“คลื่นสึนามิหนี้” 16.2 ล้านล้านบาท ฉุดเศรษฐกิจไทย

“คลื่นสึนามิหนี้”-16.2-ล้านล้านบาท-ฉุดเศรษฐกิจไทย

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวภายในงาน “ข้อมูลเครดิต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2 ทศวรรษ” ระบุว่า ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา NCB ผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง โดยเฉพาะสองวิกฤตใหญ่ ได้แก่ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554

ซึ่งทำให้การก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงและสะสมเป็นภาระ และวิกฤตโควิด-19 ที่สร้างปรากฏการณ์ “Income Shock” หรือรายได้ตกต่ำในช่วง 3 – 4 ปี ทำให้ลูกหนี้ต้องแบกรับดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูง ส่งผลให้ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

ซึ่งทำให้เห็นถึง สัญญาณเตือนภัยอย่างหนักว่าจะกำลังเผชิญกับ “คลื่นสึนามิหนี้คนไทย” ที่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่สะสมมาจากรากฐานจากนโยบายทางการเมืองในอดีต เช่น โครงการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ปริมาณการก่อหนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นบ่อนทำลายความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ของประชาชน

ภูเขาหนี้รวม 16.2 ล้านล้านบาท เริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ความท้าทายของเครดิตบูโรคือการดึงแหล่งหนี้สำคัญหลายส่วนเข้ามาอยู่ในระบบ เช่น หนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ มูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ครู รวมถึงข้อมูลสาธารณูปโภคอย่างค่าน้ำค่าไฟ และหนี้จากซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ซึ่งทำให้การก่อหนี้ง่าย แม้แต่การผ่อนกาแฟหรือสินค้าราคาไม่สูงก็ถือเป็นการให้สินเชื่อ

ส่วนมาตรการซื้อหนี้  หรือ โอนหนี้เสียมูลค่าไม่เกิน 1 แสนบาท จากบัญชีสถาบันการเงินเดิมไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ตามแนวทางของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดภาระให้ผู้ติดกับดักหนี้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ปกติ

เฟสแรกคาดว่าจะครอบคลุมลูกหนี้ประมาณ 1.6 ล้านราย จากทั้งหมดกว่า 3 ล้านราย ทั้งกลุ่มแบงก์และนอนแบงก์ นายสุรพล บอกว่า มาตรการนี้รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การลดต้นและดอกเบี้ย การผ่อนปรนเงื่อนไข และแฮร์คัท โดยจะทำเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ติดค้างจากโควิดจนถึงปัจจุบัน

และจะช่วยให้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมและชำระหนี้ตามเงื่อนไข มีรหัสเครดิตใหม่สะท้อนประวัติการชำระหนี้ดี เช่น จากรหัส 42 เป็น 26 เข้าโครงการ และหากชำระหนี้ดีจะได้รหัส 16 ซึ่งสะท้อนประวัติ 12 เดือน เพื่อให้สามารถเริ่มเข้าถึงสินเชื่อในโครงการของรัฐได้

พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs เป็นกลุ่มลูกหนี้ ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน ซึ่งทาง NCB มีข้อมูลบริษัท 2.8 แสนแห่ง มูลค่าหนี้รวมประมาณ 3–4 แสนล้านบาท โดยธุรกิจขนาดเล็กหรือซุปเปอร์ไมโครมีหนี้เสียสูงถึง 14%

และมีมาตรการสำหรับ SMEs เพิ่มเติม จากการใช้กองทุนฟื้นฟูเป็นตัวชดเชยความเสียหาย เพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับ 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ประมาณ 100,000 ล้านบาท

ในส่วนของการเก็บข้อมูลเครดิตของไทย นายสุรพล ระบุว่า ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การเก็บประวัติลูกหนี้อย่างน้อย 3 ปี และสามารถนำข้อมูลสาธารณูปโภคผ่านระบบเข้ารหัส ส่งไปยังสถาบันการเงินโดยตรง โดย NCB เป็นตัวกลางให้สถานบันการเงินนำข้อมูลไปวิเคราะห์เครดิต โดยไม่ต้องละเมิดความเป็นส่วนตัว

ส่วนประเด็นการลดช่วงเวลาการเก็บข้อมูลจาก 3 ปี เหลือเพียง 6 เดือน มองว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก และอาจลดความสามารถของสถาบันการเงินในการวิเคราะห์สินเชื่ออย่างแม่นยำ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/262192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RqUICbUXsjfvTFw54Ql-p