Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้อำนวยการ ททท.ภาคตะวันออก เผย ท่องเที่ยวภาคตะวันออก ช่วง 7 เดือนแรกของปี 68 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 58% | TOPNEWS

    ผู้อำนวยการ ททท.ภาคตะวันออก เผย ท่องเที่ยวภาคตะวันออก ช่วง 7 เดือนแรกของปี 68 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 58% | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 29/08/2025 14:50

    ผู้อำนวยการ ททท.ภาคตะวันออก เผย ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวมากถึง 51 ล้านคน เพิ่ม 10% รายได้สูงถึง 5.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 58%

    จ.ตราด/นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์ท่องเที่ยวของภูมิภาคตะวันออกที่ดูและรับผิดชอบใน 9 จังหวัด พบว่า ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศของภาคตะวันออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการเติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 534,053.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 58.87% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้เยี่ยมเยือนรวมอยู่ที่ 51,029,590 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 10.08%

    ทั้งนี้,ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะการท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยสร้างรายได้สูงถึง 405,904.87 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 105.82% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสร้างรายได้ 128,148.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.77% จำนวนผู้เยี่ยมเยือนประกอบด้วยชาวไทย 34,021,111 คน-ครั้ง และชาวต่างชาติ 17,008,479 คน-ครั้ง โดยภาคตะวันออกมีจำนวนห้องพักพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งหมด 137,394 ห้อง และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70.90%

    “หากพิจารณาทั้งเรื่องรายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดแล้ว ชลบุรีครองแชมป์ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ เนื่องจากมีพัทยาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยรองลงมาคือ ระยอง,สมุทรปราการ,ฉะเชิงเทราและนครนายกส่วน 5 จังหวัดที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางไปเยือนมากที่สุด คือ:สมุทรปราการ,ระยอง,ตราด และจันทบุรี ซึ่งจังหวัดเหล่านี้มีกิจกรรมทั้งงานเทศกาลประจำปี แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งดึงดูด เช่น จังหวัดตราดที่มีหมู่เกาะช้างและเกาะกูดที่กำลังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอีก“นางกนกกิตติกา กล่าว

    ขณะที่ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวจังหวัดตราดในปี 2568 (ตลอดช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568)ยังคงคึกคัก โดยเฉพาะใน ช่วงเทศกาลต่างๆ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมาเยือน โดยเฉพาะเกาะต่างๆ เช่น เกาะช้าง, เกาะกูด, และเกาะหมาก โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมและรีสอร์ทในจังหวัดเพิ่มขึ้นและมีจำนวนผู้เยี่ยมเยื่อนโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตราดยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลต่างๆ จังหวัดตราดมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติ ประกอบด้วย อันดับ 1 คือ เยอรมนี รองลงมา ฝรั่งเศส,สหราชอาณาจักร,รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย อันดับ 1 จันทบุรี รองลงมา คือ กรุงเทพมหานคร,ชลบุรี,ระยอง,และสมุทรปราการ ซึ่งเป้าหมายปี 2568 จำนวนผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย
    1,890,000 (คน-ครั้ง) แต่ในช่วง 6 เดือนแรก มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 1,279,470 คน-ครั้งชาวไทย(คน) 1,074,077 คน-ครั้งชาวต่างชาติ 205,393 คน-ครั้ง รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย 15,750 ล้านบาท รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย 8,333.00 บาท/คน ส่วนชาวต่างชาติ จำนวน 205,393 คน/ครั้ง และสร้างรายได้ จำนวน 3,070.89 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเมื่อจบสิ้นปี 2568 ยอดนักท่องเที่ยวและรายได้จะเกินเป้าหมาย

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    777

    002_7

    “แพทองธาร” น้อมรับวินิจฉัยศาลรธน.ให้พ้นนายกฯ ยันบริสุทธิ์ใจโทรหา “ฮุน เซน” ภูมิใจเกือบ 1 ปีเต็ม ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ

    ปทุมธานี-หนุ่มคลั่งขับรถชนพลิกคว่ำก่อนวิ่งหนีไปทำร้ายจนท.ตร.

    รวบหนุ่มต่างชาติหลบหนีคดีปล้นเงินสกุลคริปโต

    สว. ภมร เชาว์ศิริกุล บริจาคเงิน ข้าวสาร และอาหารแห้ง งานประเพณีทิ้งกระจาด พร้อมทั้งลงมือช่วยปรุงอาหาร เพื่อมอบให้แก่ประชาชน

    มติศาลรธน. 6 ต่อ 3 วินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นนายกฯ พร้อมครม.ทั้งคณะ ข้ออ้างเทคนิคเจรจาฟังไม่ขึ้น คลิปเจรจาอังเคิล ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง

    “บิ๊กเต่า” เผยความคืบหน้าคดีวัดพระบาทน้ำพุ ลั่นไม่มีข้อยกเว้นอินฟลูฯ รับเงินวัดไม่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1292748&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FykCsLer8udkdfP8QRy-g

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ค.68 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชน ลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้า ยังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสด ตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงาน ตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อน และราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อย ตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

    – การบริโภคภาคเอกชน : เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นจากทุกองค์ประกอบย่อย ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ด้านหมวดสินค้ากึ่งคงทนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดบริการปรับลดลง สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ลดลง

    สำหรับความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการค้าโลกเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

    – การลงทุนภาคเอกชน : เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิที่ปรับลดลง จากหมวดคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงาน และหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเฉพาะทาง ขณะที่ยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศทรงตัว

    สำหรับหมวดยานพาหนะทรงตัว โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถบรรทุกปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าเรือปรับลดลง หลังเร่งไปมากในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี หมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้น จากทั้งการก่อสร้างที่มิใช่ที่อยู่อาศัยและที่อยู่อาศัย ตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโรงแรม และบ้านเดี่ยวเป็นสำคัญ

    – จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ : จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ยังต่ำกว่าปีก่อนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา และลาว ลดลงต่อเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำโปรโมชันของผู้ประกอบการเพื่อดึงดูดลูกค้า ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวคงค้างลดลง หลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยว

    – การส่งออกสินค้า : มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยหมวดที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ (1) อิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกอุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ไปไต้หวัน และฮ่องกง (2) สินค้าเกษตร ตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และ (3) เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ไปยังหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ดี การส่งออกหมวดปิโตรเลียมลดลงมาก จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และราคาพลังงานโลกที่ลดลง สำหรับการส่งออกผ่านชายแดนไทยกัมพูชาลดลงต่อเนื่อง จากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ แม้เห็นการส่งออกทางเรือ และทางอากาศเพิ่มขึ้นบ้าง

    – การนำเข้า : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวดสินค้าจาก 1) สินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม จากไต้หวัน 2) หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค ตามการนำเข้าสินค้าไม่คงทนจากทั้งจีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ 3) หมวดเชื้อเพลิง ตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และ 4) หมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ตามการนำเข้าโลหะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวันเป็นสำคัญ

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรม : ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากปัจจัยชั่วคราวจากทั้งกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออก น้อยกว่า 30% ที่ลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นรายใหญ่ ซึ่งจะทยอยกลับมาผลิตในเดือน ส.ค. และกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% ที่ลดลงจากหมวดยานยนต์ ตามการหยุดผลิตชั่วคราวของโรงงานบางแห่ง เพื่อย้ายโรงงานและปรับลดกำลังการผลิต

    อย่างไรก็ดี หากไม่รวมผลของปัจจัยชั่วคราวในหมวดปิโตรเลียม และยานยนต์ดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตเครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ สอดคล้องกับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    – ภาคบริการ : เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำ และขจัดปัจจัย ฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดยกิจกรรมในภาคการค้าลดลงสอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ภาคการขนส่งสินค้าลดลงตาม แม้ว่ายอดขายรถยนต์จะขยายตัว ด้านกิจกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวลดลงจากทั้งธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร และการขนส่งผู้โดยสาร สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

    – รายได้เกษตร : รายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด ส่วนหนึ่งจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่ขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยราคาข้าวขาว ยางพารา และมันสำปะหลัง ลดลงจากทั้งผลผลิตของไทยและโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาผลไม้ เช่น ทุเรียน และลำไย ลดลงจากผลผลิตที่ขยายตัวเช่นกัน ประกอบกับราคาทุเรียน ได้รับผลเพิ่มเติมจากอุปสงค์รับซื้อที่ลดลงตามความกังวลต่อการตรวจสอบสารตกค้างที่อาจล่าช้าของจีน

    – การใช้จ่ายภาครัฐ : การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ทั้งจากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายงบบุคลากร บำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ส่วนรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวตามการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอนหดตัวจากผลฐานสูงในปีก่อน ที่มีการเร่งเบิกจ่ายหลัง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้

    – ภาวะการเงิน : การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด (rollover) ด้านการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม และปิโตรเลียม อย่างไรก็ดี การระดมทุนผ่านตลาดทุน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจให้บริการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 25 ส.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    – อัตราแลกเปลี่ยน : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เดือนกรกฎาคม ถึง 25 สิงหาคม 2568 เงินบาทเฉลี่ยปรับแข็งค่าขึ้นจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมทั้งผลการเจรจาอัตราภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด

    ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เดือนกรกฎาคม 2568 เฉลี่ยปรับแข็งค่าจากเดือนมิถุนายน ตามเงินบาทที่เคลื่อนไหวนำสกุลคู่ค้าคู่แข่ง ภายหลังผู้ร่วมตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ต่อไทย ขณะที่เดือนสิงหาคม (ข้อมูลถึง 25 สิงหาคม 2568) ดัชนีค่าเงินบาทเฉลี่ยทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจ : อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดยอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสด ลดลงตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานลดลง ตามราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ชะลอลงจากผลฐานสูงของราคาอาหารสำเร็จรูปในปีก่อน และราคาของใช้ส่วนตัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อนทั้งภาคการผลิต และภาคบริการ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการจ้างงานในระยะข้างหน้าและการกลับมามีงานทำของผู้ว่างงานเดิม เนื่องจากสัดส่วนผู้ขอสิทธิว่างงานรวมและรายใหม่ต่อผู้ประกันตนรวมปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อย ตามดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน ตามการส่งกลับกำไรไปต่างประเทศที่น้อยลง หลังพ้นช่วงฤดูกาลจ่ายปันผล

    – ภาคอสังหาริมทรัพย์ ไตรมาส 2/2568 : ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบ และอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ อุปสงค์ที่ซบเซา และอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด

    สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย จากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G-tlYIjCfZym1HwwoeSLF

  • Trip กำไรQ2สุดแจ่ม รับท่องเที่ยวแกร่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Trip กำไรQ2สุดแจ่ม รับท่องเที่ยวแกร่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Trip.com โดย บล.ทิสโก้ ระบุว่า จากผลประกอบการ Q2/25 ดีกว่าคาด โดยมีกําไรสุทธิ (Non-GAAP) อยู่ที่ RMB5.Obn (+1% YoY, 20% QoQ) ดีกว่าที่ตลาดคาด 15%

    Slightly Positive View จากการควบคุมค่าใช้จ่ายช่วยหนุน การเติบโตของกําไร และแนวโน้ม demand การท่องเที่ยวยั่ง แข็งแกร่ง คงคําแนะนํา “ซื้อ”

    Jefferies คงคําแนะนํา “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมาย 9961 HK ขึ้นเป็น HKD659/sh จาก HKD621/sh และ TCOM US ที่ US$85 จาก USร80 คิดเป็น Bt2.74/sh สําหรับ TRIPCOM80 จากการปรับประมาณการกําไรขึ้น 9% โดย Jefferies คาด Non-GAAP Profit growth ใน FY25F ที่ 11% vs. Bloomberg Consensus คาด -2% (อยู่ในช่วงการปรับประมาณการ)

    PER ปัจจุบันอยู่ที่ 18เท่า เท่า สําหรับ FY25F และ 15เท่า สําหรับ FY26F หากนักลงทุนสนใจ สามารถลงทุนผ่าน DR : THIPCOM80

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573593/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25yUB9Huau_qDq1vZwhP8l

  • เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เป็นที่ทราบกันดีว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมักมาพร้อมความเสี่ยงด้านการลงทุน เนื่องจากต้นทุนที่สูงลิ่วแต่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลายประเทศลังเลที่จะรับเป็นเจ้าภาพ ทว่าประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB Women’s World Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    วอลเลย์บอล: กีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะแสดงความกังวลต่อกระแสวอลเลย์บอลหญิงไทยที่อาจซบเซาลงจากผลงานใน Volleyball Nations League (VNL) ที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ได้ลบล้างความกังวลเหล่านั้น เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า การแข่งขันนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนการจัดงานเพียง 1,124 ล้านบาท แม้การแข่งขันจะยังไม่สิ้นสุดลง

    มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากหลายส่วน ได้แก่

    • ด้านการประชาสัมพันธ์: สร้างมูลค่าสูงถึง 5,596.5 ล้านบาท จากยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังทั่วโลกกว่า 1,300 ล้านคน
    • ด้านการท่องเที่ยว: สามารถสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติกว่า 768.3 ล้านบาท
    • ด้านเศรษฐกิจโดยรวม: กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในพื้นที่การจัดงานสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,070.9 ล้านบาท

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำแคมเปญ “Sport Tourism” โดยมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรเข้าชม สามารถใช้เป็นส่วนลดหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    “หัวใจสีเขียว” สู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานกีฬาให้เป็นแบบ “Green & Sustainable” หรือ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน” ตามนโยบายของ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นแนวคิดนี้ให้เป็นหัวใจหลักของการจัดงาน

    การแข่งขันจึงยึดตามหลักการ Green Heart Event Criteria ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของการจัดงานอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนร่วม การนำแนวคิดนี้มาใช้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจสีเขียวและยกระดับมาตรฐานการจัดงานของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์: พลังของกองเชียร์ชาวไทย

    สิ่งที่ทำให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยแตกต่างและโดดเด่นจากที่อื่น คือพลังของ “กองเชียร์ชาวไทย” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความกระตือรือร้นและพลังบวก นักกีฬาระดับโลกหลายคนต่างกล่าวว่าการแข่งขันในประเทศไทยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง ยิ่งในแมตช์ที่ทีมไทยลงแข่งขัน บัตรเข้าชมถูกจองเต็มทุกที่นั่ง และแม้ในเกมที่ไม่มีทีมไทย กองเชียร์ก็ยังคงเข้าชมอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอลอย่างแท้จริง

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    พลังของกองเชียร์ไทยไม่เพียงสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็น “เสน่ห์” ที่ดึงดูดนักกีฬา แฟนคลับจากทั่วโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ให้มอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าทีมใดที่ได้แข่งขันในประเทศไทย ก็จะรู้สึกราวกับได้เล่นอยู่ในบ้านของตนเอง

    ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และกีฬา ได้ยืนยันสถานะของประเทศไทยในฐานะ “เมืองหลวงแห่งวอลเลย์บอล” และลูกรัก FIVB (สหพันธ์วอลเลย์บอลนานานชาติ) แห่งศตวรรษนี้อย่างสมศักดิ์ศรี เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729521&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g1ewvs2GRHXSyAAScndsf

  • อบจ.เชียงใหม่ ปล่อยหงส์ 10 ตัว สวนเฉลิมพระเกียรติ ดันแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

    อบจ.เชียงใหม่ ปล่อยหงส์ 10 ตัว สวนเฉลิมพระเกียรติ ดันแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

    วันนี้ (28 สิงหาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังสวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) ถนนคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพหงส์จำนวน 10 ตัว เป็นหงส์ขาว 2 ตัว และหงส์ดำอีก 8 ตัว มาปล่อยในวันนี้เป็นวันแรก พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาชมความสวยงามและถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

    พิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนพร้อมกับอีกหลายท่าน ได้รวบรวมเงินเพื่อซื้อหงส์ดำจำนวน 8 ตัว และหงส์ขาวอีก 2 ตัว สายพันธุ์ประเทศเยอรมนี มาจากฟาร์มในจังหวัดเพชรบุรี โดยหงส์ขาวคู่ละ 130,000 บาท ส่วนหงส์ดำตัวละ 30,000 บาท

    ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้สัตว์ที่มีความน่ารัก สวยงาม มาช่วยสร้างบรรยากาศภายในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับพื้นที่ ซึ่งการมีหงส์ นอกจากช่วยเพิ่มความสวยงาม แสดงถึงความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นมุมพักผ่อนเชิงธรรมชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่ง

    ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่สำหรับชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    พงศ์มนัส ทาศิริ

    ช่างภาพประจำการเชียงใหม่ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/chiangmai-swan-landmark/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18TC4LReyNW__WNb4-t9e7

  • แจกพิกัด! ถ่ายรูปสวย ทุ่งคอสมอส สวนรถไฟ 2025 สุดปัง !

    แจกพิกัด! ถ่ายรูปสวย ทุ่งคอสมอส สวนรถไฟ 2025 สุดปัง !

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/9D1loOAg60JM&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tOqeo9UDJt4IhK-1P3OG1

  • ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    เศรษฐกิจ

    ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย นม.4040 แยก ทล.2365 – บ้านโคกใบบัว อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้เรียบร้อยแล้ว 

    ถนนสายดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนและแหล่งเกษตรกรรม เชื่อมต่อสถานที่ราชการและเป็นเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสภาพถนนเดิมบางช่วงชำรุดเสียหายเนื่องจากการใช้งานเป็นระยะเวลานานประกอบกับมีปริมาณการจราจรมากกว่า 3,600 คัน/วัน โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งผ่านเป็นประจำ จึงมีความจำเป็นต้องขยายความกว้างและปรับปรุงโครงสร้างทางให้มีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น โดย ทช. ได้ดำเนินการก่อสร้างขยายช่องจราจรและปรับปรุงชั้นพื้นทาง โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING  รวมระยะทางดำเนินการ 4.082 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ใช้งบประมาณรวม 37.920 ล้านบาท โดยแบ่งลักษณะการก่อสร้าง ดังนี้ 

    – ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ กม.ที่ 4+425 ถึง กม.ที่ 5+550 ระยะทาง 1.125 กิโลเมตร  

    – ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ กม.ที่ 7+935 ถึง กม.ที่ 9+500 ระยะทาง 1.565 กิโลเมตร

    – ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ กม.ที่ 10+062 ถึง กม.ที่ 11+375 ระยะทาง 1.313 กิโลเมตร พร้อมขยายความกว้างของถนนเดิม จาก 8.00 เมตร เป็น 12.00 เมตร

    – ช่วงที่ 4 ตั้งแต่ กม.ที่ 11+850 ถึง 11+929 ระยะทาง 0.079 กิโลเมตร

    ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้การเดินทางของประชาชนสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวบริเวณเขื่อนลำแซะ ที่สามารถชมวิวธรรมชาติ และสะพานไม้ 100 ปี ที่ทอดยาวผ่านทุ่งนาสวยงามเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และยกระดับมาตรฐานชั้นทาง เพื่อรองรับการขนส่งพืชผลทางการเกษตรให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/444214&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pTknbunvxUPAbaUgIxQtn

  • กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐานการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวังที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jO6qLdeKZSa-Aa1y7Jj__

  • ทรู อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่

    ทรู อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่

    ทรู คอร์ปอเรชั่น อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่ เปิดเต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz ยกระดับประสิทธิภาพมือถือรองรับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ภาคเหนือ

    True Corporation Upgrades 5G Coverage in Nimman-Chiang Mai Airport

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้ายกระดับเครือข่าย 5G ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งอัปเกรดเปิดใช้เต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz บนคลื่น 2600 MHz เพิ่มอีกหลังทยอยเปิดในพื้นที่สำคัญหลายจังหวัด ล่าสุดเสริมประสิทธิภาพการใช้งานดิจิทัลย่านนิมมานเหมินท์ และสนามบิน จ. เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งยอดนิยมและมีการใช้งานหนาแน่นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อความเร็วสูงสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดอันดับ 1 ภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลที่เหนือกว่าสำหรับทั้งลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทค

    การเร่งพัฒนาเครือข่าย 5G และ 4G ในเชียงใหม่เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจะเสร็จทั่วประเทศราวเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานดิจิทัล และ 5G ที่เพิ่มขึ้น ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นมีจำนวนผู้ใช้ 5G ทั่วประเทศสูงถึง 14.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ข้อมูลไตรมาส 2/2568)

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำคลื่นความถี่ 2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นหลักของ 5G มาพัฒนาอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ โดยสามารถอัปเกรดใช้งาน 5G เต็มแบนด์วิดท์จำนวน 90 MHz ซึ่งตามปกติผู้ให้บริการมือถือทุกรายต้องแบ่งความจุแบนด์วิดท์ของคลื่น 2600 MHz เพื่อเปิดใช้งานทั้ง 5G และ 4G ร่วมกัน เพราะต้องนำมารองรับผู้ใช้งาน 4G ซึ่งมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถเปิดใช้งาน 5G ได้เต็มแบนด์

    หลังการประมูลคลื่นความถี่จาก สำนักงาน กสทช. ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ครบที่สุดในไทยด้วย 8 คลื่นความถี่ครอบคลุมทุกย่าน ทั้งคลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง ได้แก่ 700 MHz, 900 MHz, 1500 MHz, 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz โดยสามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย และมอบประสบการณ์ 5G-4G เหนือระดับให้คนไทย

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ชนะการประมูลคลื่น 2300 MHz ซึ่งมีแบนด์วิดท์กว้างถึง 70 MHz มาเปิดใช้งาน 4G อย่างต่อเนื่องได้ทันที จึงทำให้นำคลื่น 2600 MHz มาปลดล็อกเปิด 5G ได้เต็มศักยภาพ และยังสามารถนำคลื่น 2300 MHz มาพัฒนาเพื่อใช้ 5G ในอนาคตได้อีกด้วย รวมทั้งได้ประมูลคลื่น 1500 MHz จำนวน 20 MHz ซึ่งเป็นคลื่นใหม่ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาเครือข่ายสู่อนาคตอีกด้วย

    เชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภาคเหนือ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 5 ของประเทศไทย รองจากกรุงเทพฯ, ชลบุรี, กาญจนบุรี และภูเก็ต และเป็นอันดับหนึ่งในภาคเหนือ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่เติบโตสูงถึง 6.55% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้ความต้องการใช้งานเครือข่ายสื่อสารและอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทรู คอร์ปอเดรชั่น มุ่งขยายสัญญาณ 5G และ 4G ในเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและยกระดับประสบการณ์ของผู้มาเยือน

    พื้นที่หลักสองแห่ง จ.เชียงใหม่ สู่การอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz

    • ย่านนิมมานเหมินท์ – นับเป็นย่านหัวใจเศรษฐกิจ การจัดอีเวนต์ และจุดรวมไฮไลท์สำคัญของคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมร้านค้า สถานที่พัก คาเฟ่ และพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) ที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแหล่งยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางดิจิทัล (Digital Nomads) ที่ทำงานผ่านออนไลน์และต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
    • สนามบินเชียงใหม่ – ศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญของภาคเหนือที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยรองรับผู้โดยสารชาวไทยและต่างชาติประมาณ 8.5-11 ล้านคนต่อปี และมีปริมาณรถเข้าออกสนามบินประมาณวันละ 20,000-30,000 คัน

    นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“เราดำเนินการอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz ให้เต็มประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องทั่วไทย โดยครั้งนี้เรามุ่งพัฒนาที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำคัญของภาคเหนือ เครือข่ายของเราจะตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพสูง เพิ่มประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่”

    Network Modernization เครือข่ายที่สมบูรณ์แบบ ตอกย้ำ ทรู 5G คว้าตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน จาก nPerf

    โครงการยกระดับโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ทำให้ลูกค้าทั้งทรูมูฟ เอช และดีแทค ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายที่ผสานจุดแข็งเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดยลูกค้าทั้งสองแบรนด์สามารถใช้งานบนเครือข่ายเดียวกันด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งของการผนึกกำลังครั้งนี้สะท้อนชัดจากผลการประเมินของสถาบัน nPerf ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบคุณภาพเครือข่ายระดับโลก ที่จัดอันดับให้ทรู 5G ครองตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2559–2567 โดยผลสำรวจผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน nPerf ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2567 ในรายงาน nPerf 2024 ระบุว่า ทรูมูฟ เอช ครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ด้วยคะแนนรวมสูงสุด 104,336 คะแนน ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 37.33 เมกะบิตต่อวินาที และค่า Latency ต่ำที่สุดเพียง 23.83 มิลลิวินาที ขณะที่ดีแทคโดดเด่นในด้านคุณภาพการใช้งานจริง (Quality of Experience) มอบประสบการณ์การท่องเว็บ (Web Browsing) และการรับชมความบันเทิงแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเมื่อผนึกเครือข่ายร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์จะได้รับประสบการณ์เครือข่ายที่ดีที่สุดร่วมกันอย่างแท้จริง

    เรื่องน่าสนใจเพิ่มเติม:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/true-corporation-upgrades-5g-coverage-in-nimman-chiang-mai-airport/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qU4Fl_rgUubEkQJLEIGco

  • ‘คลัง’ ชี้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจก.ค. ห่วงลงทุน-ท่องเที่ยวแผ่วจับตาครึ่งปีหลัง

    ‘คลัง’ ชี้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจก.ค. ห่วงลงทุน-ท่องเที่ยวแผ่วจับตาครึ่งปีหลัง

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 ยังรับอานิสงส์ส่งออกโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ส่วนลงทุน-ท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มแผ่ว แจงดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคชะลอ โอดเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า-ค่าครองชีพสูง กังวลความขัดแย้ง พร้อมเกาะติดทิศทางส่งออก-การผลิตอุตสาหกรรมครึ่งปีหลัง จากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มมีผล ส.ค.

    28 ส.ค. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 2568 ว่า ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวม อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขณะที่การส่งออก ยางพารา ข้าว และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทย อย่างสหรัฐฯ จีน และและญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 51.7 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพรวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -4.3%

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสัญญาณชะลอตัวลงด้วย โดยในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย รวม 2.61 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -15.9% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 21.8 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.5% แ

    “จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ก.ค. 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 7.8% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และผลผลิตในหมวดไม้ผล เป็นต้น ส่วนภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากระดับ 87.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือ และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ -0.70% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.84% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 อยู่ที่ 64.2% ต่อจีดีพี ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 261.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/851665/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dz329dfqPKlNMmgSulZ76