กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าปรับเป้าอีคอมเมิร์ซเติบโตร้อยละ 25.5

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้ส่งเอกสารเลขที่ 7291/BCT-KHTC ไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อดำเนินการตามมติ 230/NQ-CP ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และมติ 226/NQ-CP ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ของรัฐบาลเกี่ยวกับเป้าหมายการเติบโตสำหรับอุตสาหกรรม ภาคส่วนต่างๆ และภาคท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2568 เติบโตอยู่ที่ร้อยละ 8.3-8.5
ต้นปี 2568 อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซได้ถูกกำหนดเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ร้อยละ 20 – 22 โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตลาดมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 25 – 27 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 3 – 7 ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดและประสิทธิภาพของนโยบายสนับสนุนและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
ด้วยแรงผลักดันการเติบโตที่แข็งแกร่ง กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจึงได้ปรับนโยบายของแต่ละเดือนและ ไตรมาสที่เหลือของปี 2568 และปรับเป้าหมายการเติบโตของอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ตลอดทั้งปีเพิ่มจากร้อยละ 20 – 22 เป็นร้อยละ 25.5 และคาดการณ์ว่า ไตรมาสที่ 3 จะสูงถึงร้อยละ 27.67
จากผลการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้จัดทำประมาณการการเติบโตสำหรับช่วงเดือนและไตรมาสที่เหลือของปี 2568 โดยเฉพาะในภาคอีคอมเมิร์ซซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางการขยายตัวที่โดดเด่น
ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 การเติบโตของอีคอมเมิร์ซเพิ่มจากร้อยละ 19 เป็นร้อยละ 20 ในขณะที่ในเดือนกรกฎาคมปรับขึ้นจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 25 ส่วนในเดือนสิงหาคมและกันยายนยังคงรักษาระดับสูงที่ร้อยละ 28 ส่งผลให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของไตรมาส 3 อยู่ที่ร้อยละ 27.67 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมถึงร้อยละ 6 สำหรับไตรมาส 4 คาดว่าเดือนตุลาคมจะเติบโตถึงร้อยละ 32 เดือนพฤศจิกายนร้อยละ 34 และเดือนธันวาคมสูงสุดที่ร้อยละ 35 ทำให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 33.67 สูงกว่าคาดการณ์เดิมประมาณร้อยละ 8
การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไม่ได้ส่งผลเฉพาะภายในอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยตามมติที่ 226/NQ-CP กำหนดให้เวียดนามต้องบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 8.3–8.5 ภายในปี 2568 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง โดยอีคอมเมิร์ซถือเป็นกลไกสำคัญ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 25–27 ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 อีคอมเมิร์ซช่วยสร้างสมดุลให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตและการส่งออกได้รับผลกระทบจากตลาดโลก
เมื่อกำหนดเป้าหมาย B2C ตลอดปีไว้ที่ร้อยละ 25.5 อีคอมเมิร์ซไม่เพียงส่งเสริมการหมุนเวียนของสินค้าและบริการ แต่ยังสร้างโอกาสการจ้างงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยี โลจิสติกส์ การขนส่ง และการเงินดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจโดยรวมเข้าใกล้เป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้
เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้การเติบโตดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้มุ่งเน้นดำเนินนโยบายตามมติที่ 230/NQ-CP และ 226/NQ-CP อย่างบูรณาการ ทั้งในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน การเชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทาน รวมถึงการประสานงานกับภาคท้องถิ่นในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ความมุ่งมั่นของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อ “อีคอมเมิร์ซ” ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้ตลาดในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทั้งนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซจำเป็นต้องมาพร้อมกับกรอบกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ในปี 2568 ร่างกฎหมายว่าด้วยอีคอมเมิร์ซอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด การประกาศใช้กฎหมายนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ ผู้ขาย และผู้บริโภค ด้วย การลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทและปัญหาทางกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานบริหารสามารถดำเนินการตรวจสอบ ควบคุมการค้าฉ้อโกง ป้องกันสินค้าลอกเลียนแบบ และคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรอบกฎหมายที่สมบูรณ์ยังจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และน่าดึงดูดต่อการลงทุน ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการจะมีความมั่นใจมากขึ้นในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยี ระบบโลจิสติกส์ และบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นแรงผลักสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจเวียดนามบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปี 2568 อย่างมั่นคงและยั่งยืน
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
เวียดนามกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนประชากรที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล และการซื้อขายในโลกออนไลน์ที่มากขึ้น อีคอมเมิร์ซของเวียดนามกำลังก้าวสู่จุดสูงสุดใหม่ จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ตลาด Metric พบว่า ปัจจุบันกว่าร้อยละ 70 ของประชากรเวียดนามสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการซื้อขายสินค้าและบริการ ผู้บริโภคชาวเวียดนามใช้จ่ายถึง 143.9 ล้านล้านเวียดนามด่ง (ประมาณ 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพื่อซื้อสินค้ากว่า 1.53 ล้านรายการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ชั้นนำทั้ง 5 แห่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 แพลตฟอร์มเหล่านี้ ได้แก่ Shopee, Lazada, Tiki, Sendo และ TikTok Shop โดยยอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54.91 และยอดรายการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 65.55 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของตลาดอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้ส่งเอกสารเลขที่ 7291/BCT-KHTC ไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อดำเนินการตามมติ 230/NQ-CP และ 226/NQ-CP ของรัฐบาล ช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการบริหารของรัฐ ผ่านการประสานระหว่างนโยบายการคลังและอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการผลิต การลงทุน และการกระจายการเติบโตสู่ภูมิภาคต่าง ๆ มีเป้าหมายพลัดดันให้ภาคอุตสาหกรรมหลัก เช่น พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตสีเขียว มีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น ในมิติการลงทุนต่างประเทศ มาตรการนี้จะเอื้อต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้ พร้อมการส่งเสริมด้านภาษีและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะสามารถดึงดูดนักลงทุนจากประเทศคู่ค้าหลักเข้ามาขยายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในเวียดนามมากขึ้น มติทั้ง 2 ฉบับถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนามให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ และวางรากฐานสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งผู้ประกอบการต่างๆ ไม่ว่าจะในประเทศและตลาดในต่างประเทศจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม รวมถึงกฎระเบียบใหม่ๆ การวางแผนส่งเสริมการขายในช่วงเทศกาลที่มีการจับจ่ายมากเป็นพิเศษของชาวเวียดนาม เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ และขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น โดยไม่เพียงแต่สามารถขยายการผลิตและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสินค้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก แต่ยังสามารถเพิ่มรายได้จากการส่งออกวัตถุดิบไปยังผู้ผลิตในเวียดนามอีกเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนามเพิ่มเติม เพื่อนำไปวางแผนการขายสินค้าให้เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดในเดือนต่อๆไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/schxbrwaeddgmsmr5aq6bwr1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p4u8ZmjxCqFaHAaCGkUks
