Category: ท่องเที่ยว

  • อบจ.เชียงราย เดินหน้า “มอเตอร์สปอร์ตฮับ” ผสานความเร็ว-ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

    อบจ.เชียงราย เดินหน้า “มอเตอร์สปอร์ตฮับ” ผสานความเร็ว-ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

    เชียงรายกับสมการความเร็ว” อบจ.เชียงรายปักหมุด MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 ผลักดันเมืองสู่ “ศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ต” ระดับเอเชีย

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — ยามเช้าในลุ่มน้ำโขงที่ค่อย ๆ เผยสีทองของแสงอาทิตย์เหนือทุ่งชาและสายน้ำ ทุกสายตาของคนในพื้นที่กำลังหันมองไปทางเดียวกัน—เชียงแสน เมืองท่าประวัติศาสตร์กำลังจะแปรสภาพเป็น “สนามแข่งขันกลางแจ้ง” ที่ผสานความเร็ว เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เมื่อ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ประกาศเดินหน้าจัด MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 วันที่ 13–14 ธันวาคม 2568ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พร้อมตั้งเป้าสู่เวทีนานาชาติอย่างจริงจัง

    เบื้องหลังข่าวดีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดงานแข่งรถอีกหนึ่งรายการ หากคือ “เนื้อหาเชิงยุทธศาสตร์” ที่สอดรับกับนโยบายเมืองกีฬา–เมืองท่องเที่ยว ผ่านกรอบ “Chiang Rai Motorsport Hub” ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ อบจ.เชียงราย ร่วมมือกับภาคีระดับจังหวัด สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และสมาคมกีฬา วางแผนผลักดันเชียงรายให้เป็น Sport Tourism Destination ที่เดินเครื่องได้ตลอดทั้งปี

    จาก “เมืองชายแดน” สู่ “Motorsport Destination”

    เชียงรายมีจุดแข็งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม หนึ่งเท้าเหยียบ “สามเหลี่ยมทองคำ” อีกเท้าก้าวสู่ ล้านนาร่วมสมัย จุดเด่นนี้เองทำให้กิจกรรมกีฬาที่มีภาพลักษณ์ “เร้าใจ–ร่วมสมัย–เข้าถึงง่าย” อย่างมอเตอร์สปอร์ต กลายเป็นเครื่องมือเชื่อม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์–การท่องเที่ยว–ฮาร์ดแวร์โลจิสติกส์” ได้อย่างลงตัว การจัดงานใน เชียงแสน ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงและเป็นประตูเชื่อม ลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้ จึงไม่ใช่แค่การเลือก “สถานที่สวย” แต่คือการเลือก “จุดยุทธศาสตร์” ที่รองรับการเดินทาง การขนส่ง และรายได้ชุมชนในรัศมีรอบเมือง

    ภายใต้นโยบายเรือธงข้อที่ 5 ของ อบจ.เชียงราย คือ เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แผนงานมอเตอร์สปอร์ตทำหน้าที่เป็น “เครื่องเร่ง” ที่เพิ่มเหตุผลให้ผู้มาเยือนเดินทางนอกฤดูกาลหลัก และกระจายการใช้จ่ายไปยัง เชียงแสน–แม่สาย–แม่จัน–เมืองเชียงราย ตลอดแนวเหนือ–ใต้ของจังหวัด สอดรับกับแนวคิด “Chiang Rai Sport City” และแคมเปญระดับชาติ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการให้กีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานบริการ

     “MOTOR SPORT FESTIVAL 2025” – เวทีแข่งขันและอีเวนต์สร้างสรรค์

    กำหนดการ–สถานที่–ผู้จัด

    • วันที่จัด: 13–14 ธันวาคม 2568
    • สถานที่: ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
    • เจ้าภาพ/ผู้ดำเนินงาน: สมาคมกีฬามอเตอร์สปอร์ตจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ อบจ.เชียงราย และภาคีภาครัฐ–เอกชนในจังหวัด
    • กรอบงาน: การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตหลากประเภท/กิจกรรมเสริมทักษะความปลอดภัย/โซนแสดงผลงานยานยนต์–นวัตกรรม–สื่อสร้างสรรค์/ตลาดชุมชนและคอนเสิร์ตปลอดภัย

    สาระสำคัญ ของงานไม่ได้อยู่แค่ “เสียงเครื่องยนต์” หากคือ “ระบบนิเวศ” ที่ดึงผู้เกี่ยวข้องเข้ามาขับเคลื่อนพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิต–นำเข้าอะไหล่ ทีมแข่ง ช่างเทคนิค ผู้ประกอบการโรงแรม–ร้านอาหาร ผู้จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ไปจนถึงสถาบันการศึกษาและเยาวชนที่สนใจสายอาชีพด้านยานยนต์

    สัญญาณจากเวทีประชุม “Motorsport Hub” ขยับแล้ว

    เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (ห้องยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค) มีการประชุมคณะทำงาน “Chiang Rai Motorsport Hub” โดยมี นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เข้าร่วมกำกับทิศทางและติดตามความพร้อมของทุกฝ่าย การประชุมครั้งนี้ชี้ชัดว่าจังหวัดไม่ได้จัดงานแบบ “ปีต่อปี” อีกต่อไป แต่กำลัง วางรากฐานระยะยาว เพื่อก่อรูป “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจจังหวัดอย่างเป็นระบบ

    สาระจากผู้บริหาร (ถอดความใจความ) อบจ.เชียงรายยืนยันบทบาท “พี่เลี้ยงและแกนกลาง” ในการผนึกพลังกรม–กอง–องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ขับเคลื่อนกิจกรรมกีฬาและท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ สร้างเวทีระดับนานาชาติที่เชียงราย “จัดได้–จอดได้–จ่ายได้” ทั้งในเชิงมาตรฐานการแข่งขัน ความปลอดภัย และรายได้กระจายสู่ชุมชน

    สู่เวทีเอเชีย รายการนานาชาติ–ทีมแข่งกว่า 10 ประเทศ

    งานปีนี้ถือเป็น ปีที่ 3 ของการจัดต่อเนื่อง และยกระดับสู่ เวทีนานาชาติเต็มรูปแบบ มีทีมแข่งและนักกีฬาจาก กว่า 10 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนียประกาศเข้าร่วม อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เกาหลี สปป.ลาว ออสเตรเลีย รวมถึงทีมไทยผู้เป็นเจ้าบ้าน การเข้าร่วมของนานาชาตินอกจากสะท้อน “ความเชื่อมั่นเชิงมาตรฐาน” ของผู้จัดและพื้นที่แล้ว ยังช่วยสื่อสาร “แบรนด์เชียงราย” สู่สายตาแฟนความเร็วในต่างประเทศผ่านสื่อดิจิทัลของทีมและสำนักข่าวกีฬา

    ผลที่คาดหวังในเชิงพื้นที่ คือการเติมสภาพคล่องให้ โรงแรม–โฮมสเตย์–ร้านอาหาร–คาเฟ่–บริการท่องเที่ยว ตั้งแต่เชียงแสนจนถึงตัวเมือง โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะทาง (niche) ที่มี “ตะกร้าใช้จ่ายสูง” ทั้งค่าเดินทาง ค่าบริการโลจิสติกส์ ทีมเซอร์วิส และกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น ทริปชุมชน–ศิลปะร่วมสมัย–แลนด์มาร์กธรรมชาติของเชียงราย

    มาตรฐาน–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน 3 เสาหลักที่ผู้จัดชูเป็นธง

    เพื่อให้ “ความเร็ว” ไปคู่กับ “ความปลอดภัย” และ “ความยั่งยืน” คณะทำงานเตรียมมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

    1. มาตรฐานการแข่งขันและสนามชั่วคราว
      • ออกแบบพื้นที่แข่งขันแบบ “ปิดลูป” กำหนดจุดเข้า–ออกชัดเจน
      • วางแนวรั้ว–แนวกั้นดูดซับแรงกระแทก/โซนนิ่งผู้ชม–ทีมงาน–สื่อมวลชน
      • ซักซ้อมแผนฉุกเฉินร่วมกับตำรวจ–กู้ชีพ–โรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัด
      • กำหนดมาตรการตรวจสภาพรถ–อุปกรณ์ตามคู่มือกีฬามอเตอร์สปอร์ตของสมาคมฯ
    2. ความปลอดภัยสาธารณะ–การจราจร
      • จัดทำ Traffic Plan เชื่อมถนนสายหลัก–สายรอง พร้อม Park & Ride สำหรับผู้ชม
      • เพิ่มไฟส่องสว่าง–กล้องวงจรปิด–จุดบริการข้อมูล–จุด Lost & Found
      • มาตรการ “ดื่มไม่ขับ–ไม่ซิ่งนอกสนาม” ด้วยการรณรงค์ร่วมกับผู้ประกอบการ
    3. ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
      • บริหารจัดการ ขยะ–เสียง–ควัน ด้วยมาตรการคัดแยก/ลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง
      • ส่งเสริมการใช้บริการชุมชนและสินค้าโลคัลในโซนตลาดงาน สร้างรายได้หมุนเวียน
      • ถ่ายทอดองค์ความรู้ “Motorsport for Good” แก่เยาวชน—จากความปลอดภัยสู่ทักษะอาชีพ

    มาตรการทั้งสามเสา ไม่เพียงช่วยหล่อเลี้ยง “ความเชื่อมั่น” ของผู้เข้าร่วมและชุมชน แต่ยังเป็นเครื่องมือยกระดับมาตรฐานการจัดอีเวนต์ของจังหวัด เพื่อรองรับกิจกรรมกีฬาและเทศกาลรูปแบบอื่นในอนาคต

    มอเตอร์สปอร์ตกับ “ระบบนิเวศอาชีพใหม่” ของเยาวชนเชียงราย

    นอกสนามแข่ง ยังมี “สนามอาชีพ” ที่กำลังเปิดกว้าง ตั้งแต่ เมคคาทรอนิกส์–ไฟฟ้ายานยนต์–ดิจิทัลครีเอทีฟ–สื่อถ่ายทอดสด–โลจิสติกส์–ท่องเที่ยว ไปจนถึง Sports Marketing การที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมคณะทำงาน ทำให้สามารถออกแบบ คลินิกทักษะ และ โครงการสหกิจศึกษา เชื่อมกับทีมแข่งและผู้ประกอบการจริงในงาน ซึ่งเป็น “บทเรียนภาคสนาม” ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

    ในทางกลับกัน ภาคเอกชนได้แรงหนุนด้านคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะตรงจุด ลดเวลาปรับตัว และสร้างเครือข่ายบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์–อีเวนต์–ท่องเที่ยว ที่ต้องการ “มืออาชีพหน้าใหม่” อย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจท้องถิ่นจะได้อะไร เมื่อ “ความเร็ว” แปลงเป็น “รายได้”

    แม้ผู้จัดยังไม่ประกาศตัวเลขเป้าหมายผู้เข้าชม–รายได้โดยตรง แต่ประสบการณ์จัดงานต่อเนื่อง 2 ปีที่ผ่านมาสะท้อน “พฤติกรรมการใช้จ่ายสูงกว่าปกติ” ของแฟนมอเตอร์สปอร์ต—ตั้งแต่ที่พักมาตรฐานกลาง–บน อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงสินค้าที่ระลึกร่วมคอลเลกชัน ในระดับนโยบาย จึงเชื่อมโยงกิจกรรมนี้เข้ากับเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่ายของจังหวัด เช่น แคมเปญท่องเที่ยวปลายปี เส้นทางท่องเที่ยวชุมชน และเทศกาลศิลปะ–วัฒนธรรม เพื่อให้ผู้มาเยือน “อยู่นานขึ้น–ใช้จ่ายกว้างขึ้น–กลับมาอีกครั้ง”

    นอกจากนี้ เมืองชายแดนอย่าง เชียงแสน ยังมี “แต้มต่อ” เรื่องการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวข้ามแดน เมื่อเชื่อมต่อการเดินทางจาก บ่อแก้ว–หลวงน้ำทา–ท่าขี้เหล็ก เข้าสู่เชียงรายได้สะดวก—ทั้งทางถนนและทางน้ำ—ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน ธุรกิจทัวร์–รถเช่า–ล่องเรือแม่น้ำโขง ให้คึกคักยิ่งขึ้นในช่วงจัดงาน

    เมืองทั้งเมืองคือเวที” แผนเชื่อมอีเวนต์–แลนด์มาร์ก–วัฒนธรรมร่วมสมัย

    ความโดดเด่นอีกประการของงานปีนี้ คือแนวคิด “Citywide Festival” ที่ไม่ได้จำกัดอรรถรสไว้แค่สนามแข่งขัน แต่แตกแขนงกิจกรรมไปยังจุดท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กทั่วจังหวัด เช่น

    • ย่านศิลปะร่วมสมัย ในเมืองเชียงราย–ตลาดศิลปิน–พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
    • แลนด์สเคปธรรมชาติและชุมชน แถบดอยช้าง–ดอยแม่สลอง–แม่ยาว–ผาตั้ง–ภูชี้ฟ้า
    • วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และ คาเฟ่–คราฟต์ ที่เป็นตัวตนของเมือง
    • กิจกรรมครอบครัว และ วิถีชุมชนริมโขง ในเชียงแสน

    เมื่อผู้ชมงานมี “เหตุผลที่สอง–สาม” เพื่อท่องเที่ยวต่อหลังจบการแข่งขัน เม็ดเงินจะกระจายกว้างและยั่งยืนมากขึ้น

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ 5 KPI ที่จังหวัดตั้งใจวัดผล (เชิงแนวทาง)

    เพื่อให้การจัดงานไม่หยุดอยู่ที่ “ความรู้สึกคึกคัก” แต่แปรเป็นข้อมูลเชิงนโยบายที่ใช้ต่อยอดได้ คณะทำงานเตรียมติดตาม ตัวชี้วัด (KPI) สำคัญ ได้แก่

    1. อัตราการเข้าพักโรงแรม และ รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ในรัศมี 50 กม. รอบเชียงแสน
    2. สัดส่วนรายได้ที่เข้าชุมชน ผ่านโซนตลาดชุมชน–ทัวร์ชุมชน–โฮมสเตย์
    3. การจ้างงานชั่วคราวและอาสาสมัคร รวมถึงชั่วโมงฝึกปฏิบัติของนักศึกษา
    4. ความพึงพอใจด้านความปลอดภัย–การเดินทาง–การสื่อสาร ของผู้เข้าชม
    5. การรับรู้แบรนด์เชียงราย บนสื่อออนไลน์/สื่อกีฬาในต่างประเทศ (เชิงคุณภาพ)

    แม้ KPI บางตัวต้องอาศัยการเก็บข้อมูลร่วมกับภาคเอกชน แต่การมี “กรอบวัดผล” ที่ชัดเจน จะทำให้จังหวัดพูดคุยกับผู้สนับสนุน–นักลงทุน–ผู้จัดแข่งระดับทวีปในอนาคตได้อย่างมีน้ำหนัก

    เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ–ชุมชน “ความเร็วที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงแสนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า งานมอเตอร์สปอร์ตช่วยเติมลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ “วางแผนล่วงหน้า–จองยาว–จ่ายหนัก” ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ ความสะอาด–ระเบียบ–ผลประโยชน์ร่วม ซึ่งผู้จัดยืนยันว่า ตลาดชุมชน–บูธโลคัล–โซนกิจกรรมวิถีพื้นถิ่น จะเป็นองค์ประกอบหลักของงาน เพื่อให้ “คนในพื้นที่” คือหุ้นส่วนการเติบโตอย่างแท้จริง

    ความท้าทายที่ต้องจับตา โลจิสติกส์–การจราจร–ความปลอดภัย–สภาพอากาศ

    ทุกอีเวนต์กลางแจ้งมีความเสี่ยง จังหวัดจึงเตรียม แผนสำรอง และ การสื่อสารแบบเรียลไทม์ โดยร่วมมือกับตำรวจภูธร–ฝ่ายปกครอง–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อจัดการ การจราจรหนาแน่น–การจอดรถ–เส้นทางฉุกเฉิน พร้อมทั้งกำหนด มาตรการฝนตก/ลมแรง และ มาตรการดูแลสุขภาพผู้ชม ในช่วงอากาศเย็นของปลายปี

    ความท้าทายอีกด้านคือการประสาน ด่านชายแดน–ศุลกากร–ตรวจคนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกทีมแข่งต่างชาติให้ราบรื่น ซึ่งคณะทำงานระบุว่าจะตั้ง “One-Stop Coordination” สำหรับผู้ถือครองรถแข่ง–อุปกรณ์เฉพาะทาง–วีซ่าทีมงาน เพื่อให้การเดินทางเข้า–ออกประเทศไทยและจังหวัดเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน

     “จุดสตาร์ทร่วม” ของเมืองกีฬา–เมืองท่องเที่ยว

    MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 ไม่ใช่แค่ “งานแข่งรถ” หากคือ จุดสตาร์ทร่วม ของหลายมิติ—เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว กีฬาเยาวชน อาชีพใหม่ และความภาคภูมิใจของพื้นที่—ที่เชียงรายกำลังนำมาประกอบร่างเป็น “Chiang Rai Motorsport Hub” ให้เดินเครื่องต่อเนื่องทุกปี

    หากงานสามารถแสดงสมดุลระหว่าง มาตรฐาน–ความปลอดภัย–การมีส่วนร่วมของชุมชน ได้จริง เชียงรายย่อมมีโอกาสก้าวสู่ “หมุดหมายมอเตอร์สปอร์ตของเอเชีย” ที่ต่างชาติอยากกลับมาแข่งขันและท่องเที่ยวซ้ำ—ขณะเดียวกันชาวเชียงรายเองก็จะเห็นว่า ความเร็ว” สามารถวิ่งคู่กับ คุณภาพชีวิต” ได้อย่างแท้จริง

    ถ้อยคำสรุปเชิงนโยบาย (จับใจความ) อบจ.เชียงรายพร้อมทำหน้าที่ “คนกลาง” ให้ทุกฟันเฟืองหมุนไปด้วยกัน—นักกีฬา ผู้จัด ภาคธุรกิจ ชุมชน และสถาบันการศึกษา—เพื่อให้มอเตอร์สปอร์ตเป็นมากกว่าความมันบนถนน แต่เป็น “เมกะอีเวนต์” ที่ทิ้งมรดกเศรษฐกิจ–สังคมที่ยั่งยืนไว้ให้จังหวัด

    ข้อมูลกิจกรรม (สรุปย้ำ)

    • งาน: MOTOR SPORT FESTIVAL 2025
    • วัน–เวลา: 13–14 ธันวาคม 2568
    • สถานที่: ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
    • ผู้จัด–ภาคี: สมาคมกีฬามอเตอร์สปอร์ตจังหวัดเชียงราย, อบจ.เชียงราย, หน่วยงานรัฐ–เอกชนในพื้นที่
    • กรอบนโยบาย: Chiang Rai Sport City / นโยบายเรือธงข้อที่ 5 อบจ.เชียงราย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” / แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025 (ททท.)
    • ระดับการแข่งขัน: นานาชาติ—คาดมีทีมแข่งจาก กว่า 10 ประเทศ ในเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนียเข้าร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-motorsport-festival-asia-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GKggMApxYKwftR3ZJCqtO

  • นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68

    นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

    Tag :

    นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68  

    ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านมุมมองสร้างสรรค์และการใช้ภาษาอังกฤษอย่างมืออาชีพ กลายเป็นทักษะสำคัญของมัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ล่าสุด การประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” ในงาน GSTM Next 2025 จัดโดยคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัรฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากล

    หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการประกาศผลผู้ชนะเลิศ ซึ่งได้รับการกล่าวแสดงความยินดีโดยนายจอร์จ แตงพุก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ผู้คว้ารางวัลสูงสุด พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    นายจอร์จ แตงพุก นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ชั้นปีที่4 เล่าว่า “ผมได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท ถ้วยรางวัลจาก นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมประกาศนียบัตร เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการท่องเที่ยวต่อไป ผมนำเสนอด้วยผลงานโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ชุมชนไทยผวน จังหวัดนครนายก ก่อนการแข่งขันในครั้งนี้ผมมีการเตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างน้อย 1 เดือน โดยมีการฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวันกับอาจารย์ประจำสาขา มีการฝึกฝนการพูดออกเสียง การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้น่าสนใจ พร้อมทั้งเรียนรู้การนำเที่ยวแบบมัคคุเทศก์อย่างมืออาชีพโดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ร่วมในการฝึกฝน ซึ่งผมและอาจารย์ในสาขามีความตั้งใจจริงในการเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยของพวกเราได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ ความรู้สึกผมดีใจและประทับใจมากครับ ประสบการณ์ครั้งนี้มีค่ากับผมและครอบครัวที่บ้านมาก ๆ ครับ ในปีหน้าผมคงเป็นพี่เลี้ยงช่วยฝึกซ้อมน้อง ๆ นักศึกษา ให้กลับมาคว้าแชมป์การแข่งขันปี พ.ศ. 2569 ต่อไปครับ”

    อาจารย์ ดร.สุพจน์ ไทยสุริยะ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ เปิดเผยว่า “สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะศิลปะศาสตร์ มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่นักศึกษาของเราได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับประเทศในการประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ซึ่งถือเป็นรางวัลแห่งความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ผู้ฝึกสอน การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพทางด้านภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสามารถในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของบัณฑิตในศตวรรษที่ 21 การที่นายจอร์จ แตงพุก สามารถนำเสนอโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยพวน จังหวัดนครนายก ได้อย่างน่าสนใจและมีเอกลักษณ์ เป็นผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนรู้ภายในหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากลเข้ากับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและการนำเสนอ ซึ่งเป็นแนวทางการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมที่สาขาและคณะได้ส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง คณะศิลปศาสตร์จะยังคงสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และจิตบริการ เพื่อก้าวสู่การเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพและบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศต่อไป”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/921790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FwHhWDEptNnte_Kirza4l

  • เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เชียงราย “มหาวิกฤตอุปสงค์” สะเทือนทั้งจังหวัด ค้าชายแดนทรุด -66.9% ท่ามกลางภาคบริการ-เกษตรพยุงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — กลางฝนปลายฤดูที่พัดพาไอเย็นมาสู่ลุ่มน้ำกก เมืองชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องชา กาแฟ และเส้นทางโลจิสติกส์สู่ลาว–เมียนมายังคงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ แต่ใต้ภาพ “เมืองท่องเที่ยวสีเขียว” นั้น ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมส่งสัญญาณเตือนเข้ม เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) หดตัวพร้อมกันหลายมิติ โดยเฉพาะ การค้าชายแดนดิ่ง -66.9% พลิกจากเดือนกรกฎาคมที่ยังบวก 2.5%

    รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงรายล่าสุดสรุปสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจจังหวัดโดยรวมหดตัว เมื่อเทียบทั้งปีต่อปีและเดือนต่อเดือน” แม้ ด้านอุปทาน (การผลิต) จะยังพอประคองด้วยการขยายตัวของภาคบริการและเกษตร แต่ความอ่อนแรงของการใช้จ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และการลงทุนกำลังกดทับบรรยากาศธุรกิจและครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองพรมแดน “เครื่องยนต์สะดุด”

    ปกติ “ชายแดน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเชียงราย ทั้งขนส่งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา ไปจนถึงพลังงาน แต่เดือนสิงหาคม 2568 ตัวเลข มูลค่าการส่งออก ผ่านด่านศุลกากรเหลือเพียง 4,748.5 ล้านบาท (-71.5%) ขณะที่ มูลค่านำเข้า อยู่ที่ 2,019.4 ล้านบาท (-46.7%) ส่งผลให้แม้จะมี ดุลการค้าเกินดุล 2,729.1 ล้านบาท ก็ไม่ใช่ “เกินดุลจากความแข็งแรง” หากเกิดจาก กิจกรรมการค้าหดตัวทั้งขาเข้า–ขาออก โดยฝั่งส่งออกทรุดแรงกว่าอย่างมาก (ฐานเล็กลงอย่างรวดเร็ว)

    สินค้าเปราะบาง ที่ฉุดส่งออก ได้แก่ ผลไม้สด น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ และน้ำมันปาล์มโอลีน ขณะที่ นำเข้า ลดตามในกลุ่ม ผลไม้–ผัก–ดอกไม้สด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแร่พลวง ภาพรวมนี้สะท้อนปัจจัยภายนอกที่ตึงตัว—ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการด่านแดน ไปจนถึงภาวะชะลอตัวของอุปสงค์ในภูมิภาค—และกระแทกโซ่อุปทานท้องถิ่นที่พึ่งการค้าข้ามแดนเป็นหลัก

    ภาครัฐชะลอ–เอกชนระวังตัว “การลงทุนเหยียบเบรก”

    เครื่องยนต์ที่ควรช่วยพยุงอุปสงค์กลับ สะดุดพร้อมกัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ เดือนสิงหาคม หด -3.9% (จากเดือนกรกฎาคม +18.6%) ต้นเหตุหลักคือ รายจ่ายลงทุน -24.5% กระทบโครงการทางหลวง ชลประทาน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในจังหวัด ซึ่งเป็น “ท่อส่งเม็ดเงิน” ลงพื้นที่โดยตรง
    • การลงทุนภาคเอกชน หด -2.7% (ดีขึ้นเล็กน้อยจาก -3.7% ในเดือนก่อน) สัญญาณเตือนชัดเจนคือ พื้นที่อนุญาตก่อสร้างรวม -45.1% และสะสมปีถึงสิงหาคม -39.1% สะท้อนความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการต่อดีมานด์ข้างหน้า
    • สินเชื่อเพื่อการลงทุน ยังติดลบ -0.7% ชี้แรงส่งจากสถาบันการเงินยังระวังเชิงความเสี่ยง ด้านครัวเรือนเองก็เลือกเก็บเงิน “มากกว่ากู้”—เงินฝากรวม +5.5% ขณะที่ สินเชื่อรวม -0.7%—บ่งชี้พฤติกรรม “ระมัดระวัง” ทั่วกระดาน

    แต่กลางพายุยังมีแสงไฟ การบริโภคภาคเอกชนยังโต +2.9% แม้ชะลอจากเดือนก่อน สัญญาณบวกมาจาก รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ +5.2% ปริมาณจำหน่ายสุรา +16.4% และ การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน +6.3% แปลภาษาง่าย ๆ คือ ครัวเรือนยัง “ใช้จ่าย” ในบางหมวด โดยเฉพาะสินค้าคงทนและอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

    เครื่องยนต์ฝั่งอุปทาน “บริการ–เกษตร” ช่วยประคองฐานผลิต

    แม้อุปสงค์ฝั่งใช้จ่ายจะอ่อนแรง แต่ ด้านอุปทาน (การผลิต) ยัง ขยายตัว YoY ได้เพราะโครงสร้าง เชียงรายพึ่งพาภาคบริการกว่า 64.8% ของ GPP

    • ภาคบริการ +7.3% ขยายตัวต่อเนื่องจากกิจกรรมท่องเที่ยวและงานอีเวนต์ เช่น เทศกาลปทุมมา กิจกรรม TEDx ChiangRai งานมหัศจรรย์ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา ฯลฯ ช่วยดัน จำนวนนักท่องเที่ยว +8.7% และรายได้หมวด ขายส่ง–ปลีก +14.7% ด้าน VAT หมวดโรงแรม–ภัตตาคาร +6.6% ตอกย้ำว่า “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ยังเดินอยู่
    • ภาคเกษตร +2.6% อากาศ–น้ำเอื้อ ส่งผลให้ ชา +113.3% (ปริมาณผลผลิต) และ ลำไย +5.0% เพิ่มขึ้น พร้อมปศุสัตว์ ปลานิล–สุกร–โค ขยายตัว
    • ภาคอุตสาหกรรม -1.4% ยังหดต่อเนื่องตาม การใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรม -5.9% สะท้อนคำสั่งซื้อที่ยังไม่ฟื้น

    บทสรุปชั่วคราว เครื่องยนต์ “บริการ–เกษตร” ยังพอช่วยให้ฝั่งผลิตไม่ทรุดตาม แต่แรงฉุดจาก “อุปสงค์นอกบ้าน” โดยเฉพาะค้าชายแดนและการลงทุน กำลังบดบังภาพฟื้นตัว

    ทำไม “เกษตรผลิตมากแต่จนลง”?

    ตัวเลขที่ชวนตั้งคำถามคือ ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม -13.7% ทั้งที่ปริมาณผลผลิตหลายชนิดเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ราคาสินค้าเกษตรร่วงแรง -15.9%

    • ยางพารา -12.0% (เฉลี่ย 49,130 บ./ตัน)
    • ชา -49.4% (13,660 บ./ตัน)
    • ลำไย -61.7% (11,500 บ./ตัน)
    • สับปะรด -5.2% (12,800 บ./ตัน)

    เมื่อ “ผลผลิตเพิ่ม–ราคาลด” รายได้สุทธิครัวเรือนเกษตรย่อมหดลง ภาพนี้ชี้ปัญหา อุปทานล้น–ขาดกลไกรองรับราคา และความท้าทายด้านโลจิสติกส์–ตลาดส่งออกที่สะดุดจากการค้าชายแดน ซึ่งต้องการมาตรการเชิงระบบมากกว่าการเยียวยาระยะสั้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ สัญญาณ “เงินฝืด”–จ้างงานหด

    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.9% (จาก ก.ค. -0.3%) กดลงจากหมวดอาหารสด ข้าว แป้ง ไข่ ผัก–ผลไม้ และหมวดพาหนะ/ขนส่ง/สื่อสาร
    • การจ้างงาน -3.7% สะท้อนแรงงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากการชะลอธุรกิจ–โครงการลงทุน

    ภาวะเงินฝืดช่วยลดค่าครองชีพบางรายการ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็น “สัญญาณไม่ดี” หากยืดเยื้อ เพราะสะท้อนดีมานด์ที่อ่อนแรงและอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน–ลงทุนต่อเนื่อง

    การคลังท้องถิ่น รายได้รัฐยังบวก แต่ “เบิกจ่ายลงทุน” ต้องเร่ง

    เดือนสิงหาคม จังหวัดจัดเก็บรายได้ 315.9 ล้านบาท (+6.8%) หนุนโดย สรรพากรพื้นที่ +7.1% (VAT/ภาษีเงินได้) และ สรรพสามิต +10.8% (ภาษีเครื่องดื่ม–สุรา) ขณะที่ ด่านศุลกากร -9.7% ตามการค้าชายแดนชะลอ

    ด้านรายจ่าย เบิกจ่ายรวม 1,100.8 ล้านบาท (-3.9%) เพราะ รายจ่ายลงทุนหด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวกับทางหลวง–ชลประทาน–สาธารณสุข–การศึกษา “เบิกช้า” หลายแห่ง ตัวเลขสะสมปีงบฯ ถึงสิงหาคม รายจ่ายลงทุนเบิกได้ 57.4% ต่ำกว่าเป้าหมายปลายปีที่ 80% ชี้โจทย์ต้องเร่ง ก่อหนี้ผูกพัน–เคลียร์งานจัดซื้อจัดจ้าง ให้ทันไตรมาสสุดท้าย

    มาตรการกระตุ้นที่ “ลงเงินถึงมือคนเชียงราย” เม็ดเงินสุทธิ 3.49 พันล้าน สะเทือน GPP 0.67%

    แม้แรงฉุดหลายด้าน แต่เชียงรายได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ 2 ชุดใหญ่ตลอดปีงบประมาณ ซึ่ง สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย ประเมิน “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่

    1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 2568
    • ผู้รับสิทธิ 329,586 คน
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 758.05 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 1,027.91 ล้านบาท หรือ 0.19% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 1.356)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.07%
    1. โครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
    • ผู้ได้รับสิทธิ 650,606 คน (ผู้เสียภาษี 169,357 คน ได้ 4,800 บ./คน, ผู้ไม่เสียภาษี 481,249 คน ได้ 4,000 บ./คน)
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2,737.91 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 2,592.80 ล้านบาท หรือ 0.48% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 0.947)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.22%

    สรุปทั้งสองมาตรการ เม็ดเงินสุทธิ 3,495.96 ล้านบาท สร้าง “ผลคูณ” ทางเศรษฐกิจ 3,620.71 ล้านบาท คิดเป็น 0.67% ของ GPP เชียงราย และ 0.29% ของ GDP ประเทศ — แปลว่า “นโยบายคนละครึ่ง–สวัสดิการรัฐ” กำลังทำหน้าที่กันชนดีมานด์ในยามที่เอกชนระวังตัวและพรมแดนสะดุด
    (ข้อมูลอินโฟกราฟิก สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย)

    ความหมายเชิงนโยบาย ในขณะที่ฝั่ง “อุปสงค์ภายนอก” (ค้าชายแดน) หดตัว การคงระดับการใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านมาตรการตรงจุด ช่วย “ซื้อเวลา” ให้เครื่องยนต์บริการ–ท่องเที่ยวและค้าปลีกเดินต่อไปได้ และให้ภาครัฐมีจังหวะเร่งปลดล็อกคอขวดการลงทุน

    5 สัญญาณที่ผู้ประกอบการควรจับตา

    1. Border Shock — ค้าชายแดน -66.9%, ส่งออก -71.5%, นำเข้า -46.7% ผู้ส่งออก–ขนส่ง–คลังสินค้า ควรวางแผนเผื่อยืดเยื้อ พร้อมหาตลาดสำรอง/เส้นทางทางเลือก
    2. Public Capex Gap — รายจ่ายลงทุนรัฐ -24.5% ผู้รับเหมางานรัฐ–ที่ปรึกษาโครงการ ต้องติดตามแผนเบิกจ่ายหน่วยงานหลักและเข้าร่วมเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
    3. Private Prudence — อนุญาตก่อสร้าง -45.1% (YTD -39.1%) และสินเชื่อลงทุน -0.7% ผู้พัฒนาอสังหาฯ–วัสดุก่อสร้างเตรียมบริหารสต็อก–เงินสด
    4. Service Safety Net — บริการ +7.3% นักท่องเที่ยว +8.7% โรงแรม–ร้านอาหาร–งานอีเวนต์ยังมีจังหวะทำรายได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปลายปี
    5. Farm Income Squeeze — รายได้เกษตร -13.7% จากราคาสินค้า -15.9% สหกรณ์–ผู้แปรรูปควรเร่งทำสัญญาซื้อขาย–แปรรูปเพิ่มมูลค่า–เชื่อมอีคอมเมิร์ซลดแรงกดราคาหน้าสวน

    3 “คานค้ำ” ที่ต้องรีบวางก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน

    1) ฟื้น “ท่อการค้า” ชายแดนให้ไหลลื่นอีกครั้ง
    ตัวเลขสองในสามที่หายไปจากการค้าชายแดน ไม่อาจถูกชดเชยด้วยกิจกรรมภายในได้ทั้งหมด ระดับนโยบายควรเร่ง อำนวยความสะดวกด่าน–เชื่อมมาตรฐานตรวจสินค้า–เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง เปิดช่องทางเฉพาะกิจ สำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย และจับคู่ธุรกิจให้ผู้ส่งออกท้องถิ่นเข้าถึงดีลใหม่ ๆ ในลาว–เมียนมา–จีนยูนนาน

    2) เร่งเครื่องลงทุนรัฐ ขจัดคอขวดจัดซื้อจัดจ้าง
    เมื่อ รายจ่ายลงทุนสะดุด ต้องใช้ “บัญชีติดตามรายวัน” กับ หน่วยงานหัวรถจักร เช่น แขวงทางหลวง–ชลประทาน–ทางหลวงชนบท–โรงพยาบาล–มหาวิทยาลัย พร้อม Roadmap เบิกจ่ายรายสัปดาห์ จนถึงไตรมาสสุดท้าย เพื่อให้ ตัวชี้วัดเบิกจ่ายลงทุนแตะ 80% ตามเป้า และส่งต่อแรงคูณให้เอกชน

    3) ประกันรายได้–ระบายผลผลิต–ต่อยอดแปรรูป
    ในเมื่อ “ปริมาณมาก–ราคาตก” ทางออกคือชั้นเชิงตลาด

    • สัญญาขายล่วงหน้า/ประกันราคา สำหรับ ชา–ลำไย ที่ราคาดิ่ง
    • ระบายผลผลิตไปต่างตลาด (ท่องเที่ยวในจังหวัด–ศูนย์กระจายกลาง) ควบคู่ ช่องทางออนไลน์
    • หนุนแปรรูป–มาตรฐาน GI/Organic เพื่อปลดล็อก “กับดักราคาวัตถุดิบ” ให้ทะลุสู่สินค้าพรีเมียม

    เสียงจากตัวเลขการเงินการคลัง “รายได้รัฐยังทน แต่ต้องไม่หลงสัญญาณหลอก”

    แม้เดือนสิงหาคม รายได้จัดเก็บ +6.8% แต่ตัวขับเคลื่อนหลักคือ VAT/ภาษีรายได้ (จากกิจกรรมบริโภค) และ สรรพสามิตเครื่องดื่ม–สุรา ขณะที่ ศุลกากร -9.7% สะท้อนว่าการฟื้นตัว “เอียง” ไปฝั่งภายในประเทศ มากกว่าพรมแดน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขรายได้รัฐเป็นเหตุผล “ชะลอ” มาตรการอัดฉีดฝั่งชายแดน—กลับกัน ควรใช้ความแข็งแรงฝั่งภาษีในประเทศเป็นฐาน “Front-load” งบลงทุน เพื่อ จุดประกายอุปสงค์ที่ขาดหาย

    มองไปข้างหน้า “หน้าหนาว–เทศกาล–มาตรการ” จะพอพยุงไหม?

    ไฮซีซันท่องเที่ยวกำลังเริ่ม สอดรับกับชุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ลงลึกถึงครัวเรือนในจังหวัด (สวัสดิการรัฐ–คนละครึ่ง พลัส) ซึ่งประเมินว่าสร้าง เม็ดเงินหมุน 3.49 พันล้านบาท และ ผลคูณ 3.62 พันล้านบาท หรือ 0.67% ของ GPP เชียงราย หาก ฝั่งชายแดน ยังไม่เปิดกว้าง–ฝืดเคืองต่อเนื่อง แรงยกเหล่านี้จะ พยุง” ได้ แต่ ยังไม่พอ “ดัน” ให้เครื่องยนต์เดินราบรื่น จำเป็นต้องมี มาตรการเฉพาะด่าน–เฉพาะสินค้า ควบคู่กันไป (ข้อมูล สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย – อินโฟกราฟิกผลกระทบมาตรการ)

    Check-list สำหรับผู้กำหนดนโยบาย–เอกชน–ชุมชน

    • ด่าน–โลจิสติกส์: จัดทีมเฉพาะกิจแก้สกัด–ยกระดับมาตรฐานเอกสาร–เชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์กับประเทศเพื่อนบ้าน
    • งบลงทุน: เปิด Dashboard เบิกจ่ายรายหน่วยงาน–รายโครงการ ให้สาธารณะติดตาม เพื่อสร้างแรงจูงใจ KPI
    • SME–ท่องเที่ยว: จับคู่ดีล “ทัวร์–อีเวนต์–เหตุผลการเดินทาง” ตลอดไตรมาส 4 (วิ่งระหว่างเมือง–เมืองรอง)
    • เกษตร: เร่ง “ซื้อขายล่วงหน้า–สินเชื่อฤดูกาล–ประกันราคา” พร้อมคูปองแปรรูป–ออกแบบบรรจุภัณฑ์
    • แรงงาน: อบรมสกิลเร่งด่วนด้านบริการ–ดิจิทัล–โลจิสติกส์ ให้สอดรับดีมานด์จริง ป้องกันการว่างงานแฝง

     “อุปสงค์ภายนอก” คือกุญแจ—แต่ต้องกดคันเร่ง “อุปสงค์ในบ้าน” ต่อเนื่อง

    ภาพใหญ่ของเชียงรายเดือนสิงหาคม 2568 ชัดเจนขึ้น

    • ฝั่งผลิต (บริการ–เกษตร) ยังมี “แรงหายใจ”
    • ฝั่งใช้จ่าย ถูก Border Shock (-66.9%) และ Capex Gap กระแทกจน การลงทุนเอกชน เหยียบเบรก
    • ครัวเรือน ยังจับจ่ายในบางหมวด แต่เริ่มระวัง—สะท้อนจาก เงินฝากโต–สินเชื่อติดลบ
    • เกษตรกร ผลิตมากขึ้นแต่ จนลงจากราคาตก ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดชายแดนที่สะดุด

    ดังนั้น “จุดคลี่คลาย” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่การรอคอยโชคช่วย หากคือการ เร่งฟื้นท่อค้าชายแดน ไปพร้อมกับ เร่งเบิกจ่ายลงทุนรัฐ–ค้ำประกันรายได้เกษตร–พยุงดีมานด์ครัวเรือน จนกว่าเครื่องยนต์เอกชนจะมั่นใจพอจะ “อัปเกรดเกียร์” ตามมา

    เมืองปลายทางท่องเที่ยวอย่างเชียงรายมีความสามารถพิเศษ เปลี่ยนเทศกาลเป็นรายได้ เปลี่ยนแลนด์สเคปเป็นเศรษฐกิจ ถ้าด่านกลับมาไหลลื่น งบลงทุนเดินตามแผน และราคาพืชผลไม่ดิ่ง—ตัวเลขในรายงานรอบถัดไป อาจบอกเล่าเรื่องสมดุลที่มั่นคงกว่าวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-economy-border-trade-demand-crash/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrfgpSkNGUkv991NKEpMa

  • สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?


    เกิดอะไรขึ้นบนเกาะพะงัน? ทำไมต้อง “ทวงคืนเกาะ”?

    กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการท่องเที่ยว เมื่อเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากงานฟูลมูนปาร์ตี้ และเป็นศูนย์กลางของ Wellness (โยคะ สมาธิ) ในฝั่งตะวันตก กำลังเผชิญกับคลื่นการลงทุนและกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากประเทศ อิสราเอล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้อง “ทวงคืนเกาะ” จากคนไทยและต่างชาติที่อาศัยอยู่บนเกาะ

    ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่ลามไปถึงการ ถือครองที่ดินและพฤติกรรมทางสังคม จนหลายคนมองว่านี่คือการ “กลืนชาติ” ในรูปแบบใหม่!

    แหล่งข้อมูลจากชาวไทยและต่างชาติบนเกาะพะงันได้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในช่วง 2-3 ปีหลังการระบาดของ COVID-19:

    กว้านซื้อที่ดินมหาศาล:
    ชาวพะงันเปิดเผยว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ดินบนเกาะพะงันเปลี่ยนมือไปเป็นของนักลงทุนอิสราเอลถึง 60-70% โดยเฉพาะพื้นที่สวยงามทางฝั่งตะวันตก โดยมีราคาที่ดินพุ่งขึ้นถึง 200-300% นักลงทุนเหล่านี้เข้ามาในรูปแบบของ “นอมินี” (ตัวแทน) เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ ทำให้เกิดความกังวลว่าภูเขาและที่ดินของคนไทยกำลังถูกซื้อไปเป็นลูกๆ เพื่อพัฒนาเป็นวิลล่าและบ้านเช่า

    ผุดธุรกิจผิดกฎหมาย:
    เมื่อนายทุนเข้ามายึดพื้นที่ ก็มีการสร้างวิลล่า สร้างบ้าน และมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย หรืออาจมีการ “จ่ายใต้โต๊ะ” ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ดำเนินกิจการได้สะดวก

    เปลี่ยนกลุ่มนักท่องเที่ยว:
    ในพื้นที่ศรีธนู ที่เคยสงบเงียบ เหมาะสำหรับ Wellness กลายเป็นพื้นที่พลุกพล่าน เพราะถูกครอบครองไปด้วยชาวอิสราเอล ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็น “นักท่องเที่ยวเกรดรอง” ที่มุ่งมาหาความสนุกสนาน เสพกัญชา สร้างความวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะอย่างหาดศรีธนูและ Zen Beach ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากยุโรปลดลงกว่า 80%

    สิ่งที่จุดชนวนให้เกิดกระแสทวงคืนเกาะอย่างรุนแรง คือพฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนจากคนในพื้นที่:

    ไม่เคารพกฎหมายและสังคม:
    มีการจอดรถตามใจชอบ ส่งเสียงดังในเวลาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตัดต้นไม้ และทำธุรกิจเช่ารถ-เช่าห้องพักกันเองโดย ไม่เสียภาษี

    พฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ:
    มีรายงานจากชาวเยอรมนีบนเกาะพะงันว่า มีพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ โจมตีชาวอาหรับและมุสลิมเพราะศาสนา และมีความรู้สึกว่า “ตนเองเป็นเจ้านายของประเทศไทย”

    การก่อตั้ง “ชุมชนปิด”:
    บนเกาะมีการก่อตั้ง “ชาบัด” หรือศาสนสถานของชาวยิวขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ให้คนไทยได้เข้าไป ซึ่งสร้างความกังวลว่านี่คือการสร้าง “ชุมชนเฉพาะ” ที่แยกตัวออกจากสังคมไทย

    กลุ่มทหารผ่านศึก:
    พบว่ากลุ่มชาวอิสราเอลที่เข้ามาจำนวนมาก คือ ทหารผ่านศึกสงคราม หรือผู้ที่มีบาดแผลทางใจจากการสู้รบ ที่เดินทางมาพักผ่อนและเข้าศูนย์บำบัดจิตใจที่เปิดขึ้นบนเกาะ ทำให้บางพื้นที่ยิ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากวิถีเดิมๆ


    คำกล่าวของชาวพะงันที่ไปคาเฟ่แล้วพบว่ามีชาวอิสราเอล 50 คน, ชาวพม่า 3 คน และมีคนไทยแค่คนเดียว เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของ “อัตลักษณ์” บนเกาะพะงันที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เรากำลังเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้านตัวเอง”

    ทั้งหมดนี้คือชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการรวบรวมข้อร้องเรียน และการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน, การทำธุรกิจผิดกฎหมาย, และการจัดการกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อน เพื่อ “ทวงคืน” ความสงบและวิถีแบบไทยๆ กลับคืนสู่เกาะพะงันอีกครั้ง


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tnews.teenee.com/etc/176980.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d0mJsqaF73675gSeIDZ8c

  • สมาคมมัคคุเทศก์ฯ ร้อง ก.ท่องเที่ยวฯ เร่งเอาผิด ไกด์จีนเถื่อน คลิปฉาวข่มขู่ นทท.

    สมาคมมัคคุเทศก์ฯ ร้อง ก.ท่องเที่ยวฯ เร่งเอาผิด ไกด์จีนเถื่อน คลิปฉาวข่มขู่ นทท.

    วันนี้ (17 ต.ค. 68) นายวัสน์พล อรรถพรธนเสฐ นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทยและคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กรณีคลิปฉาวที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงภาพ ไกด์เถื่อน ชายชาวจีนข่มขู่และใช้วาจาไม่เหมาะสมต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนบนรถบัส เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ยอมซื้อสินค้าตามที่กำหนด ไกด์คนดังกล่าวทราบชื่อภายหลังคือ Mr. Zhang Bo อายุ 38 ปี เป็นผู้นำเที่ยวของบริษัท Huiyou บริษัทนำเที่ยวจากจีน ซึ่งได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 68 จากสนามบินดอนเมืองไปยังเมืองซีอาน ประเทศจีน หลังจบทัวร์

    นายวัสน์พล เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวอย่างรุนแรง และตอกย้ำถึงปัญหา มัคคุเทศก์ต่างชาติผิดกฎหมาย ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพมัคคุเทศก์ไทยที่เป็นอาชีพสงวนตามกฎหมายไทย สมาคมฯ จึงขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเอาผิดกับนาย Zhang Bo ที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมาย และให้บริษัทท่องเที่ยวไทยที่เกี่ยวข้องคือ บริษัท เฟงรุ้น ทราเวล แอนด์เทรดดิ้ง จำกัด ออกมารับผิดชอบและให้ความกระจ่างต่อสังคม เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนและปลอดภัย

    นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นาย ชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือร้องเรียน รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวไม่ได้ละเลยปัญหาทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน ที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยได้ดำเนินการเอาผิดมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีนี้ ได้ประสานแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถานทูตจีน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นอมินี ซึ่งต้องอาศัยหลายหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

    ในส่วนของการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายนั้น กรมฯ ได้สั่งให้นิติกรและฝ่ายกฎหมายเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุม โดยจะพิจารณาดำเนินการจนคดีสิ้นสุด เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่บริษัททัวร์อื่น ๆ ส่วนกรณีการพิจารณาขึ้น แบล็กลิสต์ ชายในคลิปนั้น กรมการท่องเที่ยวได้ประสานงานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายของ ตม. ต่อไป

    กรมการท่องเที่ยวเชื่อว่า การดำเนินการเอาผิดในกรณีนี้จนถึงที่สุด จะช่วยให้บริษัททัวร์ต่าง ๆ เกรงกลัวกฎหมายและไม่กล้ากระทำผิด พร้อมยืนยันจะใช้มาตรการเชิงส่งเสริมและกระตุ้นเตือนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

    ผู้สื่อข่าวนครบาล ทีมข่าวสยามนิวส์ รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/29979&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fxi9OmEZTdH9y6xQ48bUi

  • ผอ.ศรชล.ภาค 3 ลุยตรวจทะเลอันดามัน เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ผอ.ศรชล.ภาค 3 ลุยตรวจทะเลอันดามัน เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ผอ.ศรชล.ภาค 3) และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของศูนย์ฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมในทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลฝั่งตะวันตกอย่างเป็นทางการ โดยมีการสั่งการให้เรือ ต.114 และ เรือ ศรชล.4012 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและติดตามสถานการณ์ทางทะเลในพื้นที่สำคัญ อาทิ เกาะไม้ท่อน เกาะเฮ และแหลมพรหมเทพ

    ภารกิจในครั้งนี้ ดำเนินไปตามแนวทาง “ภัยคุกคาม 9 ด้าน” ของ ศรชล.ภาค 3 โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของเรือนำเที่ยว ท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกจอดเรือ และเส้นทางเดินเรือที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่และระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

    ภารกิจในครั้งนี้ ดำเนินไปตามแนวทาง “ภัยคุกคาม 9 ด้าน” ของ ศรชล.ภาค 3 โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของเรือนำเที่ยว ท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกจอดเรือ และเส้นทางเดินเรือที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่และระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1360639&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37gibG5xTlblOiqVJwTujm

  • ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ”รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2889543&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ic17xLsqAEgqPE1mB4QZv

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เคทีซี จัดงานเสวนา ‘Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All’ รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เผย Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    17 ต.ค. 2568 – นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    ทั้งนี้ หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    นายกรด กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/880592/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37hX2uv8NjjYgogr3zcqM7

  • เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เทศบาลอยุธยา ประชุมเตรียมงานลอยกระทง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงานของชาวไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวประชาชนมีรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5214704/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YYRyK2RxfdzZ27e_sL8Eu

  • ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ลุยตลาด “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” (Health Tourism) ดึงเศรษฐีตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เข้ามารับการรักษาพยาบาล พักผ่อน และท่องเที่ยวในไทย คาดการณ์ว่าตลอดปี 2568 จะมีรายได้จากตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ฯ กว่า 125,000 ล้านบาท

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ทาง ททท.เดินหน้ารุกตลาด “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่อง “สถานพยาบาล” ที่มีมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาถูกกว่าถึง 30-70% เทียบกับประเทศตะวันตก และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ประมาณ “125,000 ล้านบาท”

    ทั้งนี้ตลาด Health Tourism มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 580,654 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เจาะกลุ่มเศรษฐีมีรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทย มีจากกลุ่ม “ตะวันออกกลาง” เช่น การ์ตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67%

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องของ “คลินิก” ที่มีอยู่ใน “รีสอร์ตชั้นนำ” เช่น ชีวาศรม ส่วน เซเลส เกาะสมุย มีการร่วมกับบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ซึ่งคลินิกที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับมาตรฐานโรงพยาบาล เมื่อเทียบราคารักษาพยาบาลในไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ซึ่งในไทยถูกกว่า 30-50% ถือว่าเป็นต่อมากในภูมิภาคอาเซียน

    “กลุ่มตลาด Health Tourism ที่เดินทางมารักษาตัวในเมืองไทย ไม่ได้เดินทางเพื่อมารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ มีระยะเวลาในการพักยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป และในอนาคต ททท.จะมุ่งเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงวัยที่มาพักอยู่ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้ เพราะมีมูลค่าสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน สามารถรองรับค่าใช้จ่ายระดับสูงได้”

    ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    ณัฐ ครุฑสูตร

    ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกตลาดที่มีศักยภาพคือ “นักท่องเที่ยวลักชัวรี” (Luxury Tourist) ซึ่งมีรายได้มากกว่า 60,001 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี เห็นเทรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2567 โดยแรงจูงใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวลักชัวรีเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง ปัจจัยหลักที่เลือกคือ “ความหลากหลาย” ของแหล่งท่องเที่ยว 58.95% รองลงมาคืออัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น 52.97% และปัจจัยเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม 51.69%

    ทั้งนี้ พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวลักชัวรี นิยมเดินทางด้วยตนเองกว่า 87.31% เดินทางกับกลุ่มทัวร์ 9.60% ส่วนกลุ่มเดินทางด้วยตนเองและใช้บริการจากทัวร์ภายประเทศ 3.09% โดยมีวัตถุประสงค์ของการมาเยือนประเทศไทย นิยมเดินทางเพื่อพักผ่อนและวันหยุดมากที่สุด 78.68% ทำงานร่วมกับท่องเที่ยว 7.72% รับการรักษาสุขภาพ รักษาโรค 2.02% เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา เล่นกีฬา 1.71% และฉลองการแต่งงาน ครบรอบแต่งงาน 1.22%

    โดยนิยมเดินทางคนเดียว 29.25% เดินทางกับเพื่อน 19.74% เดินทางกับคู่สมรส 18.91% เดินทางกับครอบครัวหรือญาติ 18.6% เดินทางกับคู่รัก 8.91% และเดินทางกับเพื่อนร่วมงาน 4.56% ส่วนเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมยังคงเป็น “กรุงเทพฯ” รองลงมาคือ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา เชียงราย และระยอง มีจำนวนคืนพำนักเฉลี่ย 12.49 คืนต่อทริป ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 6,333 บาท/คน/วัน เพิ่มขึ้น 52.53% เทียบกับปีก่อน คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อทริป 79,098 บาท/คน/ทริป เพิ่มขึ้น 74.14%

    ด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวลักชัวรี พบว่า “กิจกรรม” ที่ได้รับความนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ กิจกรรมรับประทานอาหารไทย 88.1% รองลงมาคือกิจกรรมชายหาด 60.07% นวดและสปา 55.19% ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ 52.6% และแสงสียามค่ำคืน 46.41%

    และเมื่อเจาะเฉพาะพฤติกรรม “การชอปปิง”​ ส่วนใหญ่นิยมซื้อเสื้อผ้า 54.08% ของที่ระลึก 43.58% ผลิตภัณฑ์อาหารไทย 37.24% เครื่องสำอาง เครื่องหอม 13.08% และเครื่องประดับ อัญมณี 11.4%

    สำหรับการสำรวจ “ทัศนคติ” ต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวลักชัวรีให้คะแนน “ความพึงพอใจ” ในภาพรวมอยู่ที่ 97.75% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.04% โดยด้านที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น 97.29% รองลงมาคือความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว 96.32% และอาหารและเครื่องดื่ม 94.25% ส่วนด้านที่ได้รับคะแนนต่ำสุด 3 อันดับ คือความสะอาดและการบำรุงรักษาสถานที่ท่องเที่ยว ความสะอาดและสุขอนามัยของร้านค้าร้านอาหาร และด้านภาษากับการสื่อสาร

    “อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวลักชัวรีระบุว่าจะกลับมา 83.09% ไม่แน่ใจ 8.47% และไม่กลับมา 8.44% ทั้งนี้พร้อมแนะนำบอกต่อเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศไทยกว่า 97.46% ส่วนประเด็นเกี่ยวกับความคาดหวังต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตามคาดหวัง 50.96% สูงกว่าความคาดหวัง 48.71% และน้อยกว่าความคาดหวัง 0.33%”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1203603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IExy_xkO_G7G8l2yCudtp