ในปี 2025 โลกได้เห็นความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อองค์การอาหารโลก (WFP) เปิดเผยว่า เด็กทั่วโลกกว่า 80 ล้านคนได้รับโอกาสเพิ่มเติม ในการเข้าถึงอาหารกลางวันในโรงเรียน ส่งผลให้ยอดรวมพุ่งแตะอย่างน้อย 466 ล้านคน นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่น่าประทับใจ หากแต่เป็นการสะท้อนถึงความร่วมมือเชิงโครงสร้างระดับโลก ที่กำลังปูทางสู่การสร้างทุนมนุษย์เพื่ออนาคต
งบประมาณโลกที่ทุ่มให้กับอาหารกลางวันในโรงเรียนเพิ่มขึ้นจาก 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020 เป็น 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา และแทบทั้งหมดมาจากงบประมาณรัฐบาลเอง ชี้ชัดว่าอาหารกลางวันไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงนโยบายสวัสดิการอีกต่อไป แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีสุขภาพดี มีการศึกษา และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
แอฟริกาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งความหวัง
มากกว่า 60% ของเด็กที่ได้รับอาหารกลางวันเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2020 อยู่ในประเทศรายได้น้อย โดยทวีปแอฟริกากำลังเป็นหัวหอกสำคัญ เด็กกว่า 20 ล้านคน ได้รับอาหารกลางวันจากโครงการที่รัฐบาลผลักดันเอง ประเทศอย่างเคนยา มาดากัสการ์ เอธิโอเปีย และรวันดา กลายเป็นต้นแบบของการใช้ “นโยบายอาหาร” เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ การก่อตั้ง School Meals Coalition ในปี 2021 โดยบราซิล ฟินแลนด์ และฝรั่งเศส ได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับโลกที่ทรงพลัง โดยมีประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 100 ประเทศ เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้เด็กทุกคนบนโลกได้รับอาหารที่มีคุณภาพในโรงเรียนภายในปี 2030 ความร่วมมือนี้สะท้อนว่า นโยบายอาหารกลางวันในโรงเรียนไม่ใช่เพียงโครงการท้องถิ่น แต่ได้ยกระดับขึ้นเป็น วาระโลก ที่ประเทศต่างๆ ต้องร่วมกันผลักดันเพื่อความเท่าเทียมและอนาคตของมนุษยชาติ
อาหาร = โอกาส + การศึกษา + ความมั่นคงทางสังคม
คาร์เมน บูร์บาโน ผู้อำนวยการ WFP ย้ำว่านี่คือ “การขยายโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปี” ขณะที่ซินดี้ แมคเคน ผู้อำนวยการบริหาร WFP กล่าวอย่างชัดเจนว่า “อาหารกลางวันไม่ใช่เพียงแค่จานอาหาร แต่คือเส้นทางออกจากความยากจน และเป็นกุญแจเปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้และโอกาสใหม่ๆ”
มิติที่ลึกกว่าการกินอิ่ม
ความสำเร็จนี้ตอกย้ำว่าการลงทุนด้านอาหารกลางวัน คือยุทธศาสตร์ที่ผสานทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองโลกเข้าด้วยกัน เป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งท้ายที่สุดอาจกลายเป็น “เกมเชนเจอร์” ที่กำหนดสมดุลใหม่ของโลกในอนาคต
ไทยกับจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว
การที่โลกกำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยการใช้ “อาหารกลางวันในโรงเรียน” เป็นเครื่องมือสร้างทุนมนุษย์และลดความเหลื่อมล้ำ นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยเองก็มีโอกาสในการพลิกโฉมนโยบายอาหารกลางวันให้เป็นมากกว่าโครงการสวัสดิการพื้นฐาน
ประเทศไทยมีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนมานาน โดยเฉพาะในโรงเรียนประถมและพื้นที่ชนบท แต่ที่ผ่านมา นโยบายนี้ยังถูกมองในมิติของการ “ประคับประคอง” มากกว่าการ “ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” ทั้งที่จริงแล้ว เด็กไทยจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญกับภาวะโภชนาการต่ำ น้ำหนักเกิน หรือขาดสารอาหาร การยกระดับคุณภาพอาหารกลางวันจึงไม่เพียงช่วยให้เด็กอิ่ม แต่ยังสามารถปูทางสู่การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น
โครงการอาหารกลางวันเป็นนโครงการที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อให้บริการอาหารกลางวันแก่นักเรียนตั้งแต่ระดับเด็กเล็กจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยมุ่งแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการและช่วยให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนในแต่ละวัน

งบประมาณโครงการอาหารกลางวั
นในปี 2568 ถูกกำหนดไว้ที่ 2,955.57 ล้านบาท โดยการอุดหนุนจะคำนวณตามจำนวนนั กเรียนในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้เหมาะสมกั บขนาดของสถานศึกษา โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 40 คน จะได้รับอัตราอุดหนุนสูงสุดที่ 36 บาทต่อคนต่อวัน โรงเรียนที่มีนักเรียนระหว่าง 41–100 คน จะได้รับ 27 บาทต่อคนต่อวัน ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียนระหว่ าง 101–120 คน จะได้รับ 24 บาทต่อคนต่อวัน และโรงเรียนที่มีนักเรียนเกิ นกว่า 120 คนขึ้นไป จะได้รับการสนับสนุนในอัตรา 22 บาทต่อคนต่อวัน งบประมาณทั้งหมดนี้มาจากงบรายจ่ ายประจำปีของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถูกจัดสรรให้องค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ ยวข้อง เพื่อเป็นหลักประกันว่าเด็กนั กเรียนทุกคนจะได้รับอาหารกลางวั นที่เพียงพอและมีคุณภาพอย่างต่ อเนื่องในแต่ละวันของการเรียน จำนวน 200 วันต่อปีการศึกษา
มีคู่มือการดำเนินงานและมาตรฐานสารอาหารสำหรับโครงการอาหารกลางวันปี 2568 ที่สามารถนำไปใช้ประกอบการบริหารจัดการโครงการ รวมถึงมีแนวทางการวางแผนเมนูอาหารหมุนเวียนและการจัดชุดอาหารกลางวันที่มีคุณค่าครบถ้วน
ต้องมองเป็นการลงทุน ไม่ใช่ภาระ
ตัวอย่างจาก WFP แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อรัฐบาลลงทุนจริง งบประมาณสามารถคืนผลลัพธ์มหาศาลในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่มีสุขภาพ แข็งแรง มีทักษะการเรียนรู้ และมีศักยภาพแข่งขันกับโลก การปรับนโยบายอาหารกลางวันของไทยให้อยู่ในกรอบ “การลงทุนเพื่ออนาคต” แทนที่จะเป็นแค่งบประจำปีที่ถูกตัดทอนได้ง่าย จะทำให้โครงการนี้กลายเป็นหัวใจของ ยุทธศาสตร์ชาติด้านทุนมนุษย์
ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญ
โมเดล School Meals Coalition ที่รวมประเทศกว่า 100 ประเทศเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือบทเรียนสำคัญให้ไทยสร้างความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น เช่น การดึงเกษตรกรในชุมชนเข้ามาเป็นผู้จัดหาอาหาร จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกับดูแลเด็กไทย
Soft Power ที่ซ่อนอยู่ในอาหารกลางวัน
สำหรับประเทศไทยที่กำลังผลักดันนโยบาย “ครัวของโลก” การเชื่อมโยงอาหารกลางวันกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมอาหารไทย อาจทำให้โครงการนี้ไม่ได้แค่ยกระดับโภชนาการเด็ก แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศด้านความมั่นคงทางอาหาร และ Soft Power ได้ในระยะยาว
ถึงเวลาคิดใหม่ ทำใหม่
หากไทยยกระดับนโยบายอาหารกลางวันให้เป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงกับการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา และความสามารถในการแข่งขัน เราอาจไม่เพียงปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ แต่ยังสร้าง “เด็กไทยรุ่นใหม่” ที่พร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในศตวรรษที่ 21
ที่มา :
- Nearly 80 million more children benefit from school meals, WFP says
- All children to receive nutritious school meals by 2030
- UN / SCHOOL MEALS COALITION
- รัฐฯ สนับสนุนค่าอาหารกลางวันเด็กนั
กเรียนมัธยมปีที่ 1 – 3 แก่โรงเรียนขยายโอกาส แก้ไขปัญหาเด็กไม่มีอาหารกลางวั นรับประทาน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
Post Views: 186
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/09/12/school-lunch-global-strategy-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10JS7A9479pObuebuZofYP





