Category: ท่องเที่ยว

  • ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | TOPNEWS

    ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | TOPNEWS

    ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

    • เผยแพร่ : 28/08/2025 21:11

    ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ภูถ้ำพระในอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่รอให้ชาวพุทธและประชาชนทั่วไปได้เข้าไปศึกษาประวัติความเป็นมาและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีถ้ำอยู่หลายถ้ำและบนยอดเขายังมีก้อนหินรูปลักษณ์แปลกๆที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เที่ยวชมจำนวนมากเช่นกันขณะเดียวกันทางเทศบาลตำบลกุดแห่ก็กำลังเร่งผลักดันให้ภูถ้ำพระแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญประจำตำบลกุดแห่อีกด้วย คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ได้นำผู้สื่อข่าวเดินเท้าสำรวจเส้นทางการท่องเที่ยวบริเวณภูถ้ำพระเพื่อให้เป็นเป็นแหลงท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดยโสธร แต่อดีตที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีประชาชนให้ความสนใจมากนัก แต่ปัจจุบันมีการก่อตั้งวัดขึ้นและมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ จำนวน 8 รูป โดยมีพระครูชยสิทธิคุณ เป็นเจ้าอาวาสวัดภูถ้ำพระ พร้อมที่จะเปิดให้ชาวพุทธหรือประชาชนทั่วไปได้เข้าไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์ภายในวัดภูถ้ำพระแห่งนี้อีกทั้งได้ศึกษาประวัติความเป็นและสัมผัสธรรมชาติบนยอดภูเขา ซึ่งมีจุดชมวิวหลายจุดให้ได้ชมวิวแบบ 360 องศาฯ

    โดยภูถ้ำพระแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพระในพื้นที่บ้านหินโหง่น ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ห่างจากอำเภอเลิงนกทา ประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 จากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ไปทางอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ถึงบ้านดอนม่วง ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เลี้ยวขวาตามถนนลาดยางขึ้นสู่ภูถ้ำพระและห่างจากอำเภอเมืองยโสธร 85 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “ภูถ้ำพระ”เนื่องจากมีพระพุทธรูปอยู่ในถ้ำจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี บนเขาลูกนี้นอกจากจะมีบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยป่าไม้หนาทึบแล้ว บริเวณโดยรอบยังมีถ้ำอื่นๆ อีกหลายถ้ำ เช่น ถ้ำเค็ง ถ้ำงูซวง ถ้ำเกี้ยง และถ้ำพรหมบุตร ซึ่งในอดีตถ้ำเหล่านี้เคยเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาของเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสานหลายคนที่เคยธุดงค์ผ่านมา ภายในบริเวณภูถ้ำพระ เป็นถ้ำใหญ่กว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 8 วา ตั้งอยู่ระหว่างชะง่อนหินขนาดใหญ่ 2 ก้อน ภูด้านทิศใต้ มีทางเข้าไปตามซอกหินเป็นอุโมงค์ ซึ่งตั้งสูงสุดตระหง่านอยู่รอบ ๆ จากปากถ้ำเลยไปทางทิศเหนือ สามารถเดินลอดไปได้อย่างสบาย ถ้ำพระนี้มีธรรมชาติ เป็น 2 ชั้น เป็นที่ประ

    ภูถ้ำพระ เป็นพื้นที่ภูเขาขนาดเล็กเป็นภูเขาหินทราย เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มีป่าไม้เบญจพรรณขึ้นอยู่ทั่วไปค่อนข้างสมบูรณ์ ให้ความ ร่มรื่น อากาศเย็นสบาย เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำห้วยหลายแห่ง บนยอดเขายังมีลานหินเป็นบริเวณกว้างเหมาะสำหรับเป็นสถานที่กางเต็นท์พักแรมสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดได้ บริเวณรอบๆลานหินยังพบว่ามีก้อนหินที่มีรูปลักษณ์แปลกๆที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอยู่จำนวนหลาบสิบก้อนและเสาหินลักษณะคล้ายแหล่งท่องเที่ยวภูผาเทิบ ของจังหวัดมุกดาหาร และมีจุดชมวิวเป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย ซึ่งถ้ามองจากยอดเขาไปทางทิศเหนือจะมองเห็นอุทยานแห่งชาติภูหมูและภูแผงม้า ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ทิศตะวันออกมองเห็นอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว พื้นที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ทิศตะวันตกจะมองเห็นกังกันลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และมหาเจดีย์ชัยมงคลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันทางวัดภูถ้ำพระ กำลังอยู่ระหว่างสร้างพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 7 เมตร สูง 9 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเพื่อเอาไว้ให้ชาวพุทธได้ไปสักการะ

    นายสำรวย ธิมา นายกเทศมนตรีตำบลกุดแห่ บอกว่า ภูถ้ำพระแห่งนี้ในอดีตมีพระพุทธรูปโบราณทั้งพระไม้แกะสลักและพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองคำและทองเหลือง จำนวนหลายร้อยองค์แต่ปัจจุบันถูกลักขโมยไปหมดแล้วและบริเวณรอบภูถ้ำพระแห่งนี้ยังมีถ้ำต่างๆอยู่หลายถ้ำซึ่งเคยเป็นสถานที่ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาของเกจิอาจารย์ชื่อดังในภาคอีสานหลายคนที่ธุดงค์ผ่านมา และเมื่อประมาณปี 2500 จึงได้มีการก่อตั้งเป็นวัดขึ้นที่ผ่านมามีเจ้าอาวาสอยู่หลายคนจนกระทั่งถึงปัจจุบันมี พระครูชยสิทธิคุณ เป็นเจ้าอาวาส และบนยอดภูยังมีลานหินกว้างและมีก้อนหินรูปทรงแปลกๆอีกหลายสอบก้อนจนชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่าลานหินสตาร์วอ เนื่องจากคล้ายกับในภาพยนตร์สตาร์วอ มองดูแล้วสวยงามน่าเที่ยวชมเพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าไปเที่ยวชมถ่ายรูปเช็คอินรวมทั้งเป็นจุดกางเต็นท์พักแรมเพื่อสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินในจุดเดียวกันตนจึงเร่งผลักดันให้ภูถ้ำพระแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกด้วยโดยในเบื้องต้นทางเทศบาลตำบลกุดแห่จะสำรวจและทำทางเดินเป็นขั้นบันได้พร้อมกับมีป้ายบอกทางไปตามจุดชมวิวต่างๆเพื่อความสะดวกขอ.

    ภาพข่าว สมัย คำแก้ว ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดยโสธร

    asxacs

    SOCAIL 16-9

    ผู้ว่าเมืองคอน เปิดโครงการมินิธัญญารักษ์ คืนคนดีสู่สังคม

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ยานสำรวจทะลลึก ‘ไห่ฉิน’ ของจีนจบภารกิจในทะเลจีนใต้

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปลี่ยนสวนสาธารณะสู่แหล่งวัฒนธรรม .

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เยือนยลขุนเขา ‘อินซาน’ ลูกคลื่นเขียวชอุ่มในมองโกเลียใน

    ปราบแว้น รถแต่ง ท่อดัง ฝากผู้ปกครองเตือนบุตรหลานห้ามดัดแปลงสภาพรถ

    ลักลอบตัดไม้พะยูงซุกสระน้ำ เจ้าหน้าสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ พบของกลางอื้อควบคุมตัวส่งดำเนินคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291996&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00kbePiqO-IEHvgYHFuX80

  • ไอดอลสาวญี่ปุ่น เต้นเขย่า-เดินโชว์ ย่านท่องเที่ยว คนรุมสวด สุดรับพฤติกรรม

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น เต้นเขย่า-เดินโชว์ ย่านท่องเที่ยว คนรุมสวด สุดรับพฤติกรรม

              ไอดอลสาวญี่ปุ่น คัพ J ตกเป็นดราม่า เดินโชว์ลูกพีชย่านท่องเที่ยว บอกหิวแล้ว คนท้องถิ่นรุมสวดยับ สุดรับพฤติกรรม ถ่ายคลิปเต้นเขย่าเต้า 

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น

    ภาพจาก X @million_phakchi

              วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ Mirror Media รายงานว่า น้องผักชี (Phakchi) สมาชิกวงไอดอลญี่ปุ่น Million! เพิ่งตกเป็นประเด็นดราม่าสนั่นในญี่ปุ่น หลังจากที่สาวเจ้าของเต้าคัพ J ได้ไปเดินเที่ยวย่านถนนเก่าในเมืองคามาคุระ จังหวัดคานางาวะ พร้อมถ่ายภาพและคลิปมาอวดแฟน ๆ บนโซเชียล 

              โดยพบว่า น้องผักชี มาเดินเที่ยวในชุดเสื้อคลุมสีเทา แหวกกว้างจนเห็นสปอร์ตบราสีเทาด้านใน ขณะที่ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน จากภาพที่ปรากฏนั้นเห็นได้ชัดว่ามีผู้คนมากมายที่กำลังเดินเที่ยวในขณะนั้นเช่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางโพสต์เธอระบุข้อความถามด้วยว่า “อยากกินดังโงะไหม ?” และ “ฉันหิวแล้ว”

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น

    ภาพจาก X @million_phakchi

    ภาพจาก X @million_phakchi

              น้องผักชีไม่เพียงถอดเสื้อออกกว้างจนคล้ายใส่เสื้อชั้นในเดิน เธอยังถ่ายคลิปเต้นไป-มากลางถนนด้วย จนปรากฏภาพไม่เหมาะสม ทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เธอดูจะจงใจเขย่าเต้ามากเกินไป  

              เช่นเดียวกับชาวเน็ตที่ขุ่นเคือง ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่พอใจกับพฤติกรรมของไอดอลสาวเช่นกัน พากันวิจารณ์เช่น “ไม่ดูสถานที่เลยเหรอ” และ “เธอมาทำอะไรในย่านท่องเที่ยว” หลาย ๆ คนมองว่าพฤติกรรมนี้ไม่เหมาะสม แถมพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเด็กด้วย 

              บางคนคอมเมนต์ว่า แม้คนเราแต่ละคนจะมีอิสระในการแต่งตัว หรือการทำในสิ่งที่ต้องการ แต่ก็ควรคำนึงถึงความรู้สึกและสภาพแวดล้อมของชาวบ้านในพื้นที่ด้วย 

              ต่อมาทางเมืองคามาคุระก็ไม่อยู่เฉย ได้ทำการร่างข้อบังคับว่าด้วยมารยาทในที่สาธารณะขึ้นมาเพื่อตอบสนองกรณีดังกล่าว รวมถึงแก้ไขปัญหาความวุ่นวายด้านการท่องเที่ยว 

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น

    ภาพจาก X @million_phakchi

    ภาพจาก X @million_phakchi

    ขอบคุณข้อมูลจาก Mirror Media 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NaBdUlCxFfkhDgumr4qCT

  • เศรษฐกิจภูมิภาคก.ค. ได้แรงหนุนจากการบริโภค ส่วนรายได้ท่องเที่ยวหดตัวเกือบทุกภาค : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาคก.ค. ได้แรงหนุนจากการบริโภค ส่วนรายได้ท่องเที่ยวหดตัวเกือบทุกภาค : อินโฟเควสท์

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนก.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคกลาง กทม.-ปริมณฑล และภาคเหนือ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยว หดตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคกลาง และภาคตะวันตก ที่ขยายตัวได้

    ภาคกลาง

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การท่องเที่ยว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัวที่ 72.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -11.9% และ -16.4% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว -7.1% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -43.0% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัว -74.4% ต่อปี อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 1.6% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.3% ต่อปี

    กทม. และปริมณฑล

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 9.2% และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัว 4.3% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.2% ต่อปี ส่วนรายได้เกษตรกร หดตัว -4.8% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -24.5% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -57.1% ต่อปี ส่วนเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -2.0% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -5.7% ต่อปี

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 6.8% และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 3.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -11.0% ต่อปี ด้านรายได้เกษตรกร หดตัว -16.7% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ ที่ระดับ 54.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -57.7% ต่อปี จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -50.9% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 278.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังในจังหวัดยโสธร เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 67.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -3.4% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -4.7% ต่อปี

    ภาคเหนือ

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 11.1% และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 0.3% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -18.3% และรายได้เกษตรกร หดตัว -6.5% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -56.3% และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -47.5% ต่อปี เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่หดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 84.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -7.5% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -8.5% ต่อปี

    ภาคตะวันตก

    เศรษฐกิจภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ เงินทุนของโรงงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนที่ขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจ ด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 7.9% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -13.8% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -15.5% และรายได้เกษตรกร หดตัว -8.3% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -31.1% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -67.3% ต่อปี เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 126.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ในจังหวัดเพชรบุรี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 2.5% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -0.4% ต่อปี

    ภาคใต้

    เศรษฐกิจภาคใต้ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และภาคการบริการชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 0.2% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -16.4% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -12.2% และรายได้เกษตรกร หดตัว -4.2% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -40.7% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -35.0% ต่อปี อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 80.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -4.5% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -9.3% ต่อปี ตามลำดับ

    ภาคตะวันออก

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และภาคการบริการชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากรายได้เกษตรกร ขยายตัว 6.2% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -13.1% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -3.8% และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.2% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 53.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -45.6% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -42.7% ต่อปีอีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -8.2% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -17.1% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hi3YVR9KN1o9GA16cEOmL

  • เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท

    เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท


    บอร์ดอีอีซี ไฟเขียวขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 แห่ง รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร กาแฟเขาช่อง ยานยนต์ ศูนย์การแพทย์ คลังแอลเอ็นจี พร้อมเดินหน้าศึกษาดึงปราจีนบุรีเข้า“อีอีซี”

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่า ที่ประชุมกพอ. มีมติเห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง  ดังนี้

    1.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน โดยให้สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    2.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน 

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

     5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป  

    นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น 

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    3. เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3(ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้รับทราบ เรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี

    ปัจจุบันสกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

    สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34739&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TKH3lJ91Rk0VGCV67fQMq

  • จับตา คังวอนแลนด์ พลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ Wellness Hub

    จับตา คังวอนแลนด์ พลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ Wellness Hub

    วงการกาสิโนและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ หลังญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัวอภิมหาโครงการรีสอร์ทครบวงจร (Integrated Resort – IR) “MGM Osaka” ซึ่งมีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 

    ล่าสุด สมาคมการท่องเที่ยวกาสิโน และสมาคมการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้เดินทางเยือนเมืองโอซาก้า เพื่อจัดเวทีเสวนา ประเมินผลกระทบ และ เตรียมกลยุทธ์รับมือเป็นการเร่งด่วน

    สื่อท้องถิ่น The Korea Bizwire รายงานว่า การเสวนาดังกล่าว ได้รวบรวมเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนของญี่ปุ่นและหาแนวทางแก้ไข

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ การคาดการณ์ว่า MGM Osaka  อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ได้ถึง 7.6 ล้านคนต่อปี อันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “คังวอน แลนด์” (Kangwon Land) กาสิโนเพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้คนเกาหลีเข้าใช้บริการ

    และยังกระทบต่อธุรกิจกาสิโนสำหรับชาวต่างชาติ อีก 17 แห่ง ที่มีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงชาวญี่ปุ่น 

    อย่างไรก็ตาม คังวอน แลนด์ ได้เตรียมแผนรับมือด้วยการ ประกาศปรับโฉมรีสอร์ท High1 ครั้งใหญ่ ภายใต้โครงการ “K-HIT” เพื่อยกระดับให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการกีฬาระดับโลก

    นายชเว ชอล-กยู รักษาการซีอีโอของคังวอน แลนด์ กล่าวว่า “นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเรา เราจะใช้นวัตกรรมอย่างโครงการ K-HIT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และรักษาจุดยืนของเกาหลีในเวทีรีสอร์ทครบวงจรระดับโลก”

    สำหรับโครงการ MGM Osaka มีกำหนดเปิดให้บริการราว ปี 2030 โดยชูจุดเด่นการเป็นกาสิโนถูกกฎหมายแห่งแรกของญี่ปุ่น 

    พร้อมด้วยโรงแรม 3 แบรนด์ รวมกว่า 2,500 ห้องพัก พื้นที่จัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) ขนาดใหญ่ถึง 730,000 ตารางฟุต และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20lS9fZO4BeGiyQIo7pvRR

  • สายการบินบางกอกแอร์ขยายรันเวย์สนามบินตราด รับเครื่องบินขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตธุรกิจท่องเที่ยวตราดและจันทบุรี พุฒิพงษ์มาแถลงกับสื่อเอง | TOPNEWS

    สายการบินบางกอกแอร์ขยายรันเวย์สนามบินตราด รับเครื่องบินขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตธุรกิจท่องเที่ยวตราดและจันทบุรี พุฒิพงษ์มาแถลงกับสื่อเอง | TOPNEWS

    ด้านสำนักงานคลังจังหวัดตราดรายงานตัวเลขผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินตราด โดยระบุว่า จำนวนผู้โดยสารผ่านสนามบินตราด(ท่าโสม) ปี 2567 จำนวน 75,984 คน ครึ่งปี 2568 จำนวน 36,649 คน ขณะจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2567 มีจำนวน 2,267,612 คน ปี 2568 ในช่วงครึ่งปี 2568 มีจำนวน 1,099,805 คน

    ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กันยายน 2568 นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้ทำหนังสือเชิญสื่อมวลชนจังหวัดตราด เข้าร่วมกิจกรรมของสายการบิน และให้ข้อมูลแผนเพิ่มศักยภาพสนามบินตราด รองรับการท่องเที่ยวในอนาคต เพื่อเปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจการบินของบริษัทที่จะรองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดตราดด้วย

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291661&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l_jBdHdGaqdwLl35Irt92

  • คลัง เผยศก.ไทย ก.ค.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง แม้ลงทุนเอกชน-ท่องเที่ยวชะลอ จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ H2/68 : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยศก.ไทย ก.ค.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง แม้ลงทุนเอกชน-ท่องเที่ยวชะลอ จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ H2/68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน

    ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525066&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q_50JZd6DnafRQzRbc-gF

  • ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

    Tag :

    นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง

    ททท. ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้น “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานบริการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    สำหรับการจัดกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวและเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ประกอบด้วย เวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการขนส่งทางบก ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการ การกำกับดูแล และการบริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand และจะเผยแพร่รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2) มาตรการในการควบคุมความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay 3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย รวมถึงข้อมูลของสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ในรูปแบบ QR Code ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ททท.  มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    #AmazingThailand

    #TrustedThailand

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/910193&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sn3aahDPH0HRWpf1SO-KK

  • ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    สังคม-สตรี

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง

    ททท. ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้น “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานบริการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไท

    สำหรับการจัดกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวและเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ประกอบด้วย เวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการขนส่งทางบก ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการ การกำกับดูแล และการบริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand และจะเผยแพร่รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2) มาตรการในการควบคุมความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay 3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย รวมถึงข้อมูลของสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ในรูปแบบ QR Code ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ททท.  มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #TrustedThailand

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/social/444111&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W6uA7hrtsdTNXHYSEZW1K

  • การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน (SDG 8) – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน (SDG 8) – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน (SDG 8)

    การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน
    โดย รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม เพื่อสร้างผู้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development ในเนื้อหาสาระวันนี้ จะมาพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความยั่งยืน โดยเน้นกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) โดยเฉพาะ SDG8: การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างงานที่มีคุณค่า

    บริบทและศักยภาพของพื้นที่

    รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ว่ามีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีวัฒนธรรมมลายู ทรัพยากรหลักของพื้นที่คือยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และทรัพยากรทางทะเล แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของวิถีชีวิตชาวมุสลิม ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงการท่องเที่ยว เนื่องจากประชากรโลกมุสลิมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก

    ความท้าทายในการพัฒนา

    แม้จะมีศักยภาพ แต่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่

    • ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ: รายได้ต่อหัวประชากรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเกือบ 40% และมีครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจำนวนมาก
    • ปัญหาความไม่สงบ: ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ภาคเอกชนไม่กล้าเข้ามาลงทุน และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการศึกษาและสุขภาพ เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย

    แนวทางการบูรณาการศาสนาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา

    รศ.ดร.ศรัณย์ มองว่านโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่นี้ ควรบูรณาการหลักการทางศาสนาเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะ:

    • การเงินอิสลาม: ระบบการเงินที่ไม่ใช้ดอกเบี้ย แต่ใช้หลักการแบ่งปันผลกำไร (profit sharing) และห้ามเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผิดหลักศาสนา (เช่น แอลกอฮอล์ การพนัน) การส่งเสริมการเงินอิสลามจะช่วยดึงดูดเงินออมเข้าสู่ระบบและเป็นแหล่งเงินทุนให้กับธุรกิจขนาดเล็ก (SME)
    • ซะกาต (Zakat): การบริจาครายได้ส่วนหนึ่งให้กับผู้ยากไร้และผู้ขัดสนในแต่ละปี ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและบรรเทาภาระของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจน

    การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์: การศึกษาและสุขภาพ

    การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากรากฐานที่แข็งแกร่งของ ทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและสุขภาพ ซึ่งพบว่ามีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง:

    • การศึกษา: เด็กในพื้นที่ต้องเรียนรู้สองภาษา (ไทยและมลายู) และสองสาย (สามัญและศาสนา) ควบคู่กันไป หากระบบการศึกษาไม่เหมาะสมจะกลายเป็นอุปสรรค นอกจากนี้ ปัญหาความไม่สงบยังส่งผลกระทบต่อทั้งอุปสงค์และอุปทานของการศึกษา ทำให้เยาวชนขาดโอกาส และบุคลากรทางการศึกษาไม่เพียงพอ งานวิจัยชี้ว่าเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนมีปีการศึกษาเฉลี่ยต่ำกว่าพื้นที่อื่นในภาคใต้เกือบ 1 ปี
    • สุขภาพ: ประชากรประสบปัญหาโรคเรื้อรังสูงขึ้น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลทำได้ยาก และมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย

    การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วม

    สันติภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องยอมรับใน อัตลักษณ์ และความหลากหลายทางศาสนา เชื้อชาติ และวัฒนธรรมในพื้นที่ โดยมองความแตกต่างให้เป็น โอกาส ไม่ใช่เป็นภัยคุกคาม

    การสร้างสันติภาพที่แท้จริงต้องมาจากการ เปิดพื้นที่ ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและออกแบบนโยบายตั้งแต่ต้น แทนที่จะถูกกำหนดจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว การทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาจะช่วยสร้างความไว้ใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการให้โอกาสกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เยาวชนที่ว่างงาน หรือผู้ที่ต้องออกจากระบบการศึกษา เพราะเมื่อพวกเขารู้สึกว่ามีคุณค่าและมีอนาคตในพื้นที่ โอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่สงบก็จะลดลง

    การลงทุน 4 ด้านที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน:

    1. การพัฒนาทุนมนุษย์: เสริมสร้างทักษะการศึกษาและการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร และธุรกิจฮาลาล
    2. การลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก: ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เช่น งานหัตถกรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    3. การสร้างพื้นที่สำหรับความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม: เปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย และสร้างหลักธรรมาภิบาลในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ
    4. การให้ความสำคัญกับศาสนาและวัฒนธรรม: บูรณาการบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมเข้ากับนโยบายการพัฒนาอย่างจริงจัง

    หากนโยบายการพัฒนาสามารถบูรณาการทุกมิติเข้าด้วยกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สันติภาพ และวัฒนธรรม โดยให้คนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/sustainable-development-southern-border-provinces/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jobH30ha0P57nLSsyt3Ka