“อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

“อนุทิน”-หารือสภาอุตสาหกรรม-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น-เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

“อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา


16/09/2568 | 73 |

(15 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และ
นายกุลิศ สมบัติศิริ เข้าหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย 
การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ 1. GO Digital & AI การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ 2. GO Innovation การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม 3. GO Global การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก และ 4. GO Green การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
     
ด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย
1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่าง ๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน
2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ
3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์
4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ
    นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งมาก ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่าย
เกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” 
    นโยบายของรัฐบาล มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และการวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้มีความมั่นคงในระยะยาว รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกคนอย่ากังวล ทุกอย่างจะปฏิบัติภายใต้ความมั่นคง และหารือกับฝ่ายกัมพูชาให้เร็วที่สุด แต่จะรักษาประเทศชาติ ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่าน เพราะทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความมั่นคง จะขับเคลื่อนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการไทยแลนด์พลัสวัน และพร้อมสนับสนุนเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คู่แข่งทางการค้าในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมา (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam)) ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เป็นตัวอย่าง โดยจะใช้โอกาสนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า เชื่อว่าหากเศรษฐกิจดี จะทำให้สังคมเป็นสุขไม่เกิดความขัดแย้งและให้ความมั่นใจว่าการทำงานจะยึดส่วนรวมเป็นหลัก และจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เพื่อทุกคน ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้ความคาดหวังของทุกคนเกิดขึ้นจริง
     โดยผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย
1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท
     สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ การรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯและสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐอเมริกา เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ 
• กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก 
• กรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน
     ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม
     ส่วนนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568
     ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าผ่านช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด ระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา มาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค
     นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ กลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยการพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต
 


Line


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/423679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12BzfKkhdLGovdmwremVLY