ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันเตรียมเงินหลายพันล้านยูโร สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กร

ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันเตรียมเงินหลายพันล้านยูโร-สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กร

จากการที่เศรษฐกิจของเยอรมนีอยู่ในช่วงถดถอยและจากความเสี่ยงของการค้าโลกที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทต่าง ๆ ในเยอรมนีจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร และลดต้นทุนกันยกใหญ่ โดยปัจจุบันต้นทุนของการปรับโครงสร้างองค์กรนี้ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในงบดุล และกำลังสร้างแรงกดดันต่อกำไรสุทธิของบริษัท ซึ่งจากการประเมินโดยสำนักข่าว Handelsblatt พบว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของเยอรมนี (DAX) ต้องใช้เงินกว่าหกพันล้านยูโร (โดยประมาณ) ในการปรับโครงสร้างฯ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการลดจำนวนพนักงาน เช่น โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด และเงินชดเชยการเลิกจ้าง ซึ่งบางครั้งมีมูลค่าสูงถึงตัวเลขหกหลัก และตั้งแต่ต้นปี 2024 เป็นต้นมา แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการปรับโครงการได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 1.6 หมื่นล้านยูโร ความยิ่งใหญ่ของปัญหานี้เห็นได้ชัด โดยเฉพาะในบางบริษัท ยกตัวอย่างเช่น นับตั้งแต่ปลายปี 2023 บริษัท Bayer ได้ลดการจ้างงานลง 13,200 อัตราหรือประมาณ 13% ของพนักงานทั้งหมด และการปรับโครงสร้างนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป บริษัท Bayer ตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนลงปีละ 2 พันล้านยูโร อย่างไรก็ตาม Bayer (ที่ตั้งอยู่ในเมือง Leverkusen) หวังว่า จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ อีก 2 พันล้านยูโร (โดยประมาณ) บริษัทที่มีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรที่สูงที่สุดในปีนี้ คือ บริษัท Mercedes อยู่ที่ 1.4 พันล้านยูโร และ Volkswagen อยู่ที่ 900 ล้านยูโร ส่วนบริษัท Siemens และธนาคาร Commerzbank มีค่าใช้จ่ายประมาณ 500 ล้านยูโร ในการปรับโครงสร้างฯ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและคาดว่า จะมีการปรับลดค่าใช้จ่ายเพิ่มในภาคเศรษฐกิจของเยอรนี ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ปรากฏในกำไรสุทธิที่ปรับแล้ว (Adjusted Net Income) ที่บริษัทต่าง ๆ ต้องรายงานประจำปี แต่ท้ายที่สุดแล้วต้นทุนพิเศษก็เป็นตัวการหลักที่ทำให้ผลประกอบการสุทธิลดลงอย่างหนักนั่นเอง บริษัท Mercedes เป็นตัวอย่างที่ดีในช่วงเดือนมกราคมกันยายน กำไรสุทธิที่ปรับแล้วลดลง 35% เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และยอดขายลดลง อย่างไรก็ตาม เฉพาะในไตรมาสที่3 เพียงไตรมาสเดียว เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างเข้าไปด้วย Mercedes สูญเสียกำไรไปถึง 50% บริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 876 ล้านยูโร ไปกับการลดจำนวนพนักงานในเยอรมนี และการลดค่าใช้จ่ายทางการเงินในต่างประเทศ ในปีนี้บริษัท VW บันทึกค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรไปแล้ว 900 ล้านยูโร ซึ่งเทียบกับปีที่แล้วที่อยู่ที่ 2.5 พันล้านยูโร ก็ยังไม่สูงมาก อย่างไรก็ตามภายในปี 2030 บริษัท VW เองก็มีแผนที่จะปลดพนักงาน 35,000 ตำแหน่ง ใน 10 โรงงาน ในเยอรมนีต่ออีกด้วย

เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ได้ถูกทำนายไว้ว่า น่าจะย่ำแย่ต่อเนื่อง การลดค่าใช้จ่ายของภาคเศรษฐกิจน่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น นาย Jan Brorhilker สมาชิกคณะกรรมการบริหารของบริษัทที่ปรึกษา EY กล่าวว่า การเลิกจ้างจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมซึ่งขณะนี้กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรในเยอรมนียังไม่เสร็จสมบูรณ์ การปรับโครงสร้างองค์กรกำลังเกิดขึ้นในหลายส่วนขององค์กร ในบางกรณีโรงงานทั้งหมดถูกปิดตัวลง อย่างที่ Bayer กำลังวางแผนที่จะดำเนินการปิดศูนย์ป้องกันศัตรูพืชในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตอย่างถาวร ในขณะเดียวกัน บริษัทอื่น ๆ ต่างก็กำลังปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพื่อหาทางรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติไว้ เนื่องจากธุรกิจของพวกเขากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นต้น นาย Patrick Widmaier ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัท Alix Partners กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องกล และเคมี มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร ด้านบริษัท Alix Partners บริษัทที่ปรึกษาได้ประเมินว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขอบเขตแผนการลดต้นทุนของบริษัทเยอรมันเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 4 โดยนาย Widmaier กล่าวว่า ในอนาคตมีแผนการลดต้นทุนมากขึ้นอีก เพราะบริษัทต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัว และตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างเดิมของตนมากขึ้น” ซึ่งแผนการลดต้นทุนส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการลดตำแหน่งการจ้างงานเป็นหลัก ข้อมูลจากสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ระบุว่า จนถึงช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดของเยอรมนีจ้างงานลดลง 120,300 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

บริษัท MAN มีความประสงค์ที่จะงดเว้นที่จะใช้การเลิกจ้างเนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบด้านการบริหาร (Betriebsbedingte Kündigung)[1] ซึ่งเป็นประเพณีเช่นเดียวกันกับที่บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งทำมานานกว่าทศวรรษ อย่างน้อยก็จะหาทางจัดการดังกล่าวในเยอรมนี โดยได้กำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ในข้อตกลงภายในบริษัท ซึ่งข้อตกลงนี้ยังมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่บริษัทดำเนินธุรกิจได้ยากลำบากอย่างเช่นในปัจจุบันด้วย ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ จึงลงทุนจำนวนมากเพื่อกระตุ้นให้พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจ ตัวอย่างล่าสุดคือ บริษัท MAN ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถบรรทุกออกมาประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ลดลงและต้นทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 2,300 ตำแหน่ง ในเยอรมนี โดยบริษัทฯ เตรียมงบประมาณมหาศาลไว้สำหรับ โครงการจ่ายเงินชดเชย การเกษียณอายุก่อนกำหนด และการเกษียณอายุบางส่วน

ในส่วนของ VW ผู้บริหารที่ต้องการลาออกเองจะได้รับเงินชดเชยเป็นตัวเลขหกหลัก ขึ้นอยู่กับเงินเดือนและอายุงาน ยกตัวอย่างเช่น รองหัวหน้าฝ่าย อายุ 50 ปี มีเงินเดือนก่อนหักภาษีประมาณ 9,000 ยูโรต่อเดือน และทำงานมานานกว่า 20 ปี จะได้รับเงินชดเชยครั้งเดียวมากกว่า 400,000 ยูโร อย่างไรก็ตามตัวเลขนี่คือจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้บริหารจะได้รับ สำหรับผู้บริหารระดับเงินเดือนขั้น 1 และ 2 ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดของผู้บริหารจำนวนเงินชดเชยครั้งเดียวจะอยู่ที่ประมาณ 47,000 ยูโร เท่านั้น หลังจากทำงานมาสิบปี และมากกว่า 100,000 ยูโร เล็กน้อยหลังจากทำงานมา 20 ปี การลดจำนวนพนักงานส่วนใหญ่ของ VW เกิดขึ้นผ่านการเกษียณอายุแบบค่อยเป็นค่อยไป พนักงานในช่วงที่เรียกว่า Active Phase จะได้รับเงินเดือนสุทธิเดิมระหว่าง 78 – 95% นอกจากนี้ Volkswagen ยังชดเชยเงินบำนาญที่ขาดหายไปบางส่วนจากการเกษียณอายุก่อนกำหนดเสริมให้อีกด้วย

ภายในปี 2027 Mercedes ตั้งเป้าที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรประมาณหนึ่งพันล้านยูโร โดยได้มีการนำเสนอแพ็คเก็ตชดเชยต่าง ๆ ให้แก่พนักงานกว่า 40,000 คน ในเยอรมนีที่ทำงานนอกสายการผลิต สำนักข่าว Handelsblatt ระบุว่า มีพนักงานประมาณ 4,000 คน ที่ลาออกจากบริษัทฯ แล้วภายในโครงการชดเชยดังกล่าว โดยพวกเขาเร่งใช้ประโยชน์จากนโยบายที่เรียกว่า “ช่วงเวลาเทอร์โบ”[2] จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม จนถึงช่วงเวลาดังกล่าว Mercedes ได้ดึงดูดพนักงานด้วยโบนัสที่สูงเป็นพิเศษ บางครั้งสูงถึงหกหลักเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าทีมอายุ 55 ปี ที่มีเงินเดือนก่อนหักภาษี และเบี้ยประกันต่าง ๆ (Brutto) ที่อยู่ประมาณ 9,000 ยูโรต่อเดือน และทำงานมา 30 ปี อาจได้รับเงินชดเชยสูงถึงครึ่งล้านยูโร ส่วนชายวัยสามสิบกว่า ๆ ที่มีเงินเดือน Brutto ประมาณ 6,000 ยูโรต่อเดือน สามารถยังได้รับเงินชดเชยสูงถึง 100,000 ยูโร อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่สิ้นสุดช่วงเวลาเทอร์โบลงโบนัสนี้ก็จะทยอยลดลง

บริษัท Bayer นาย Bill Anderson ซึ่งเป็น CEO กำลังปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด โดยยกเลิกลำดับชั้น และตำแหน่งผู้บริหารทั้งหมด สำหรับนาย Anderson ผู้ถือสัญชาติอเมริกันนี่ไม่ใช่แค่โครงการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ Bayer มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในระดับฐานรากของบริษัท การลดตำแหน่งงานส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นในฝ่ายบริหารเป็นหลัก ข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในของบริษัทระบุว่า มีโครงการภายใน 2 โครงการ สำหรับพนักงานที่ลาออกโดยสมัครใจ พนักงานที่มีอายุไม่เกิน 56 ปี จะได้รับเงินเดือน 1.2 เท่าของเงินเดือนรวมต่อเดือน คูณด้วยอายุงาน เดิมทียังมี “โบนัสลาออกด่วน” สำหรับการลาออกอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยพนักงานที่ทำงานที่ Bayer มา 35 ปี จะได้รับเงินชดเชย 52.5 เดือน หากเขาได้รับเงินเดือน Brutto 8,000 ยูโร ก็สามารถคิดเป็นเงินสูงถึง 420,000 ยูโรเลยทีเดียว ในโครงการที่สอง บริษัท Bayer เสนอทางเลือกในการเกษียณอายุก่อนกำหนดแก่พนักงานสูงอายุที่กำลังจะถูกยกเลิกการจ้างงาน โดยเริ่มต้นกับพนังงานที่มีอายุตั้งแต่อายุ 57 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีอายุถึงนี้ และจ่ายเงินบำนาญตามกฎหมายมาแล้วอย่างน้อย 35 ปี สามารถรับเงินชดเชยรายเดือนเป็นงวด ๆ เป็นระยะเวลา 6 ปี โดยต้นทุนที่เกิดจากการปรับโครงสร้างองค์กรที่สูงมากเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Bayer ขาดทุนกว่าพันล้านยูโรในปี 2024 และเริ่มกลับมามีรายเชิงบวกเล็กน้อยมาจนถึงช่วงปี 2025

มาตรการปรับโครงสร้างองค์กรกำลังส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนธุรกิจ โดยบริษัท FMC ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟอกไต ตั้งเป้าประหยัด 750 ล้านยูโร ภายในสิ้นปีนี้ FMC รายงานถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรไว้ที่ 122 ล้านยูโร ในช่วงเก้าเดือนแรก บริษัท SAP ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ได้เปิดตัวโครงการเงินชดเชยสูงเพื่อลดจำนวนพนักงงานในปี 2024 เพื่อลดจำนวนพนักงาน 8,000 คน และบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรมีมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านยูโร สำหรับโครงการนี้โครงการเดียว แม้แต่บริษัทที่ไม่ค่อยเป็นข่าวหน้าหนึ่งก็ยังมีการปรับโครงสร้างองค์กรอยู่เกือบตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้บริษัท Allianz รายงานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรสูงถึง 440 ล้านยูโร ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นเงินชดเชยการเลิกจ้าง โดยธุรกิจของ Allianz เจ้าพ่อวงการประกัน ในประเทศอิตาลี สหราชอาณาจักร และอินเดีย ได้รับผลกระทบอยู่บ้าง 

การลดจำนวนพนักงานยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับโครงการลดต้นทุนของภาคเอกชน นาย Widmaier ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างองค์กรกล่าวว่า จากมุมมองของบริษัทการลดจำนวนพนักงานให้ผลตอบแทนรวดเร็ว แม้ว่าจะนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโครงการการปรับจำนวนบุคลากรที่มักเป็นโครงการสมัครใจมาคำนวณร่วมแล้ว โดยปกติสำหรับบริษัทภายในหนึ่งปีก็สามารถเรียกคืนได้แล้ว อย่างบริษัท DHL นับตั้งแต่ต้นปีบริษัทฯ กลับมามีกำไรเพิ่มขึ้น 1 ใน 4 กับธุรกิจไปรษณีย์ และพัสดุภัณฑ์เยอรมนี ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความท้าทาย ส่วนหนึ่งของกำไรเป็นผลมาจากการลดต้นทุนบุคลากร นับตั้งแต่ต้นปีบริษัท DHL ได้ลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง บริษัท Mercedes คาดว่า เงินชดเชยจากการลดต้นทุนเหล่านี้บริษัทจะสามารถเรียกคืนได้ภายในสองปีอย่างช้าที่สุด อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวยังถูกเขียนไว้บนกระดาษเท่านั้น การลดต้นทุนหลายรอบที่ผ่านมาแสดงให้เห็นผลกระทบ 2 ประการ คือ (1) การนำไปปฏิบัติทำได้ยากและไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือ (2) ผลกระทบที่ได้จากการปรับโครงสร้างองค์กรที่หลายคนยกย่องจะจางหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี อย่างบริษัท Volkswagen และ Bayer AG ถือเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมในเรื่องนี้ ในปี 2016 บริษัท Volkswagen ได้ประกาศแผนงานสำคัญ “Future Pact” ออกมาโดยแผนดังกล่าว คือ แผนการปลดพนักงาน 30,000 คน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดย 23,000 คน เป็นตำแหน่งงานที่อยู่ในเยอรมนีเพียงประเทศเดียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ต้นด้านทุนบุคลากรของ VW กลับเพิ่มขึ้นทีละขั้น เหตุผลก็คือ บริษัทต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และดิจิทัลใหม่ ๆ มากขึ้น ในขณะที่ Bayer ในปี 2018 ภายใต้การนำของนาย Werner Baumann ซีอีโอในขณะนั้นบริษัท Bayer ได้ริเริ่มการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยปลดพนักงานมากถึง 12,000 คนทั่วโลก และประกาศลดต้นทุนหลายพันล้านยูโรภายในปี 2022 แต่ Bayer กลับไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาในการเพิ่มผลตอบแทนได้ นับตั้งแต่ปี 2019 อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 26% ในขณะนั้นเหลือ 21% ในปัจจุบัน และเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทจะอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 6.5 พันล้านยูโร ไปกับการปรับโครงสร้างดังกล่าวก็ตาม นาย Anderson ซีอีโอของ Bayer คุ้นเคยกับปัญหานี้เป็นอย่างดี เขายอมรับว่า ตนเองได้เห็นบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งการปฏิรูปองค์กร Bayer ใหม่ทั้งหมดของเขาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเคลื่อนบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

จาก Handelsblatt 12 ธันวาคม 2568


[1] betriebsbedingte Kündigung ส่วนใหญ่จะทำได้ในเฉพาะกรณีที่บริษัทล้มละลาย หรือเสี่ยงต่อการล้มละลายหนัก ๆ เท่านั้น ซึ่งศาลแรงงานเยอรมันส่วนใหญ่แทบจะไม่อนุญาตให้บริษัทเลิกจ้างแบบ betriebsbedingte Kündigung เลยหากไม่จำเป็นจริง ๆ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะถูกลูกจ้างฟ้องร้องได้ง่ายอีกด้วย จึงเน้นความสมัครใจเป็นหลัก

[2]ช่วงเวลาเทอร์โบ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการชดเชยการเลิกจ้างสำหรับพนักงานฝ่ายบริหาร โดยพวกเขาจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 โครงการชดเชยการเลิกจ้างโดยรวมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินชดเชยที่ลดลงหลังจากช่วงเทอร์โบสิ้นสุดลง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ugna4ikmk9wy224dzkonu14a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11WGSHlpNOy8v-ZhXYh2b7