‘เอกนิติ’ ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจไทย’ ใกล้ติดลบ ประกาศกู้วิกฤตใน 4 เดือน

‘เอกนิติ’-ฉายภาพ-‘เศรษฐกิจไทย’-ใกล้ติดลบ-ประกาศกู้วิกฤตใน-4-เดือน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางข้างหน้า: การบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ในงาน “เวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3” ที่จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐเปิดเผยมาก่อน

รองนายกฯ ระบุว่า ครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจโต 3.2% โดยไตรมาสที่ 1 โต 3.2% ไตรมาส 2 โต 2.3% ไตรมาส 3 คาดการณ์เหลือ 1.7% และไตรมาส 4 คาดว่าเหลือเพียง 0.3% ถ้าเราปล่อยแบบนี้ไปโดยไม่ทำอะไร เศรษฐกิจไทยจะกลายเป็นติดลบ นี่คือเหตุผลที่ต้องมีนโยบายกระตุ้นทันที

วินิจฉัยโครงสร้างเศรษฐกิจไทย: โตช้า-หนี้พุ่ง-เหลื่อมล้ำ

ดร.เอกนิติ วิเคราะห์ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน โดยชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นปัญหาหลัก ก่อนปี 2540 ไทยเติบโตเฉลี่ย 7% แต่ในยุค 2550 เหลือ 3% และในยุค 2560 เหลือไม่ถึง 2% ขณะที่เวียดนามยังคงเติบโตสูงต่อเนื่อง

ปัญหาหนี้ 3 ขา คุกคามเสถียรภาพ

รองนายกฯ ระบุว่า แม้เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ 2.4-2.5 เท่า แต่เสถียรภาพภายในประเทศกำลังเผชิญปัญหาหนี้ 3 ขา ได้แก่:

  1. หนี้ครัวเรือน – ปัญหาสะสมมานาน ประชาชนติดหนี้จนหมุนตัวไม่ได้
  2. หนี้ธุรกิจ – โดยเฉพาะ SME เริ่มขาดสภาพคล่อง “เห็นเลยว่ามันเริ่มจากเล็ก มากลาง และกำลังส่งสัญญาณมาใหญ่ ถ้าไม่แก้ไขจะยิ่งเลวร้ายขึ้น” รองนายกฯ เตือน
  3. หนี้สาธารณะ – องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มปรับลดมุมมอง แม้ยังไม่ดาวน์เกรด แต่มีความเสี่ยงสูง “ถ้าเกิดดาวน์เกรดเมื่อไหร่ มันเหมือนยิงปืนเตือนว่านี่คืออันตรายแล้ว” รองนายกฯ กล่าว

ตัวเลขความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก

รองนายกฯ เปิดเผยข้อมูลความเหลื่อมล้ำด้วยตัวเลขชัดเจน

  • รายได้: คนรวย 20% ครอบครอง GDP เกือบ 50% ขณะคนจน 20% ได้รับไม่ถึง 6%
  • ที่ดิน: คนรวย 20% มีโฉนด 80% ของโฉนดทั้งหมด
  • เงินฝาก: บัญชีที่มีเงินเกิน 1 ล้านบาทมีเพียง 1% ของบัญชีทั้งหมด แต่ครอบครองเงินฝาก 80% จากทั้งหมด 17 ล้านล้านบาท

5 เสาหลักนโยบาย 4 เดือน กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว

รองนายกฯ เผยกรอบนโยบายเศรษฐกิจ 4 เดือนที่ออกแบบจากการรับฟังภาคเอกชน สภาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ และ Social Listening ภายใต้หลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ประกอบด้วย 5 เสาหลักและ 1 ฐานราก

เสาที่ 1: กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส 

เสาที่ 2: แก้หนี้ครัวเรือน กำลังทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ปัญหาหนี้ประชาชนที่สะสมมานาน 

เสาที่ 3: ส่งเสริมการออมประชาชน ด้วยพันธบัตรรัฐบาลสำหรับประชาชนเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายผ่านดิจิทัล โครงการออมผ่านสลากกินแบ่งรัฐบาล

เสาที่ 4: เพิ่มสภาพคล่อง SME ทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ปัญหา SME ที่เริ่มขาดสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

เสาที่ 5: ส่งเสริมการลงทุนระยะยาว พบว่ามีโครงการที่ BOI อนุมัติแล้วค้างท่ออยู่ 470,000 ล้านบาทในปี 2566 แก้ไขอุปสรรคการขอน้ำ ไฟ แรงงาน เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง

1 ฐานราก: วินัยการคลังไม่ประนีประนอม

รองนายกฯ เน้นย้ำว่า ทุกนโยบายต้องมีความโปร่งใส ระบุแหล่งเงิน ต้นทุน และผลกระทบชัดเจน พร้อมเปิดเผยว่าในเดือนพฤศจิกายนจะประกาศกรอบวินัยทางการคลังอย่างเป็นทางการ

“ไม่ต้องมาบอกว่าปีนี้โตเท่าไหร่แบบคลุมเครือ บอกไปเลยเป็นอะไร ให้มันชัดเจน เพราะวันนี้ Rating Agency กำลังจับตาเรา” รองนายกฯ กล่าว

เน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

รองนายกฯ เน้นย้ำ 4 หลักการนำหลักนิติธรรมมาใช้ในนโยบายเศรษฐกิจ:

  • 1. ความชัดเจนและเท่าเทียม – กฎหมายต้องคุ้มครองคนตัวเล็กตัวน้อย
  • 2. ประสิทธิภาพและความรวดเร็ว – มีกฎหมายดีแต่ต้องดำเนินการเร็วด้วย
  • 3. ความโปร่งใส – “ทุกนโยบายต้องเปิดเผยต้นทุน แหล่งเงิน ผลกระทบ ให้ประชาชนตรวจสอบได้”
  • 4. การมีส่วนร่วม – เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำและตรวจสอบ

รองนายกฯ ยกตัวอย่างความสำเร็จจากอดีต เช่น ระบบ Tax My Account ที่ดึงข้อมูลภาษีทั้งหมดขึ้นมาอัตโนมัติ ลดการทุจริต และระบบ E-Donation ที่ต้องบริจาคผ่านดิจิทัล เชื่อมตรงกับกรมสรรพากร ป้องกันใบอนุโมทนาปลอม

การรับฟังภาคเอกชนและ Social Listening

รองนายกฯ เผยว่า นโยบายทั้งหมดออกแบบจากการรับฟังความเห็นจากสภาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ สมาคมภาคเอกชน และ Social Listening

รองนายกฯ เน้นความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) โดยยกตัวอย่างความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย แพลตฟอร์ม Startup และภาคธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้นโยบายเกิดขึ้นจริงได้อย่างรวดเร็ว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YPb0tQkiwP0Jnf0vPg6Gw