Category: ท่องเที่ยว

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตไม่ถึง 1% ครึ่งปีหลัง SCB EIC ชี้รากยาวถึงปี 69

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตไม่ถึง 1% ครึ่งปีหลัง SCB EIC ชี้รากยาวถึงปี 69

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ได้มีการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัว 1.8% จากเดิม 1.5% และปี 69 เพิ่มเป็น 1.5% จากเดิม 1.2% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก 

    โดยสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/68 ที่ประกาศออกมา ขยายตัวได้ 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัว ส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังอาจขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1% ซึ่งเป็นการชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงปี 69 โดยแรงส่งหลักที่จะแผ่วลง ประกอบด้วย

    • การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตไม่ถึง 1% ครึ่งปีหลัง SCB EIC ชี้รากยาวถึงปี 69

    • การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 68 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 69 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดน อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง
    • การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2/68 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้า จากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ
    • แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 67 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง

    SCB EIC ระบุอีกว่า ในระยะสั้นแม้อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าไทยจะเหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกร และผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้างนั้น

    แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมา หากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ประกอบด้วย

    • สินค้าส่งออกที่มี Import content สูง เสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40%
    • การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ
    • การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น

    ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลก จะเป็นไปได้ยากขึ้น

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก

    โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ 

    สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมาก และปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637174&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11rwgXpmxbb9EyrBQsH6LQ

  • วิสาหกิจชุมชนสวนไผ่มีสุข แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคาร์บอนต่ำ ใช้นวัตกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ตลอดปี

    วิสาหกิจชุมชนสวนไผ่มีสุข แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคาร์บอนต่ำ ใช้นวัตกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ตลอดปี

    นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดนโยบายการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย โดยการนำทรัพยากรทางการเกษตร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานกับกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งให้ประโยชน์อย่างมากในหลายด้าน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายผลผลิตอย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้เสริมจากนักท่องเที่ยว เช่น ค่าเข้าชม ค่าอาหาร ที่พัก ของที่ระลึก ฯลฯ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การขายผลผลิตหรือแปรรูปภายในแหล่งท่องเที่ยว สามารถตั้งราคาสูงขึ้นเพราะมีประสบการณ์เชิงเรื่องราว (Storytelling) ร่วมด้วย ส่งเสริมการเรียนรู้และภูมิปัญญาให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ได้เรียนรู้วิถีเกษตรแบบไทย เช่น ปลูกข้าว ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ กระจายรายได้สู่ชนบท ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะชุมชนชนบทสามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งจากการท่องเที่ยว รวมทั้งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์วิถีชีวิตเกษตรดั้งเดิม วิสาหกิจชุมชนสวนไผ่มีสุข จึงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ประสบความสำเร็จในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคาร์บอนต่ำ ใช้นวัตกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ให้สมาชิกตลอดทั้งปี

    นางสโรชา สุติภวัน เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนไผ่มีสุข กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ปลูกไผ่จำนวน 11 ราย และก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไผ่มีสุข เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ตั้งอยู่ที่ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เดิมทีเป็นสวนยางพารา แต่ให้ผลผลิตไม่คุ้มค่า อีกทั้งยังประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง จึงมองหาพืชทางเลือกที่เหมาะสม จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกปลูกไผ่แทนยางพารา เพราะไผ่เป็นไม้ที่ปลูกง่ายและโตเร็ว ปลูกได้ในทุกสภาพอากาศและดินทุกชนิด สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี และปล่อยก๊าซออกซิเจนจากกระบวนการสังเคราะห์แสง สร้างอากาศบริสุทธิ์ให้แก่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกสดชื่นเมื่อได้มาเที่ยวสวนไผ่ จึงได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบ Wellness ที่ผสานระหว่างการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เน้นการฟื้นฟูทั้งกายและใจผ่านกิจกรรมธรรมชาติบำบัด เรียนรู้กิจกรรมเกษตร ชิมอาหารปลอดสารพิษที่ผ่านการรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ด้วยนวัตกรรมการแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์จากทุกส่วนของไผ่ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มได้ทุกส่วน เช่น หน่อไม้สามารถนำมาบริโภคสดและทำเป็นส้มตำหน่อไม้สด หน่อไม้ต้ม หน่อไม้ดอง หน่อไม้อบแห้ง ใบไผ่สามารถนำมาแปรรูปเป็นใบไผ่อบแห้ง น้ำใบไผ่ชงร้อน น้ำใบไผ่เย็น วุ้นไผ่กรอบ ต้นไผ่สามารถแปรรูปเป็นถ่านดูดกลิ่น เครื่องจักรสาน ชิปไผ่ สบู่ถ่านไผ่ ขุยไผ่สามารถนำมาเป็นวัสดุปลูกเห็ดเยื่อไผ่ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รากไผ่สามารถแปรรูปเป็นปุ๋ยรากไผ่ ฯลฯ

    ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไผ่มีสุข ยังคงพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้พัฒนาอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำใบไผ่ โดยการนำนวัตกรรมสเฟียริฟิเคชั่น (Spherification) ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งของการทำอาหารแบบโมเลกุล่าแกสโตรโนมี (Molecular Gastronomy) จนเกิดเป็นใบไผ่คริสตัล ที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ เกิดเป็น “นมนางยักษ์” และ “นมนางเงือก” เป็นเมนูเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสวนไผ่มีสุข อีกทั้งยังมี “สุขสำราญมิกซ์” เครื่องดื่มเมนูใหม่ พัฒนาต่อยอดมาจากการนำน้ำชาใบไผ่มาหมักด้วยจุลินทรีย์และยีสต์ เพื่อให้ได้ชาหมักที่เรียกว่าคอมบูชา (Kombucha) อุดมไปด้วยโปรไบโอติก (Probiotics) ที่ดีต่อสุขภาพ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว เปิดให้บริการทุกวัน ติดต่อเยี่ยมชมได้ที่ Facebook สวนไผ่มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237872&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o0AUkC4E4pgZK59uh6GyK

  • ส่องแผน IR เวียดนามจากคาสิโนสู่ “เครื่องจักรเศรษฐกิจท่องเที่ยว”

    ส่องแผน IR เวียดนามจากคาสิโนสู่ “เครื่องจักรเศรษฐกิจท่องเที่ยว”

    การพัฒนาคาสิโนในเวียดนามไม่ใช่เรื่องของ “โต๊ะพนัน” เพียงอย่างเดียว แต่ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของ “เครื่องจักรเศรษฐกิจท่องเที่ยว” ขนาดใหญ่ ผ่านโมเดล Portfolio แบบเดียวกับสิงคโปร์และมาเก๊า กล่าวคือ รายได้ไม่ได้มาจากการพนันเป็นหลัก แต่กระจายไปยังโรงแรม รีสอร์ท การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

    ปัจจุบันเวียดนามมีคาสิโน ที่เปิดให้ชาวต่างชาติใช้บริการราว 8–9 แห่ง โดยเฉพาะ “Corona Resort & Casino” ที่ ฟู้โกว๊ก เคยทำสถิติสูงสุดถึง นักท่องเที่ยวกว่า 10,000 คนต่อวัน ในช่วงพีค ซึ่งสะท้อนศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวเชิงบันเทิงในประเทศ ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น Ho Tram Strip และ Hoiana กำลังกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของการท่องเที่ยวระดับบน ด้วยจำนวนห้องพักรวมกว่า 2,000–3,000 ห้อง ภายใต้แบรนด์ระดับโลกอย่าง InterContinental และ Holiday Inn ที่ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    อีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญคือ MICE & Golf Tourism ซึ่งโครงการ IR ในเวียดนามใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม โดยลงทุนสร้างสนามกอล์ฟมาตรฐานสากล และศูนย์ประชุมรองรับอีเวนต์ระดับเอเชียตะวันออก ตลาดนี้ถือว่ามีกำลังซื้อสูงมาก โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2–3 เท่า

    นอกจากนี้ การเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ยังเป็นกลไกเร่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในโครงการใหม่ล่าสุด Van Don Integrated Casino and Tourism Complex ที่จังหวัดกว๋างนิงห์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7.3 หมื่นล้านบาท)  ซึ่งถูกวางให้เป็นฐานท่องเที่ยวและการค้าระดับนานาชาติ ด้วยการลงทุนในสนามบินและท่าเรือสำราญ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และการพัฒนาเมืองใหม่ในอนาคต
     

    หากรวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเวียดนามประเมินว่า IR แต่ละแห่งสามารถสร้างมูลค่าการลงทุนมากกว่า 2–4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ต่ำกว่า 10,000–15,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคาสิโนเป็นเพียง “หนึ่งฟันเฟือง” ในเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ามาก
     

    สิ่งที่ทำให้เวียดนามโดดเด่นไม่ใช่เพียงโมเดลทางเศรษฐกิจ แต่คือ วิธีคิดด้านกำกับดูแล ที่อาศัยกลยุทธ์ “Regulatory Incrementalism” หรือการเปิดเสรีแบบค่อยเป็นค่อยไป และอิงข้อมูลจริงในการตัดสินใจ รัฐบาลเวียดนามเลือกที่จะไม่รีบเปิดเต็มรูปแบบ แต่ทดลองเป็นเฟส ๆ แล้วปรับกฎตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง

    ตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ใช้ระบบพิสูจน์รายได้ขั้นต่ำก่อนอนุญาตให้คนเวียดนามเข้าคาสิโน ก็มีการทดลองปรับมาเป็นระบบ “ตั๋วเข้าคงที่” ที่ควบคุมได้ง่ายกว่า หรือจากการเริ่มทดลองที่ฟู้โกว๊กเพียงแห่งเดียว ก็ขยายผลไปยัง Van Don เมื่อเห็นสัญญาณว่าระบบการกำกับดูแลทำงานได้จริง

    มาตรการป้องกันปัญหาสังคมก็ถูกออกแบบอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น อายุขั้นต่ำ 21 ปี สำหรับผู้เล่น, สิทธิของครอบครัวในการขอให้รัฐกีดกันสมาชิกที่มีพฤติกรรมเสี่ยง, การติดตั้งกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบเก็บข้อมูลย้อนหลังถึง 180 วัน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงการบังคับใช้การชำระเงินด้วยสกุลเงินด่ง เพื่อลดความเสี่ยงการฟอกเงินและสร้างความมั่นคงทางการเงิน

    แนวทางแบบ “เดินทีละก้าว แต่ไม่หยุดเดิน” นี้ สะท้อนความระมัดระวังของเวียดนามที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการป้องกันผลกระทบทางสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคที่กำลังพิจารณาโมเดล Entertainment Complex หรือการเปิดเสรีคาสิโนในอนาคต

    อ้างอิง:

    www.gamblinginsider.com

    vir.com.vn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966064&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gUOTX9_YnR4bmARzHJ8nb

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช” | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 22:04

    นครหลินจือ เขตปกครองตนเองทิเบต มีหมู่บ้านห่างไกลชื่อ “กาไล” ที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช (Peach Blossom Economy)” .

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
    .
    แม้จะมีประชากรเพียง 149 คน แต่ฤดูชมดอกพีชปีนี้ หมู่บ้านกาไลมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน สร้างรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมและการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวมากถึง 3.7 ล้านหยวน (ประมาณ 17 ล้านบาท)
    .
    ในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้เคยเผชิญความยากจน ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่ถึง 2,000 หยวน (ประมาณ 9,200) จากการทำป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และปลูกข้าวบาร์เลย์
    .
    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในปี 2558 หลังได้รับความช่วยเหลือจากมณฑลกวางตุ้ง ในการพัฒนาการท่องเที่ยวดอกพีช ทำให้รายได้ต่อหัวของชาวบ้านในปี 2567 พุ่งเกิน 40,000 หยวน (ประมาณ 184,000 บาท) และรายได้รวมของทั้งหมู่บ้านแตะ 14 ล้านหยวน (ประมาณ 64.4 ล้านบาท)
    .
    กรกฎาคม 2564 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนทิเบต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน และได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติบนที่ราบสูง พัฒนาตราสินค้าการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน และร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ชายแดนที่มั่งคั่งและมั่นคง
    .
    ทิเบตเคยเผชิญความยากจนอย่างรุนแรง และมีอัตราความยากจนสูงที่สุดในจีน แต่สามารถยกเลิกสถานะความยากจนของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ 628,000 คน ภายในปี 2562 ในปี 2567 รายได้เฉลี่ยต่อหัวชาวทิเบตเพิ่มขึ้นกว่า 12.5% สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
    .
    คลิปจาก China Media Group

    TOPNEWS website - update 2025

    TOPNEWS website - update 2025

    ภาคเอกชนหนุนส่งเสริมอาชีพแม่บ้านแนวชายแดนบุรีรัมย์ หวังลดเครียด

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สะพานสูงสุดในโลกในกุ้ยโจว ทดสอบรับน้ำหนักบรรทุกเสร็จสิ้น

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สำรวจ’ขุนเขาเจี้ยวจื่อ’ ทางเดินยาวเด่นในคุนหมิง

    ยกทัพศิลปิน-โชว์ศิลปวัฒนธรรมสุดอลังการ ในงาน “มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” ชวนชมแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค

    โคราชเปิดศูนย์อาหารเฉพาะโรค”ปิ่นโต”มุ่งใช้อาหารเป็นยารักษาโรค NCDs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291014&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LzbL5vuW40GYp3UtRGuJL

  • ‘เผ่าภูมิ’ มองจีดีพีปีนี้ทะลุ 2.2% แรงหนุนครึ่งปีแรกโตแกร่ง

    ‘เผ่าภูมิ’ มองจีดีพีปีนี้ทะลุ 2.2% แรงหนุนครึ่งปีแรกโตแกร่ง

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน Thailand Focus 2025 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า กระทรวงการคลังได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีเป็นเติบโตที่ 2.2% ในปีนี้ และอาจจะโตมากกว่านี้ได้ 

    การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีความแข็งแกร่งขึ้น โดยได้แรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย และประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นผ่านประตูการค้าและระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญ

    การท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มตลาดระดับพรีเมียม เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ กีฬา และ MICE กำลังขยายตัว และสนับสนุนการจ้างงานในภาคบริการทั่วทุกภูมิภาค

    ในขณะที่เศรษฐกิจไทยปรับตัวไปกับกระแสโลก เศรษฐกิจในประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายได้ โดยเศรษฐกิจในครี่งปีแรกเติบโตได้ดี 3% ความท้าทายคือ การรักษาโมเมนตัมของการเติบโตในช่วงครึ่งแรกให้ยั่งยืน 
     

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีความแข็งแกร่งขึ้น โดยได้แรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเข้าถึงตลาดที่หลากหลาย และประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ที่ดีขึ้นผ่านประตูการค้าและระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญ

    การท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่มตลาดระดับพรีเมียม เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ กีฬา และ MICE กำลังขยายตัว และสนับสนุนการจ้างงานในภาคบริการทั่วทุกภูมิภาค

    ในขณะที่เศรษฐกิจไทยปรับตัวไปกับกระแสโลก เศรษฐกิจในประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายได้ โดยเศรษฐกิจในครี่งปีแรกเติบโตได้ดี 3% ความท้าทายคือ การรักษาโมเมนตัมของการเติบโตในช่วงครึ่งแรกให้ยั่งยืน 

    การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ซึ่งถือเป็นดีลที่ดีกว่าหากเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคก สินค้าไทยจำนวนมากมีโอกาสที่จะถูกเก็บภาษีในอัตราต่ำมากกว่า เพราะมีสัดส่วนการผลิตในประเทศมากกว่าหลายประเทศคู่แข่ง นายภูมิธรรมอ้างถึง ระบบภาษีตอบโต้ของสหรัฐที่จะเก็บภาษีสินค้าที่ถูกสวมสิทธิสูงกว่าภาษีสำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศคู่ค้า ประกอบกับตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอที่สูงเป็นประวัติการณ์ในครี่งปีแรก
     

    'เผ่าภูมิ' มองจีดีพีปีนี้ทะลุ 2.2% แรงหนุนครึ่งปีแรกโตแกร่ง

    นอกจากนี้รัฐบาลยังทำนโยบายปฏิรูปภาคตลาดทุนและตลาดการเงิน มีการออกผลิตภัณฑ์ทางการออกเงินระยะยาว กองทุน ThaiESGX พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน พันธบัตรสีเขียว หรือ Green Bond ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค ซึ่งคาดว่า พระราชบัญญัติจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็วๆนี้   

    'เผ่าภูมิ' มองจีดีพีปีนี้ทะลุ 2.2% แรงหนุนครึ่งปีแรกโตแกร่ง

    พื้นที่ทางการคลังยังคงมี เพราะหนี้สาธารณะไทยยังต่ำ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง ทั้งนี้ หากสถานการณ์จำเป็น รัฐบาลก็อาจจะมีมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกหลังจากที่ออกแพคเก็จการคลังมูลค่า 1.5 แสนล้านบาทไปแล้ว ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีช่องที่จะลดดอกเบี้ยได้อีก ซึ่งขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณา   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966055&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O_pgnkcs02HbZBLnXHv6G

  • ทช.ชวนสัมผัสธรรมชาติ ผ่านทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา-ทับปุด จ.พังงา

    ทช.ชวนสัมผัสธรรมชาติ ผ่านทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา-ทับปุด จ.พังงา

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

    ทางหลวงหมายเลข 4311 สายพังงา–ทับปุด ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ที่ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจรเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางสายธรรมชาติที่โดดเด่นของจังหวัดพังงา เต็มไปด้วยความงดงามของทัศนียภาพ วิถีชีวิตชาวบ้าน และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

    เส้นทางสายนี้เริ่มต้นจากตัวเมืองพังงา มุ่งหน้าสู่อำเภอทับปุด ผ่านภูเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้เขียวขจี และหมู่บ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างน่าประทับใจ ตลอดเส้นทางมีจุดแวะท่องเที่ยวมากมายให้  นักเดินทางได้สัมผัสและเพลิดเพลิน อาทิ

    จุดชมวิวท่าไทร วิวสวย ๆ ของริมทะเลที่มีความร่มรื่นของป่าไม้ และร่มเงาที่ให้ความรู้สึกได้พักผ่อน   จากการเดินทางไกลได้เป็นอย่างดี  น้ำตกเต่าทอง น้ำตกขนาดกลางท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน เล่นน้ำ หรือปิกนิกท่ามกลางเสียงน้ำไหลและเสียงนกในป่า  จุดชมวิวบ่อแสน “ลานจามจุรี บ่อแสน” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ไม่ควรพลาด ด้วยเสน่าห์ของต้นจามจุรียักษ์แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาในทุ่งหญ้ากว้างท่ามกลางขุนเขา และยังเป็นจุดพักผ่อนใกล้ตัวเมืองพังงาอีกด้วย จุดชมวิวบางพัฒน์ ชม ชิม ช็อป อาหารและสินค้าพื้นถิ่นที่ตลาดชมเล บ้านบางพัฒน์ ด้วยวิวตลาดติดทะเล ถ้ามีเวลาสามารถนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่สะท้อนกับชายหาด พร้อมเรียนรู้วิถีประมงแบบเรียบง่ายได้  จุดชมวิวทิวเขาและทะเลหมอกยามเช้า บริเวณเส้นทางบางช่วงสามารถมองเห็นวิวภูเขาและทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง การขับรถหรือเดินทางบนเส้นทางนี้จึงไม่ใช่เพียงการผ่านไป แต่คือการ “ท่องเที่ยวระหว่างทาง” ที่เต็มไปด้วยความสุข ความรู้ และความทรงจำ ทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา–ทับปุด จึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การมาเยือน ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อพักผ่อน หรือแวะชมระหว่างทาง เส้นทางสายนี้ก็พร้อมจะมอบประสบการณ์          ที่แตกต่างและเติมเต็มความหมายของการเดินทาง

    กรมทางหลวงได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาทางหลวงทุกสายให้มีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยในทุกเส้นทาง  เพื่อรองรับการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จัดให้มีจุดพักรถเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง เข้มแข็ง อย่างยั่งยืน กรมทางหลวงขอให้ประชาชนเดินทางด้วยความระมัดระวัง และสามารถสอบถามเส้นทางการจราจรหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่แขวงทางหลวงพังงา และหมวดทางหลวงในพื้นที่ และสายด่วน กรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909966&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x0iteZKq2rP4nr8szfC-k

  • ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย ยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย ยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย ยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    27 ส.ค. 2568 — นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง

    ในครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ AOT กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก สมาคมโรงแรมไทย Grab สภาหอการค้าไทย ร่วมนำเสนอแนวทางและมาตรการความปลอดภัยรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการวันที่ 27 กันยายน 2568 บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ผ่านการประเมิน 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่ 1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน 2) มาตรการความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay 3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย

    ททท.  มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #TrustedThailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sawnD6KmTy8Xvyp46VGCl

  • เอกชน ชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าท่องเที่ยว แนะเร่งสร้างแรงดึงดูดใหม่

    เอกชน ชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าท่องเที่ยว แนะเร่งสร้างแรงดึงดูดใหม่

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ส.ค. 68)

    นายวิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ประธานกรรมการ บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล [MINT] กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ในหัวข้อ “Beyond Recovery: Transforming Thailand’s Tourism for a Sustainable and High-Value Future”ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำของไทยและโลกแสดงความห่วงใยผลกระทบของความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการปะทะกันทางทหารตามแนวชายแดนที่ผ่านมา เพราะส่งผลกระทบต่อทั้งการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นควรให้กลับมาสู่สันติภาพโดยเร็ว ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาความไม่มีเสียรภาพการเมืองภายใน

    ขณะเดียวกันก็มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitics) ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ฮามาส ความขัดแย้งชายแดนระหว่างอินเดียกับปากีสถานที่ผ่านมา และก็เกิดปัญหาขัดแย้งชายแดนกัมพูชามาซ้ำเติมอีก เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ กระทบภาคท่องเที่ยวของไทยและของโลกนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกจากกัมพูชาเพื่อมาต่อเที่ยวบินที่ไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ลดลง โดยหันไปเวียดนามแทน

    การลงทุนภาคเอกชนไทยที่มีมูลค่าสูงมากกำลังได้รับผลกระทบจากกระแสการต่อต้านสินค้าไทยอย่างบมจ. ปตท. (PTT )ก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งผลกระทบเต็มที่ต่อธุรกิจไทยจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่สามปีนี้ หากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย

    นอกจากนี้ปัญหาหนึ่งของการท่องเที่ยวไทย คือ เที่ยวบินตรงไทย-ยุโรป มีไม่เพียงพอ นักท่องเที่ยวยุโรปต้องบินอ้อมไปต่อเครื่องที่ดูไบทำให้เสียเวลาในการเดินทาง และเมื่อไปถึงดูไบนักท่องเที่ยวก็อาจจะไปใช้เงินมากที่ตะวันออกกลางแทน ภาคธุรกิจโรงแรมจึงเฝ้ารอให้การบินไทยมีเครื่องบินเพิ่ม

    อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาทางกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้พบกับกระแสใหม่ ๆ ในการท่องเที่ยวของไทย ทั้งในด้าน sustainability และ wellness tourism ทางบริษัทได้เปิดเวลเนส คลินิก เพิ่มขึ้นหลายแห่ง ซึ่งแยกออกมาจากธุรกิจสปา และประสบความสำเร็จอย่างมาก จากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาจากเที่ยวบินระยะยาว รวมทั้งจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยังได้พบอีกว่านอกจากการมาท่องเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ปัจจัยด้านวัฒนธรรมก็ยังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม นายวิลเลียมก็เสนอแนะว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวยงาม ให้มีคุณภาพรองรับการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงดึงดูดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยว

    *ความท้าทายของ THAI ใน 10 ปีข้างหน้า

    ด้านนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. การบินไทย [THAI] ระบุว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การบินไทยได้ทำแผนงานระยะยาวเพื่อลดแบบของเครื่องบินที่บริษัทใช้ โดยก่อนหน้านี้ การบินไทยมีเครื่องบินถึง 8 แบบ แต่ตอนนี้จะลดลงไปเหลือเพียง 4 แบบ เพื่อลดต้นทุนการซ่อมบำรุง นอกจากนี้เรื่องสัดส่วนของการบินแบบ point to point กับการ connect ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะในอนาคต การเดินทางในเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตสูงที่สุดในโลก ดังนั้นเราก็ออกแบบเที่ยวบินให้เป็นไปตามข้อมูลนี้ โดยเฉพาะในครึ่งแรกของปีนี้ สัดส่วนของ direct flight กับ connect flight มาเป็น 80%:20%จากที่ก่อนหน้านี้ direct flight สูงมากกว่า 90%

    การวิเคราะห์ข้อมูลและนำมาจัดการทางธุรกิจเพื่อให้สามารถและได้รับผลตอบแทนมากขึ้น มีส่วนทำให้เราสามารถทำกำไรได้มากขึ้นด้วย

    นายชาย กล่าวว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เช่น การปิดน่านฟ้าของอิหร่านที่ผ่านมา หรือการปิดน่านฟ้ากัมพูชาทำให้ต้องปรับเส้นทางการบิน ต้องบินนานขึ้น ค่าใช้จ่ายน้ำมันมากขึ้น

    ในขณะเดียวกันสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นภาษีศุลกากรสูงทั่วโลก ทำให้คนยุโรปและแคนาดาเดินทางไปสหรัฐน้อยลง แต่เดินทางมาแถบเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ทำให้ การบินไทยได้ประโยชน์จึงถือเป็นโอกาสในวิกฤต

    สำหรับการดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา รัฐบาลไทยจะต้องเร่งสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย เพราะคนจีนยังออกท่องเที่ยวต่างประเทศมากแต่เดินทางไปประเทศอื่น มาไทยน้อยลง

    สำหรับความท้าทายของการบินไทยในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า คือผลกระทบจากห่วงโซ่การผลิตชะงักงันที่ผ่านมา และเครื่องบินที่มีชิ้นส่วนประกอบนับแสนชิ้น ที่ต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน โรคระบาดโควิดที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตลดการผลิต ปลดคนงานออก เมื่อโลกฟื้นจากโควิด ต้องมีการจ้างงานใหม่ แต่คนงานที่ออกไปไม่ยอมกลับมาทำงานเดิม ต้องใช้เวลาในการเทรนคนใหม่ ทำให้บริษัทการบินต่าง ๆ รวมทั้งการบินไทยยังประสบปัญหาจากการขาดแคลนพนักงงาน ปัจจุบันการบินไทยต้องหันมาให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนฝึกนักบินเพื่อที่จะได้คนมาให้ทำงานให้การบินไทยในอนาคต ท่ามกลางการแย่งชิงตัวพนักงานระหว่างสายการบินต่าง ๆ

    *Agoda ยก”กรุงเทพ”เมืองที่เที่ยวซ้ำมากที่สุด

    Mr. Damien Pfirsch, Chief Commercial Officer จาก Agoda Company ระบุว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในที่สองของประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ตามข้อมูลของ Agoda ซึ่งมีอัตราการเติบโต 17% ต่อปี และส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนั้นมาจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และที่อื่น ๆ ในเอเชีย

    นอกจากนี้คนที่เดินทางมาประเทศไทยมียอดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และเมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ นั้น ในข้อมูลของ Agoda เป็นเมืองที่มีผู้มาเที่ยวซ้ำมากที่สุด มาถึง 7 ปี ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ก็มีด้านที่ลดลงของการท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะจากตลาดจีน ที่เราต้องช่วยกันโปรโมทตลาดจีนให้มากยิ่งขึ้น

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7Q0IQCCOPUH8MNL45FU8CNDZHL304P&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UKFCiOX2j0Pd43uKa0lFL

  • ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว  | เดลินิวส์

    ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว  | เดลินิวส์

    ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว 

    “สส.อรัญ” พรรคชาติพัฒนา จี้ “รัฐ” แก้ปัญหา “ถนนข้าวสาร” ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5058262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WIED4wdY65nqM4hOLxuhj

  • บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    “สมศักดิ์” เผย บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าสากล กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว หวังดึงงบฯ กลับมาช่วยผู้ป่วยคนไทย ตั้งเป้า 3 ปี เข้าถึงบริการ 70%

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมี นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายวันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการผู้แทนแพทยสภา นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย รวม 35.54 ล้านคน พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.73 มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน บาดเจ็บ 28,463 คน โดยจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต กทม. และเชียงใหม่

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จึงได้เสนอแนวทางคือ 1.กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน 2.นำงบประมาณที่ได้ไปใช้โครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ (EMS for Wealth and Well Being) โดยที่ประชุมมีมติเห็นในชอบหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ ค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบ สพฉ.ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนิน กิจการของสถาบัน และแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ด้วย

    ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืน และเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต” คือภาพที่เราต้องการเห็นในประเทศไทยวันนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังเข้าไม่ถึงบริการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน เราจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของสถาบันรายได้เหล่านี้ จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ 1.กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ 3. พัฒนาระบบให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ 4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

    “เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รักษาชีวิต”แต่เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย แข่งขันได้ในเวทีโลกและเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

    ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะได้เริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตราศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง ทั้งเคสสีเหลือง สีแดง เพื่อนำมากำหนดราคา จะเร่งดำเนินการ ระยะเวลา 5-6 เดือน บริษัทประกันอาจเริ่มได้ ส่วนอื่นอาจจะใช้เวลา เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ สพฉ.จะหารือกับกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าร่วมแนวทางกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนคนที่มีประกันจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น กรณีนักท่องเที่ยวคงจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำได้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ หลังพระอลงกต ลาสิกขาแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่าห่วงว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่แล้ว จะไม่มีคนดู เพราะวัดมีผู้ช่วย มีคนทำงานจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีคนดูอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าสถานชีวาภิบาล ยังเดินได้ต่อ แต่สังคมยังกังวลว่า ผู้ป่วยจะถูกลอยแพ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมีคนดำเนินการ เพราะมีงบประมาณ มีคนบริจาคจำนวนมาก ถ้าลอยแพก็จะยุ่งไปใหญ่ คดีความจะมากไปอีก ดังนั้น ทำอะไรให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จะจบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/446583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KQNLKiH-yDabC-HZwnB60