ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ จีดีพี ของจีนที่ร้อยละ 4.8-คาดเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ 2 ในปีนี้

ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์-จีดีพี-ของจีนที่ร้อยละ-4.8-คาดเศรษฐกิจไทยโตร้อยละ-2-ในปีนี้

          นายอาดิตยา แมตทู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก เปิดเผยว่า ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำเดือนต.ค. คาดว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโตร้อยละ 4.8 ในปีนี้(2568) เพิ่มจากร้อยละ 4.0 จากคาดการณ์เดิมในเดือนเม.ย.พร้อมทั้งปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ จีดีพีของจีนในปีหน้า (2569) มาอยู่ที่ร้อยละ 4.2 จากร้อยละ 4 โดยการปรับลดตัวเลข จีดีพีของจีนในปีหน้า(2569) เมื่อเทียบกับตัวเลขจีดีพีในปีนี้(2568) เป็นผลจากภาคการส่งออกของจีนชะลอตัว,การบริโภคอ่อนแอลง,ความมั่นใจของภาคธุรกิจลดลง, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เข้มข้นมากพอ, ตัวเลขหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและภาวะอ่อนแอต่อเนื่องในเชิงพื้นฐานของเศรษฐกิจจีน

          ธนาคารโลกคาดว่า ประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียและแฟซิฟิกจะเติบโตที่ร้อยละ 4.4 ในปีนี้ (2568) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 จากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อน และจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5 ในปีหน้า(2569) เป็นผลจากกำแพงกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้น,ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจโลก, ภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่ชัดเจนในด้านนโยบาย พร้อมกล่าวถึงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 5 ชาติในอาเซียน (ASEAN-5) ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย คาดว่า จะอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ในปีนี้และร้อยละ 4.5 ในปีหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในช่วงปี 2567 อย่างเห็นได้ชัด

          สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกคาดวา่ การเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)ของประเทศไทยจะเติบโตร้อยละ 2 ในปีนี้(2568)และร้อยละ 1.8 ในปีหน้า(2569) เพิ่มขึ้นประมาณการจากเดิมในรายงานเดือน ก.ค. ที่คาดว่า ทั้งปีนี้จะโตได้เพียงร้อยละ 1.8 อย่างไรก็ตาม ในรายงานยังระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้การใช้จ่ายของประชาชนและการลงทุนในภาพรวมชะลอตัวลง

         นายอาดิตยา อธิบายสาเหตุของการเติบโตที่น้อยลงมาจากปัจจัยภายนอกสามอย่างได้แก่ ข้อจำกัดทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายการค้าโลกที่ไม่แน่นอน และภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่เติบโตน้อยลง รวมทั้งปัจจัยภายในสองอย่างคือนโยบายเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างภายในประเทศ

#ธนาคารโลก

#คาดการณ์เศรษฐกิจ

ที่มา: ธนาคารโลก,รอยเตอร์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d0pqx9oifTJagB_mGAuGX