ภาวะ”เศรษฐกิจการเกษตรโลก”ปี69ชะลอตัว | เดลินิวส์

ภาวะ”เศรษฐกิจการเกษตรโลก”ปี69ชะลอตัว-|-เดลินิวส์

ความผันผวนและแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจนของมาตรการทางภาษี ซึ่งอาจจะ ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่มากนัก คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2568 จะขยายตัวร้อยละ 3.2 ชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ขยายตัวร้อยละ 3.3 โดยปรับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.0 ในการประมาณการครั้งก่อน   เนื่องจากการเจรจาการค้าของสหรัฐอเมริกากับประเทศห่างๆ มีทิศทางดีขึ้น ส่งผลให้ความดึงเครียดลดลง  รวมถึงภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีการเร่งส่งสินค้าสหรัฐอเมริกาก่อนมาตรการทางภาษีจะมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ยังคงขยายตัว

เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญ พบว่า สหรัฐอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 2.0ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในปี 2567 เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการ กีดกันทางการค้าที่ส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้า ทำให้กระทบต่อการอุปโภคบริโภคและห่วงโช่อุปทานภายในประเทศ รวมถึงภาวะการชะลอตัวของการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าและการลงทุนทางธุรกิจ ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนมาตรการทางภาษีจะมีผลบังคับใช้ รวมถึงการกระตุ้นทางการคลัง ผ่านร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Acts (OBBBA) และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สำหรับเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน (เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน) ขยายตัวร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9ในปี 2567 เนื่องจากแรงหนุนของการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับสูงขึ้นและการกระตุ้นทางการคลัง โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ในด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 1.1เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.1 ในปี 2567 เนื่องจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่สูงขึ้นเศรษฐกิจจีน ขยายตัวร้อยละ 4.8 ชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2567 เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ดีเกินกว่าที่คาดไว้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 รวมถึงอัตราภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่ปรับลดลงอย่างมาก ทำให้แรงขับเคลื่อนด้านการส่งออกสินค้าดีขึ้น ประกอบกับเงินหยวนที่อ่อนค่า อย่างไรก็ตามแม้การส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาจะปรับตัวลดลง แต่ในภาพรวมยังสามารถส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆได้มากขึ้น และเศรษฐกิจอาเซียน 5 (ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ไทย และเวียดนาม) ขยายตัว ร้อยละ 4.8 ชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2567 เนื่องจากการส่งออกที่ลดลงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโดยรวมของอาเซียน 5 ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ด้านราคาสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลก สะท้อนจากดัชนีราคาอาหารอยู่ที่ระดับ 127.6  เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6โดยกลุ่มสินค้าที่มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นได้แก่ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และน้ำมันพืช ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่ ธัญพืช และน้ำตาล แยกแต่ละกลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มเนื้อสัตว์เฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยราคาเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น หลังจากเยอรมนีได้รับการรับรองสถานะปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยและประเทศคู่ค้ายกเลิกมาตรการห้ามนำเข้า ทำให้ราคาเนื้อสุกรในสหภาพยุโรปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จีนมีความต้องการนำเข้าลดลงหลังการประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าใหม่ ด้านราคาเนื้อวัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดโลกอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาเนื้อวัวของออสเตรเลียและบราซิลปรับตัวสูงขึ้นขณะที่ปริมาณผลผลิตสำหรับส่งออกมีจำกัด สำหรับราคาเนื้อแกะเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์เหนือ สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลางและจีน ส่งผลให้ราคาในโอเชียเนียเพิ่มขึ้น

 ส่วนราคาเนื้อสัตว์ปีกลดลง เนื่องจากราคาส่งออกของบราซิลลดลง แม้จะมีการประกาศว่าไม่มีการระบาดของไข้หวัดนกชนิดรุนแรงในฟาร์มเชิงพาณิชย์ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2568 แต่จีน ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักยังคงบังคับใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับช่องทางจำหน่ายไปยังตลาดที่มีระดับราคาต่ำกว่า

ราคาสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์นมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยราคาเนยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากเอเชียและตะวันออกกลาง ขณะที่การผลิตนมในโอเชียเนียและสหภาพยุโรปลดลงตามฤดูกาล และบางพื้นที่ในยุโรปตะวันตกยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสบลูทังก์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2567 อีกทั้งปริมาณสินค้าคงคลังในออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา มีปริมาณลดลง ราคาเนยแข็งเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการในการส่งออกเพิ่มขึ้นจากธุรกิจการค้าและบริการด้านอาหาร   ราคานมผงขาดมันเนยเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณการส่งออก ที่มีจำกัดในนิวชีแลนด์ และความต้องการจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคานมผงลดลง เนื่องจากผู้นำเข้ารายใหญ่มีความต้องการนำเข้าลดลง

ราคาสินค้ากลุ่มน้ำมันพืชเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการนำเข้าผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปริมาณส่งออกจะตึงตัว หลังจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตหลักมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการผสมในไบโอดีเซลจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 50ในปี 2569 ราคาสินค้ากลุ่มธัญพืชเฉลี่ยลดลง โดยราคาข้าวสาลีลดลง เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง โดยเฉพาะจากผู้ค้าหลักในเอเชียและแอฟริกาเหนือ ขณะที่ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นในรัสเชีย และประเทศผู้ผลิตหลักในยุโรปและอเมริกาเหนือ ราคาข้าวโพดเลียงสัตว์ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในอาร์เจนตินา บราซิลและสหรัฐอเมริกา แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของคลื่นความร้อนที่มีต่อผลผลิตในสหภาพยุโรป และนโยบายทางการค้าเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีส่งออกที่ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ส่วนราคาข้าวลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิต ที่มีอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความต้องการนำเข้าของประเทศต่าง ๆ ลดลง และตลาดส่งออก มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น สำหรับราคาข้าวฟ่างลดลง ในขณะที่ราคาข้าวบาร์เลย์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ราคาน้ำตาลเฉลี่ยลดลง เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลผลิตในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทางตอนใต้ของบราชิลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อีกทั้งอินเดียและไทยมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ส่งผลให้น้ำตาลทั่วโลกมีเพียงพอ ในขณะที่ความต้องการน้ำตาลทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำตาลในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ทำให้มีการนำอ้อยมาผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำตาลลดลง

ทั้งนี้มีการคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.1 ชะลอลงจากร้อยละ 3.2ในปี 2568 เนื่องจากต้องเผชิญกับความผันผวนและแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจนของมาตรการทางภาษี ซึ่งอาจจะ ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงของหลายประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่มากนัก  รวมทั้งมีมีปัจจัยเสี่ยง จาก กระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ AI  ที่จะซ้ำร้อยภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในปี 2543  เศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอจากวิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินและภาวะเงินฝืด รวมถึงการรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้า  ความเปราะบางด้านการคลัง โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ย ที่สูงขึ้น และ  แรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของสถาบัน โดยเฉพาะธนาคารกลางและสถาบันอิสระต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน ดังนั้น MF จึงคาดการณ์ว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา กลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน 5 จะขยายตัวร้อยละ 2.1 1.1 0.6 4.2 และ 4.1

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5457636/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IFAQWJSLhjlovbKYKG1OB