© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5217550/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XoOa0NV1Ku5Dx0AXMsG6D

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5217550/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XoOa0NV1Ku5Dx0AXMsG6D

“อรรถกร” บุกปักกิ่ง ลุย! ฟื้นคววามเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว จีน ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ยืนยัน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง
โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีน ว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีน ว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน
“การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว
ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259480/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q2n7Axt2OzvyS6WwhqMd9

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.
ตม.ล้างบางเกาะพะงัน! จับ 8 ผู้ต้องหา ต่างชาติเปิดโรงแรมเถื่อน จ้างแรงงานผิดกฎหมาย ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย
วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ตามนโยบายปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะ ‘นอมินี’ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้สั่งการให้ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี บูรณาการร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ตำรวจท่องเที่ยว, ฝ่ายปกครอง และ สภ.เกาะพะงัน เปิดปฏิบัติการตรวจสอบธุรกิจของคนต่างชาติในพื้นที่ เกาะพะงัน

ผลจากการสืบสวนพบว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบเป้าหมายสำคัญ 2 แห่ง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 8 ราย ประกอบด้วย ชาวอิสราเอล 2 ราย, ชาวเมียนมา 4 ราย และคนไทย 2 ราย

โดยจุดที่ 1 โรงแรมอาคานา เกาะพะงัน (ARCANA KOH PHANGAN) เจ้าหน้าที่พบการดำเนินกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต แจ้งข้อหา ‘ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต’ แก่ นายกาย (อิสราเอล) และ นายสุวิชานนท์ (ไทย) ซึ่งเป็นกรรมการเจ้าของบริษัท และจับกุม นายฌอน (อิสราเอล) ผู้จัดการโรงแรม ในข้อหา ‘ทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้’ นอกจากนี้ยังจับกุมแรงงานชาวเมียนมาผิดกฎหมายอีก 2 ราย

และจุดที่ 2 ทีโรงแรมบรีซซิ่ง โฮม แอนด์ คาเฟ่ (BLESSINGS HOME AND CAFÉ) พบแรงงานชาวเมียนมา 2 ราย ทำงานในตำแหน่งต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว (พนักงานขายกาแฟและเก็บเงินในบาร์) โดยถูกแจ้งข้อหา ‘ทำงานเกินสิทธิ์ที่จะทำได้’ และจับกุม นายภาณุพงษ์ (ไทย) นายจ้างในข้อหา ‘ให้คนต่างด้าวทำงานเกินสิทธิ์ที่จะทำได้’ นอกจากนี้ยังกล่าวโทษ นางยารา (อิสราเอล) กรรมการบริษัทเจ้าของโรงแรมตัวจริง ในข้อหา ‘เปิดโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต’

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. กล่าวเน้นย้ำว่า การปฏิบัติการนี้เป็นการปราบปรามกลุ่มที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนอมินี ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของคนต่างชาติได้ที่สายด่วน 1178 หรือ ตม.จว.สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 077-423440 ตลอด 24 ชั่วโมง ////-026
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00TqE3-hSw_dHZS5SkaFUH

“รองนายกฯ สุชาติ” ย้ำเตือน! นทท.- บริษัทนำเที่ยวช่วยกันป้องกันรักษาปะการังและสิ่งมีชีวิตในทะเลไม่ให้เสียหายจากกิจกรรมท่องเที่ยวโดยเด็ดขาด
18/10/2568 | 113 |
18 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศ โดยยืนยันหลักการว่า “การท่องเที่ยวทางทะเลต้องไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเด็ดขาด” พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ นำเที่ยวให้ช่วยกันปกป้องท้องทะเลไทยซึ่งถือเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญของประเทศ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน”
รองนายกฯ สุชาติ กล่าวว่า ทรัพยากรทางทะเลของไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่า เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนั้น การบริหารจัดการการท่องเที่ยวจึงต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด
”ผมได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ใช้มาตรการควบคุมและกำกับดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว การควบคุมเรือนำเที่ยว หรือการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ”
รองนายกฯ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือจากภาคประชาชนว่า “ท้องทะเลคือแหล่งสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนไทยทุกคน แต่หากเราไม่ช่วยกันดูแลรักษาเมื่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลถูกทำลาย รายได้เหล่านั้นก็จะหายไปด้วย ผมจึงขอความร่วมมือจาก นักท่องเที่ยว ทุกท่าน ขอให้ท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขยะ ไม่เก็บหรือทำลายปะการัง และปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่อย่างเคร่งครัด รวมถึงขอให้ ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ร่วมกันเป็นหูเป็นตา และร่วมกันดูแลปกป้องท้องทะเลแหล่งสร้างรายได้ของเราให้คงอยู่อย่างสวยงามตลอดไป”
ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้การท่องเที่ยวทางทะเลของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิด ‘ท่องเที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนต่อไป
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/432651&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gl9lm8q5hzkAPPRf4sFwF

เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104551&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UzwbFVMTQhoKLoB8jMfAy

REIC เปิดเผยสถานการณ์ธุรกิจโรงแรม! ในวันที่ท่องเที่ยวซบเซา พบ! ครึ่งแรกปี 68 หลายจังหวัดชะลอลง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผย “สถานการณ์ธุรกิจโรงแรม ครึ่งแรกปี 2568” พบว่า ภาพรวมด้านอุปสงค์ของธุรกิจโรงแรมชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยลดลงร้อยละ -4.7 แต่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 60.8 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 59.1 สะท้อนความต้องการใช้บริการที่พักยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ด้านอุปทาน พบว่า มีการชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยจำนวนโรงแรมที่ยื่นขออนุญาตเปิดใหม่ รวมถึงจำนวนห้องพักใหม่ลดลงร้อยละ -34.6 และร้อยละ -32.2 ตามลำดับ ส่งผลให้จำนวนโรงแรมที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจสะสมทั่วประเทศลดลงร้อยละ -3.7 และจำนวนห้องพักสะสมลดลงร้อยละ -1.8
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอุปทานในอนาคตมีสัญญาณการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโรงแรมปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑลที่มีการขออนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 230.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากในเขตกรุงเทพฯ – ปริมณฑล เป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวมีความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. สถานการณ์ด้านอุปทาน (Supply)
1.1 โรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ
ครึ่งแรกปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) มีโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 232 แห่ง และมีจำนวนห้องพัก 8,946 ห้อง โดยลดลงทั้งจำนวนโรงแรมและจำนวนห้องพักร้อยละ -34.6 และร้อยละ -32.2 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีจำนวนโรงแรม 355 แห่ง และมีห้องพัก 13,190 ห้อง
โดยกรุงเทพฯ – ปริมณฑลมีจำนวนห้องพักที่ขออนุญาตมากที่สุด 3,012 ห้อง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.7 ของห้องพักทั้งหมด ส่งผลให้ในภาพรวมจำนวนโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ ลดลงเกือบทุกภาค ยกเว้นในภาคตะวันตกที่มีจำนวนเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนจำนวนห้องพักที่ขออนุญาตใหม่มีจำนวนลดลงเกือบทุกภาค ยกเว้นกรุงเทพฯ – ปริมณฑลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4
แสดงให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 ผู้ประกอบการยังคงชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคกลางซึ่งมีจำนวนโรงแรมและห้องพักที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ลดลงอย่างชัดเจนมากกว่าร้อยละ -50.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
จังหวัดที่มีจำนวนห้องพักในโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ มากที่สุด 10 อันดับแรก ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 75.0 ของจำนวนห้องพักในโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ สมุทรปราการ นครราชสีมา ขอนแก่น และประจวบคีรีขันธ์ ตามลำดับ โดยในจำนวนนี้ สมุทรปราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 366.7
1.2 โรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจสะสมทั่วประเทศ
โรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจสะสมทั่วประเทศ (ไม่นับรวม เกสต์เฮ้าส์ รีสอร์ท หรือโรงแรมที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครอง และที่ใบอนุญาตหมดอายุ) ณ ครึ่งแรกปี 2568 มีจำนวน 16,369 แห่ง และมีจำนวนห้องพักที่เปิดให้บริการ 703,751 ห้อง ลดลงทั้งจำนวนโรงแรมและจำนวนห้องพัก ร้อยละ -3.7 และร้อยละ -1.8 ตามลำดับ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 17,006 แห่ง และมีห้องพักที่เปิดให้บริการ 716,311 ห้อง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนห้องพักที่เปิดให้บริการสะสม ครึ่งแรกปี 2568 เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แยกตามรายภาค พบว่า กรุงเทพฯ – ปริมณฑล มีจำนวนห้องพักสะสมมากที่สุด 179,872 ห้อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.6 รองลงมาได้แก่ภาคใต้ มีจำนวนห้องพัก 167,388 ห้อง ลดลงร้อยละ -3.4 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.8 และภาคตะวันออกมีจำนวนห้องพัก 108,560 ห้อง ลดลงร้อยละ -7.9 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.4 ของห้องพักทั้งหมด
1.3 การออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรม
ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรมจำนวน 908 แห่ง ลดลงร้อยละ -15.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 1,069 แห่ง แต่มีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างรวม 583,288 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีพื้นที่ก่อสร้าง 450,073 ตารางเมตร
การออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรมแยกเป็นรายภาค ช่วงครึ่งแรกปี 2568 พบว่า ภาคใต้มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างมากที่สุด 249,379 ตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.8 ของพื้นที่อนุญาตก่อสร้างทั้งหมด โดยภาคที่มีการขยายตัวของพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมเพิ่มขึ้น ได้แก่ กรุงเทพฯ -ปริมณฑล เพิ่มขึ้นร้อยละ 230.7
สำหรับ 10 จังหวัดแรกที่มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างโรงแรมมากที่สุดช่วงครึ่งแรกปี 2568 มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 85.7 โดยภูเก็ต มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างมากที่สุด 195,271 ตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.5 ของพื้นที่อนุญาตก่อสร้างทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 รองลงมาได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา พังงา กระบี่ ระยอง เชียงใหม่ และลำพูน
1.4 สินเชื่อคงค้างเพื่อพัฒนาธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท
ณ ครึ่งแรกปี 2568 สินเชื่อคงค้างเพื่อพัฒนาธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ทั่วประเทศ มีมูลค่า 418,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีมูลค่า 417,683 ล้านบาท
2.ขณะที่สถานการณ์ด้านอุปสงค์ (Demand) พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การมาทำงานประจำหรือศึกษาอยู่ที่ประเทศไทยจำนวน 16,685,469 คน ลดลงร้อยละ -4.7 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยว 17,501,283 คน
การลดลงครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2564 โดยปัจจัยสำคัญมาจากนักท่องเที่ยวสัญชาติจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทยลดลงมากถึงร้อยละ -34.1 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนกลายมาเป็นอันดับที่ 2 รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียก็ยังคงมีจำนวนลดลงด้วยเช่นกันที่ร้อยละ -5.6 อย่างไรก็ตาม การลดลงพร้อมกันของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุด 2 อันดับแรกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง
ขณะที่ยังมีนักท่องเที่ยวบางสัญชาติที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น อินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 รัสเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 และสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 ซึ่งอาจเป็นโอกาสและช่วยให้สถานการณ์ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและโรงแรมให้สามารถเติบโตต่อไปได้
สำหรับสัญชาติของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศมากที่สุด 10 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน และลาว มีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 61.1
ส่วนอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรม ณ ครึ่งแรกปี 2568 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 60.8 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 59.1
มีเพียงกรุงเทพฯ – ปริมณฑลที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงร้อยละ -0.7 สะท้อนว่า อุปสงค์หรือจำนวนผู้เข้าพักลดลงสวนทางกับจำนวนห้องพักสะสมที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดที่พักของกรุงเทพฯ และปริมณฑลสูงขึ้น และเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องวางแผนและปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะอุปทานส่วนเกิน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259476/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cswGHmpHNu5ecsAcPw4H1

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะประกอบด้วยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เข้าพบและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China พร้อมเข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การเดินทางมาพบปะพันธมิตรครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจีน โดยเฉพาะแนวทางกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้น โดยตนได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญของมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวว่า เรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลไทย เพราะให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน โดยได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่พำนักในไทย
ร.อ.ธรรมนัส ยังเปิดเผยถึงมาตรการสนับสนุนสายการบินระหว่างประเทศว่า ได้มอบหมายให้กรมท่าอากาศยาน พิจารณามาตรการลดค่าบริการสำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่มายังประเทศไทย ทั้งค่าขึ้นลงอากาศยาน (Landing Charge) และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) ณ ท่าอากาศยานของบมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อลดต้นทุนให้กับสายการบินระหว่างประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมายังประเทศไทย
“มาตรการดังกล่าวจะเป็น แรงจูงใจสำคัญให้สายการบินต่างประเทศเพิ่มเที่ยวบินมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญ เราต้องการให้จีนมั่นใจว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับด้วยมาตรการที่ชัดเจน ทั้งเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
นายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน
“การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว
ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9H0IQ2X556K27LI38R66IHHXF6B2B8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XxBDDQhUr_VPjsULk7B7L

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 10.30 น. ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาทิ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เข้าร่วมงาน China International Agricultural Trade Fair 2025 (CATF 2025) ครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 ตุลาคม 2568 โดยมี นาย Han Jun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ นาย Zhang Gong นายกเทศมนตรีนครเทียนจิน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวสุนทรพจน์ภายในงาน ว่า ในนามของรัฐบาลไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้เกียรติประเทศไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 50 ปี ไทย–จีน ความสัมพันธ์ที่ดีดังกล่าวได้ขยายครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 12 ปีติดต่อกัน โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา การค้าระหว่างไทย–จีนมีมูลค่ากว่า 96,254 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.85 ล้านล้านหยวน) ขยายตัวถึง 28.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และจีนยังคงเป็นตลาดหลักของสินค้าเกษตรไทย เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าว
“รัฐบาลไทยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มั่นคงอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเกษตรมาตรฐานสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ประเทศไทยศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub)’ ผ่านนโยบายหลัก ‘3 สร้าง’ ได้แก่สร้างรายได้ ด้วยการเพิ่มผลิตภาพและรายได้เกษตรกรสร้างตลาด พัฒนาช่องทางจำหน่าย ขยายตลาดใน–ต่างประเทศ และสร้างโอกาส เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากร เช่น ที่ดินทำกินและน้ำอย่างมั่นคง“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังขับเคลื่อนตามแนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ และโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อปรับระบบเกษตรและอาหารสู่ความยั่งยืน เชื่อมโยงความร่วมมือไทย–จีน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียว และเทคโนโลยีดิจิทัล
”การเข้าร่วมงาน CATF ครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าไทย พร้อมยืนยันความพร้อมของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค“ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย
จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีได้เปิดนิทรรศการ Thai Pavilion ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้นำผลไม้ไทยคุณภาพ เช่น ทุเรียน มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าว ขนุน ลองกอง ลำไย และส้มโอ รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูป ผลไม้อบแห้ง และข้าวสาร ให้ผู้บริโภคชาวจีนและต่างชาติได้ลิ้มลอง พร้อมจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยได้เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อโดยตรง ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ สินค้าเกษตรไทยคุณภาพระดับโลกและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนท้องถิ่นจีนว่า สินค้าที่ไทยนํามาแสดงที่นี่เป็นส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมของประเทศไทยที่เรานําเข้ามาสู่ประเทศจีน ซึ่งในแต่ละปีจะทําให้ประเทศไทยมีรายได้จํานวนมหาศาล ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าพวกผลไม้ อาทิ ทุเรียนมังคุด ลําไย สินค้าจากยางพารา และข้าวที่ส่งมาจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ตนอยากจะบอกพี่น้องชาวจีนว่า สําหรับประเทศไทยแล้ว เราคือเมืองพี่เมืองน้องกัน ปีนี้เป็นปีทองของทั้ง 2 ประเทศ สำหรับผม ผมรักคนจีนและประเทศจีน
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/450940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OAq0eg4EKOR0U2n1EA9_h

เปิดงานสืบสานประเพณี “โฮมบุญแห่ต้นกระธูป” สืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”
วันที่ 17 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดโพธิ์ชุม ต.ปวนพุ อ.หนองหิน จ.เลย นายพิทักษ์ เกียรติพงษ์พันธ์ นายอำเภอหนองหิน เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีโฮมบุญแห่ต้นกระธูป มีนายประดิษฐ์ อาจแก้ว นายก อบต.ปวนพุ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม
นายพิทักษ์ กล่าวว่า ประเพณีโฮมบุญแห่ต้นกระธูป เป็นมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของตำบลปวนพุ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม้ว่าการจัดงานจะเคยหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ในปี 2569 องค์การบริหารส่วนตำบลปวนพุได้จัดงานขึ้นอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี และภูมิปัญญาของชุมชนให้คงอยู่ต่อไป
ทั้งนี้ มีการจัดประดับตกแต่งต้นกระธูปอย่างสวยงาม พร้อมขบวนนางรำที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีให้กับประชาชน และสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ในการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2889720&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10fKiPdvoTYbi78NHEbaQp

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ประกาศเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเดินทางของประชาชนในช่วงปลายปี โดยเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถโดยสาร บขส. ได้ทั่วประเทศในอัตราเพียงครึ่งเดียว ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568
อรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. เผย โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคครัวเรือนและการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และประหยัดมากขึ้น โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานีของ บขส. ทั่วประเทศ
สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในการเดินทางกับ บขส. ผู้ใช้สิทธิ์ต้องซื้อตั๋วด้วยตนเองภายในวงเงิน 200 บาทต่อวัน หากค่าโดยสารเกินวงเงินจะต้องชำระส่วนต่างเป็นเงินสด ทั้งนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้กับรถโดยสารทุกมาตรฐานและทุกเส้นทางทั่วประเทศ

บขส. คาดว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว ปลุกบรรยากาศเศรษฐกิจภูมิภาค และกระตุ้นรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวและร้านค้าท้องถิ่น
ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ บขส. แอปพลิเคชัน E-Ticket หรือช่องทางออนไลน์ของ บขส. ทุกแพลตฟอร์ม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/transport-half-and-half-plus-travel-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AU99iWIj3f1wlhS3vTrE2