“โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

“โซเชียลมีเดีย”-ทำเลทองเพาะพันธุ์-“สแกมเมอร์”-สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

“โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

ส่องสัมพันธ์ “โซเชียลมีเดีย-สแกมเมอร์” แหล่งเพาะพันธุ์ภัยความมั่นคงเศรษฐกิจโลก แสวงหากำไรบนความเสียหายของผู้ใช้งาน

“สแกมเมอร์” หรือมิจฉาชีพออนไลน์ ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรที่เลือกเหยื่อเป็นรายบุคคลอีกต่อไป แต่วิวัฒนาการกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สั่นคลอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

และน่าเศร้าที่ “แพลตฟอร์ม” โซเชียลมีเดียรวมถึงอีคอมเมิร์ซที่เราไว้วางใจใช้กันอยู่ทุกวัน ได้กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีและทำเลทองขนาดมหึมาที่เพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” ให้บานปลายเป็นไฟลามทุ่ง

ข้อมูลที่น่าตกใจจากรายงาน “Global Economic Crime and Fraud Survey 2022” ของ PwC สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยพบว่า

องค์กรกว่าครึ่ง (51%) เคยเผชิญกับการฉ้อโกงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเกือบ 40% ของเหตุการณ์เหล่านั้น คือ “การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์ม” (Platform Fraud) โดยตรง

การเติบโตของอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ “สแกมเมอร์” ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ในบางกรณีอาจเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ของโมเดลธุรกิจ 

ที่ไม่ได้มอง “โฆษณาหลอกลวง” เป็นภัยต้องกำจัด แต่กลับมองเป็น “แหล่งรายได้” แหล่งทำกำไรระดับมหาศาล

“โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

โซเชียลมีเดีย “ทำเลทอง” มิจฉาชีพ แหล่งเพาะพันธุ์สแกม

ความสำเร็จของสแกมเมอร์ในยุคนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงสร้างและฟีเจอร์ของโซเชียลมีเดีย ที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อและสร้างปฏิสัมพันธ์

และพลิกผันกลายเป็นดาบสองคม เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือแสนทรงพลังในการเข้าหาเหยื่อจำนวนมหาศาลในต้นทุนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ชี้ชัดว่า โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มยอดนิยมได้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สแกมที่ใหญ่ที่สุด โดยแต่ละแห่งมีจุดอ่อนให้ถูกใช้ประโยชน์ต่างกันไป ดังนี้

  • Facebook (56%): พบสแกมเมอร์มากที่สุด จากการมีฟีเจอร์ Marketplace ที่เปิดกว้าง และกลุ่มชุมชนต่างๆ ทำให้คนตกเป็นเป้าของร้านค้าออนไลน์ปลอม (E-shop Scams) และการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งได้ง่าย
  • YouTube (26%): เป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญโฆษณาอันตราย (Malvertising) ที่อาชญากรจะฝังลิงก์อันตรายไว้ในโฆษณา ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการติดตั้งมัลแวร์หรือนำไปยังเว็บไซต์หลอกลวง
  • X (7%): เป็นแหล่งรวมการหลอกลวงแบบปลอมแปลงตัวตน (Impersonation Scams) ลิงก์ฟิชชิ่ง และโปรโมชันปลอมที่มักเกาะกระแสที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ
  • Reddit (5%): มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความเป็นชุมชน แอบฝังลิงก์ฟิชชิ่งในการสนทนา หรือลงโฆษณาอันตรายปะปนกับเนื้อหาทั่วไป
  • Instagram (4%): เป็นจุดหมายหลักของร้านค้าออนไลน์ปลอม ด้วยจุดเด่นที่เน้นภาพสวยงามและมีฟีเจอร์สำหรับซื้อของออนไลน์โดยตรง

ภาพที่น่าสนใจอีกจุดคือ Telegram แม้จะมีผู้ใช้น้อยกว่า WhatsApp แต่กลับมีเนื้อหาเข้าค่ายหลอกลวงมากกว่าถึง 6 เท่า

สะท้อนว่ามิจฉาชีพนิยมใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันการเข้ารหัส ความเป็นนิรนาม และการสร้างกลุ่มปิด เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับและล่อลวงเหยื่อ

“โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

วิกฤตการเงิน ลามถึง ‘ความไว้ใจ’ 

ภัยจากสแกมเมอร์ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่เงินในกระเป๋าของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กำลัง ‘บ่อนทำลาย’ ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

เมื่อสแกมเมอร์ระบาดหนัก ชื่อเสียงของแบรนด์ก็ถูกทำลาย ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับสถาบันการเงินก็สั่นคลอน 

สุดท้ายเมื่อคนไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์ ย่อมกลายเป็นอุปสรรคขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

มูลค่าความเสียหายนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะ “กลโกงด้านการลงทุน” ที่สร้างความสูญเสียหนักหน่วงที่สุด

ข้อมูลเฉพาะสิงคโปร์ประเทศเดียวก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ยอดเงินที่สูญเสียจากสแกมในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นถึง 70.6% จากปีก่อนหน้า แตะระดับอย่างน้อย 1.1 พันล้านดอลลาร์

ซึ่งตัวเลขที่พุ่งพรวดนี้ มาจากการ “ปิดจ๊อบ” คดีใหญ่เพียงไม่กี่คดี ที่แต่ละคดีสร้างความเสียหายมหาศาล

“โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

สแกมเมอร์เจาะกลุ่มเป้าหมาย ‘คนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย’  

เมื่อเจาะลึกกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ กลับพบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

  • กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปี (เยาวชน, คนหนุ่มสาว, วัยทำงาน) คือเหยื่อในสัดส่วน มากกว่า 70% ของเหยื่อทั้งหมด
  • ในทางกลับกัน กลุ่มผู้สูงอายุ แม้จะตกเป็นเหยื่อในจำนวนที่น้อยกว่า แต่กลับมียอด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคน ‘สูงที่สุด’

นั่นหมายความว่า กลุ่มผู้สูงวัยมัก “โดนทีเดียวหมดตัว” หรือสูญเงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิต

ภาพรวมทางประชากรศาสตร์นี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ของมิจฉาชีพ ที่มุ่งเป้าคนรุ่นใหม่ผ่าน Facebook และ Instagram ซึ่งเป็น “แหล่งชุกชุม” ของกลโกงร้านค้าออนไลน์ (E-shop scams) ที่เฟื่องฟูบนแพลตฟอร์ม 

“โซเชียลมีเดีย” ทำเลทองเพาะพันธุ์ “สแกมเมอร์” สู่ภัยเศรษฐกิจโลก

ศึกที่ ‘ไร้เอกภาพ’ และบทเรียนถึงคนไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา” (หรืออาจถึงขั้น “เอื้อประโยชน์”) ระหว่างเหล่าสแกมเมอร์และแพลตฟอร์มดิจิทัล

ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

แต่การจะ “ขจัด” ภัยคุกคามจากสแกมเมอร์กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเจอกับ “กับดัก” หลายด่าน ไม่ว่าจะเป็น

  • กฎหมายที่ไล่ไม่ทันโจร: กฎระเบียบต่างๆ มักล้าหลังกว่าเทคโนโลยีของมิจฉาชีพอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
  • อุปสรรคข้ามพรมแดน: ข้อจำกัดในการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ ทำให้การ “ล่าตัว” อาชญากรทำได้ยาก
  • ภาวะ “Message Fatigue”: หรือ “ความชินชา” ของผู้บริโภค ที่โดน “ถล่ม” ด้วยคำเตือนบ่อยเกินไป จนสุดท้ายก็เริ่มเมินเฉยและไม่ระวังตัว

สำหรับประเทศไทย ภาพรวมของปัญหาระดับโลกนี้ ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ดังๆ ถึงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวไทยทุกคน เพราะภัยคุกคามไซเบอร์นั้นไม่มีพรมแดน

การจะฝากความปลอดภัยไว้กับแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราต้องสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้ตัวเองด้วยความตระหนักรู้และวิจารณญาณอยู่เสมอ

โดยเฉพาะในสมรภูมิที่ดูเหมือนว่าแพลตฟอร์มโซเชียลจะ “ให้ความสำคัญกับผลกำไร” มากกว่า “การปกป้องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน”

…ท้ายที่สุด “ความตื่นตัว” ของเราเองจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ “ปราการด่านสุดท้าย” ที่จะป้องกันตัวเราเองจากภัยคุกคาม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o__nG3Xer3XQyqEV3TMzK