นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเผชิญกับหลากหลายเหตุการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน เริ่มตั้งแต่สงครามการค้าที่ต้องเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา
ส่วนประเด็นภายในประเทศ เช่น แจกเงินหมื่นไม่ได้ผล การเมืองยังไม่นิ่ง ปัญหาชายแดน หรือ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
แต่คำถามตามมา คือ ทำไม? ค่าเงินบาทยังแข็งค่า ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้เติบโต โดยเงินบาทที่ยังคงแข็งค่ามีสาเหตุหลักๆ ดังนี้
เงินบาทแข็ง “แทบจะเท่ากับ” เงินดอลลาร์อ่อนค่า
ปัจจุบันที่เงินบาทแข็งค่า เพราะสกุลเงินบาทรวมถึงสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ ได้รับผลบวกจากเทรนด์ De-Dollarization หรือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งจากภาพด้านบนจะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของเส้นทั้งสองเส้น (ฟ้าอ่อน คือ ดอลลาร์ (Dollar Index), ฟ้าเข้ม คือ เงินบาท) มีทิศทางไปด้วยกัน ซึ่งหากเส้นฟ้าอ่อน (ดอลลาร์) แข็งค่าหรือปรับขึ้น เส้นน้ำเงิน (เงินบาท) ก็จะอ่อนค่าหรือใช้เงินบาทเพิ่มขึ้น (จาก 33 บาท อาจเป็น 35 บาท ) ในการแลกเป็นเงิน 1 ดอลลาร์
เงินบาทแข็ง “ไม่เท่ากับ” หุ้นขึ้น
เงินบาทแข็ง ไม่ได้แปลว่าหุ้นขึ้นเสมอไป โดยปกติเงินบาทแข็งค่าเปรียบเสมือนเงินไหลเข้าประเทศไทย ซึ่งเงินไหลเข้ามาก็ต้องหาที่ไปไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (FDI), การลงทุนในตราสารหนี้หรือการลงทุนในตลาดหุ้น แต่สังเกตว่าค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation ระหว่างเงินบาทกับหุ้นไทยไม่ได้สูงมากนัก หรือมีค่า R-square ที่ระดับ 0.62 เท่านั้น
เงินบาทและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไทย – สหรัฐอเมริกา “ไม่เสมอไป”
หากพิจารณากราฟด้านล่าง วงกลมสีฟ้าและสีแดง พบว่า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ลดดอกเบี้ย แต่เงินบาทยังอ่อนค่า และเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เงินบาทก็ยังอ่อนค่า คำตอบคือ ถึงแม้เฟดจะลดดอกเบี้ยนโยบาย เงินบาทก็อ่อนค่า เพราะเงินดอลลาร์แข็งค่าจากการที่นักลงทุนกังวลวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปี 2008
ดังนั้น จึงประเมินได้ยากเกี่ยวกับค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มั่นใจ ได้แก่
- เงินบาทอ่อน = ต้องมีค่าเงินอื่นแข็งค่า ซึ่งมักจะเป็นค่าเงินดอลลาร์
- ค่าเงินไม่ได้เคลื่อนไหวตามเศรษฐกิจของประเทศตัวเองในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นบริบทของโลกประกอบด้วย
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งหรืออ่อน ไม่ได้สะท้อนเพียงสภาวะเศรษฐกิจไทย แต่เป็นผลลัพธ์จากปัจจัยโลกที่ซับซ้อน ทั้งการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ สภาวะการเงินโลกและกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ ดังนั้น การประเมินค่าเงินบาทจึงไม่ควรมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ แต่ต้องจับตาทิศทางดอลลาร์และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจควบคู่กัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/256478&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GzHPaLHITMDPGIUNH2S42
