดอยู่ในประเทศรายได้สูง และกลายเป็นคำถามสำคัญด้านความคุ้มค่าและความเท่าเทียมในระบบสุขภาพ

สำหรับประเทศไทย จุดมุ่งหมายหนึ่งคือการลดค่าใช้จ่ายด้านการเข้าถึง CAR-T Cell ซึ่งหลายแห่งสามารถทำได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับการรักษาในต่างประเทศเลยทีเดียว!

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

ความคืบหน้าในประเทศไทย  จากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่การพัฒนาเอง

สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวด้าน CAR-T Cell ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไปสู่การพัฒนาและผลิตเองในประเทศ โรงเรียนแพทย์ เช่น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ฯลฯ ได้พัฒนา CAR-T Cell สำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โดยมุ่งลดต้นทุนการรักษาเมื่อเทียบกับการนำเข้ายาจากต่างประเทศ 

การพัฒนา CAR-T Cell ในประเทศไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อผู้ป่วย แต่ยังลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และสร้างขีดความสามารถด้านการแพทย์ขั้นสูงในประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ CAR-T Cell ถูกจับตามองมากกว่าการเป็นเทคโนโลยีรักษามะเร็ง คือบทบาทของมันในฐานะ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMP) หรือยาขั้นสูง ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่รัฐไทยกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ นโยบาย ATMP ของภาครัฐมีเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถวิจัย พัฒนา ผลิต และกำกับดูแลยาขั้นสูงได้เอง เพื่อลดการนำเข้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการแพทย์และชีวการแพทย์

CAR-T Cell จึงถูกคาดหมายว่าจะเป็น ยา ATMP สัญชาติไทยตัวแรก ที่พัฒนาในประเทศและมีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากสามารถขึ้นทะเบียนได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกำกับดูแลยาไทย และเป็นจุดพิสูจน์ว่าประเทศไทยสามารถรองรับการประเมินความปลอดภัย คุณภาพ และประสิทธิผลของยาขั้นสูงได้ด้วยตนเอง

  • Longevity 

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ไม่เพียงส่งผลต่อระบบสาธารณสุขในแง่ภาระโรคเรื้อรังและค่าใช้จ่ายระยะยาว แต่ยังทำให้แนวคิดเรื่อง Longevity และ Health span หรือการมีอายุยืนควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี กลายเป็นทั้งวาระด้านสุขภาพและพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด Longevity ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาโรค  แต่ขยายไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน การชะลอความเสื่อม และการประเมินอายุชีวภาพ  (Biological Age) ซึ่งสะท้อนสภาพร่างกายที่แท้จริงมากกว่าอายุปฏิทิน

ภาคเอกชนในประเทศไทยเริ่มลงทุนในบริการตรวจอายุชีวภาพ โปรแกรมชะลอวัย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และธุรกิจ wellness อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นตลาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตตามจำนวนผู้สูงอายุและกลุ่มคนวัยทำงานที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

จับตาการแพทย์ไทย 2026 จากนวัตกรรมสู่ ‘งบรัฐ’ และความเท่าเทียม

ความคืบหน้าประเทศไทย

ในเชิงนโยบายของประเทศไทยในฝั่งของ ‘สาธารณสุข’ ภาพของ Longevity ถูกเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ โดยรมว.พัฒนา เคยกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายกรอบความคิดจากการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) ไปสู่การสร้าง เศรษฐกิจสุขภาพ (medical economy) ที่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว

มุมมองต่อ Medical economy สะท้อนมุมมองใหม่ของรัฐ ที่มองว่าการดูแลสุขภาพไม่ได้เฉพาะให้ความสำคัญอยู่ที่แค่การรักษาเท่านั้น แต่เริ่มได้ตั้งแต่การป้องกันหรือ ‘ดูแลก่อนป่วย’

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สิทธิประโยชน์หลายประการที่ออกมาให้แก่ประชาชนชาวไทย จึงเห็น ‘การตรวจคัดกรอง’ ออกมามากเป็นพิเศษ เพราะตรวจเร็ว เจอเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว และ จ่ายน้อยกว่า

รวมไปถึงนโยบาย ‘นับคาร์บ ลดโรค NCDs’ ในสมัยของรมว.สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่กลายเป็นสโลแกนในยุคท่านไปโดยปริยาย ไปที่ไหนก็ได้ยินคำว่า ‘นับคาร์บ’ แม้ในหมู่ อสม.

หรือ 1 ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ ที่เน้นเรื่องของสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาไทย เช่น การนวดไทย ที่ก็เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพโดยใช้ศาสตร์แพทย์ทางเลือกมาเกี่ยวข้อง แนวคิดนี้มีการยืนยันหลายครั้งว่า ไม่ได้มุ่งแทนที่การแพทย์สมัยใหม่ แต่เป็นการเสริมระบบสุขภาพให้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาว

Wellness อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญขับเคลื่อน Longevity

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ความโดดเด่นหนึ่งในการผลักดัน Longevity ที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ บทบาทของโรงพยาบาลเอกชนเจ้าใหญ่ และภาคเอกชน ที่ออกมาผลักดันประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาที่มีผู้เล่นเพิ่มเติมอยู่หลายเจ้า! และคาดว่าจะได้เห็นมากขึ้นในปีนี้

รวมไปถึงนโยบายผลักดันด้านการท่องเที่ยว ที่ก็ล้อไปกับ Wellness Tourism และภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็ใช้แนวคิด Wellness เข้ามาจับเปิดตัวที่พักอาศัย ที่ให้บริการด้าน Wellness แบบครบวงจร ทำให้ตลาดนี้เติบโตและคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้เท่าทวีคูณ!

อีกทั้งในปีหน้านี้จะมีการจัดเวทีประชุม Wellness ระดับโลกขึ้นในประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการตอกหมุดประเทศแห่ง Wellness ได้อีกทาง!

เมื่อมองภาพรวม วงจร Longevity นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่การป้องกันและดูแลสุขภาพ การตรวจคัดกรองเพื่อเข้ารับการรักษาได้รวดเร็ว และนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ที่สามารถรักษาโรคยากหรือโรคที่ไม่เคยรักษาแล้วได้ผลดีให้ประชาชนมีอายุที่ยืนยาวขึ้น จึงนับว่าครบลูป Longevity ที่แท้จริง  ซึ่ง ‘สาธารณสุขไทย’ ก็กำลังผลักดันตั้งแต่ จีโนมิกส์ ATMP นวัตกรรมการคัดกรองใหม่ๆ และการผลักดันด้าน Wellness ที่ต่างก็อยู่ใน 6 นโยบายเศรษฐกิจสุขภาพของรัฐ!

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การเติบโตของ Longevity เป็นที่สนใจของประชาชน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตได้อย่างมหาศาล ก็ยังมาพร้อมคำถามเชิงระบบ ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีชะลอวัย และบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลที่จะเอื้อใหการเติบโตของ Longevity ในประเทศเติบโตได้เร็ว ภายใต้ความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหรือไม่?

นี่คือ 3 นโยบายที่ โพสต์ทูเดย์ หยิบยกขึ้นมาและจับตามอง ซึ่งสะท้อนภาพรวมและทิศทางของ ‘สาธารณสุขไทย’ ยังไม่นับการเข้ามาของ ‘ยาลดน้ำหนักในกลุ่ม GLP-1’ ซึ่งจะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมโรค NCDs หรือไม่

การเข้ามามีบทบาทของ ‘ประกันสุขภาพ’ ที่ตั้งแต่ต้นปีมีแนวคิดตั้งแต่ การสร้างประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลรัฐเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขกับประชาชน และดึง ‘เม็ดเงิน’ จากประกันสุขภาพในโรงพยาบาลเอกชนเข้าสู่รัฐ!

หรือการเก็บประกันการเดินทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านนี้เวลาเกิดเหตุจำนวนมหาศาล

รวมไปถึง การปฏิรูปการบริหาร 3 กองทุนสุขภาพ บัตรทอง-ประกันสังคม-สิทธิข้าราชการ ที่มองว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะถึงคราววิกฤตด้านการคลังเป็นแน่!

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/735889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1abITVtvL5eZYZPyBN22Lp