Category: ท่องเที่ยว

  • ครม.เศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68

    ครม.เศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68

    ครม.เศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68


    16/10/2568 | 343 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 1 เน้นย้ำการร่วมมือกับภาคเอกชน ทำนโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยพิจารณามาตรการ Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ได้แก่

    1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    2. ลดภาระหนี้ประชาชน

    3. เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs

    4. เพิ่มการออมของประชาชน

    5. การลงทุนเพื่ออนาคต

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าได้นำเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว

    ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ส่วนโรงแรมหรือที่พักในเมืองรองที่ต้องการปรับปรุงโรงแรมให้น่าอยู่และดึงดูดนักท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายหักภาษีได้ถึง 2 เท่า รวมถึงการพิจารณาขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่ยังไม่ถูกต้อง และไม่ได้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ ให้เข้าระบบอย่างถูกต้อง

    ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ จากงบปี 2568 ที่ยังเบิกจ่ายไม่หมด โดยจะต้องเบิกจ่ายให้เสร็จภายในไตรมาส 2 ของปี 2569 เพื่อนำเงินจากงบประมาณเก่ามาช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

    .


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/432048&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CZXni4jV6HZsBx_9VQw-k

  • ‘ททท.’ ยกระดับอุตฯท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมสู่เวทีโลก

    ‘ททท.’ ยกระดับอุตฯท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมสู่เวทีโลก

    ‘ททท.’ ยกระดับอุตฯท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมสู่เวทีโลก

    นางสาวฐาปณี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยผ่านการสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และโครงการริเริ่มด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยแคมเปญนวัตกรรมใหม่ 

    โดยนำเสนอการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม ธรรมชาติ การต้อนรับ และประสบการณ์ระดับโลก เพื่อการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก

    ทั้งนี้ ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูสู่อาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการขยายเส้นทางเชื่อมต่อทางอากาศ โดยที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ผ่านเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Amazing Thailand 

    ซึ่งดำเนินการทั่วประเทศร่วมกับพันธมิตร ล่าสุดเปิดต้อนรับเที่ยวบินตรงใหม่จากอาบูดาบีไปยังกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก 

    อย่างไรก็ดี ททท. ยังได้จัดกิจกรรม Global Leadership Awards ครั้งที่ 13 เพื่อเชื่อมโยงผู้นำระดับโลกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และโอกาส โดยมองว่าภาวะผู้นำที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างโอกาสให้ผู้อื่นได้เติบโต 

    ดังนั้น จึงต้องการให้มองประเทศไทยในฐานะพันธมิตรที่เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม และดินแดนแห่งโอกาส ศูนย์กลางการค้า ความคิดสร้างสรรค์ และการเดินทางของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการแพทย์ไปจนถึงนวัตกรรมดิจิทัล การเดินทางสีเขียว และประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่กำลังกำหนดอนาคตของการท่องเที่ยวทั่วโลก

    “ต้องการให้ทุกคนทั่วโลกมาค้นพบเสน่ห์แบบไทยที่สัมผัสหัวใจของนักท่องเที่ยวทุกคนผ่านธรรมชาติ อาหาร สุขภาพ และการต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายใต้แคมเปญใหม่ล่าสุด Healing is the New Luxury เพราะความหรูหราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคา แต่ถูกกำหนดด้วยความสบายใจในประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641634&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3giWOLB8nhdE89UaOXtW-9

  • Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy หรือเศรษฐกิจยามค่ำคืน ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะหลังเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป จนถึงเช้ามืด ครอบคลุมภาคบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เปิดจนดึก บาร์และผับ ตลาดนัดกลางคืน ร้านค้าเปิด 24 ชั่วโมง กิจกรรมบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน การแสดงต่างๆ การท่องเที่ยวกลางคืน และบริการส่งอาหารกลางคืน ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างงานและรายได้ให้กับผู้ประกอบการ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ สร้างชีวิตยามค่ำคืนที่คึกคักให้เมืองใหญ่ 

    Midnight Economy เป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อกระตุ้นการบริโภคในเวลากลางคืนและสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยสามารถจัดกลุ่มเศรษฐกิจยามค่ำคืนได้ ดังนี้ 

    การค้าและการบริการ ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets) ร้านอาหาร ผับ/บาร์ คาเฟ่เปิดดึก

    วัฒนธรรมและความบันเทิง โรงภาพยนตร์ การแสดง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์เปิดกลางคืน

    นันทนาการและกีฬา ฟิตเนสเปิด 24 ชม. การแข่งขันกีฬากลางคืน

    บริการส่งของกลางคืน แอปพลิเคชั่นส่งอาหารและของใช้จำเป็น

    งานอีเวนต์และเทศกาล เทศกาลแสงสี การแสดงละครเวที เวิร์กช็อป

    รัฐบาลจีนได้ส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เช่น

    1. เซี่ยงไฮ้ (上海) – เมืองต้นแบบ

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ The Bund วิวแม่น้ำหวงผู่ยามค่ำคืนกับแสงสีตระการตา Xintiandi ร้านอาหารและบาร์สไตล์ตะวันตก Nanjing Road  ถนนช้อปปิ้งกลางคืน กิจกรรมเด่น อาทิ เทศกาลช้อปปิ้งกลางคืน “Shanghai Nightlife Festival” พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เปิดพิเศษในเวลากลางคืน (Night Museums)

    2. ปักกิ่ง (北京) – วัฒนธรรมโบราณผสมสมัยใหม่

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Sanlitun แหล่งช้อปปิ้งและบันเทิงยามค่ำคืน Wangfujing ตลาดกลางคืนที่มีอาหารแปลกๆ Qianmen Street สตรีทฟู้ดและวัฒนธรรมดั้งเดิม ความพิเศษ การแสดงงิ้วปักกิ่งและวัฒนธรรมดั้งเดิมในเวลากลางคืน

    3. เฉิงตู (成都) – เมืองแห่งอาหารและความเพลิดเพลิน

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Jinli Ancient Street ตลาดโบราณยามค่ำคืน Kuanzhai Alley ร้านชาและอาหารซิกเนเจอร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมเฉพาะ อาทิ วัฒนธรรมชงชายามค่ำคืน อาหารเสฉวนเผ็ดร้อนตอนดึก

    4. กวางโจว (广州) – เมืองแห่งอาหารกลางคืน

    สถานที่แนะนำ ได้แก่ Zhujiang New Town สมัยใหม่กับบาร์ริมแม่น้ำ Beijing Road – ช้อปปิ้งและอาหารกลางคืน โดยมีอาหารโดดเด่น อาทิ ติ่มซำและอาหารกวางตุ้งยามดึก

    5. ฉงชิ่ง (重庆) – เมืองแห่งแสงสีและอาหารเผ็ด

    ประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ คือ ทิวทัศน์เมืองภูเขายามค่ำคืน อาหารหม่าล่า รสจัดตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีบนแม่น้ำแยงซี

    6. เซินเจิ้น (深圳) – เมืองแห่งนวัตกรรม

    มีจุดแข็งด้านศิลปะและวัฒนธรรมยามค่ำคืน Seaworld – ความบันเทิงแบบตะวันตก

    ซึ่งจากการส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ ยอดขายปลีกเพิ่มขึ้นในช่วงกลางคืน การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชีวิตกลางคืน การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้บริการจนดึก ซึ่งเมืองเหล่านี้ล้วนพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ปรับระบบการขนส่ง และส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุน Midnight Economy อย่างเต็มที่

    จากข้อมูลข้างต้น จะพบว่า Midnight Economy เป็น “เครื่องยนต์ตัวใหม่” ที่สำคัญมาก กล่าวคือ

    1. สร้างมูลค่าเศรษฐกิจโดยตรงมหาศาล จากการศึกษาบางแห่งพบว่า เศรษฐกิจเที่ยงคืนในเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 15-20 ของมูลค่าการบริโภคทั้งหมดในบางพื้นที่ การเพิ่มเวลาบริโภค จากเดิมคนมีเวลาใช้จ่ายแค่ตอนกลางวัน เศรษฐกิจเที่ยงคืนขยายเวลาบริโภคออกไปอีก 6-8 ชั่วโมง สร้างรายได้ให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการช่วงกลางคืน เช่น พนักงานร้านอาหาร พ่อค้าในตลาดนัด คนขับรถส่งของ นักแสดง เป็นต้น

    2. สร้างวงจรเศรษฐกิจ (Economic Ecosystem)

    คนออกมาเที่ยวกลางคืน → ใช้บริการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม → ใช้บริการรถสาธารณะหรือแท็กซี่ → อาจไปช็อปปิ้งต่อ → สร้างรายได้ให้หลายอุตสาหกรรมในคราวเดียว

    3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของเมือง

    เมืองที่มีชีวิตชีวากลางคืนจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น (เช่น ฉางซาในจีนกรุงเทพฯ ในไทย โตเกียวในญี่ปุ่น เป็นต้น)

    4. เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองสมัยใหม่

    คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึกหรือมีไลฟ์สไตล์กลางคืนมากขึ้น คือกลุ่มลูกค้าหลัก และยังช่วยแก้ปัญหา “หลังจากเลิกงานไม่มีอะไรทำ” ได้ในระดับหนึ่ง

    ตัวอย่าง Midnight Economy นครฉงชิ่ง

    ฉงชิ่ง เป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบของ “Midnight Economy” ในจีนที่มีเอกลักษณ์มาก เนื่องจากเป็นเมืองภูเขาและสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ชีวิตกลางคืนจึงคึกคักเป็นพิเศษ

    1. ฮอตพอตกลางคืน ถือว่าเป็นหัวใจแห่งเศรษฐกิจเที่ยงคืน

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่ง “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” และฮอตพอตคือกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจเที่ยงคืน ร้านฮอตพอตหลายพันร้านทั่วเมืองเปิดจนดึกดื่น บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนนั่งล้อมวงกินฮอตพอต เสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของซุปเผ็ดกระจายทั่วเมือง

    ตัวอย่างสถานที่ยอดนิยม:

    หงหยาโต่ว : อาคารสถาปัตยกรรมโบราณริมน้ำ เปรียบเสมือน “เมืองในนิทาน” ของฉงชิ่ง ทั้งกลางวันและกลางคืนสวยงามตระการตา โดยตอนกลางคืนจะมีไฟสว่างไสว และมีร้านฮอตพอตมากมาย

    จี๋ฟางเจีย : ย่านเมืองเก่า แม้จะปิดร้านค้าบางส่วนในเวลากลางคืน แต่ร้านอาหารและร้านชานม ร้านฮอตพอตยังคงเปิดบริการจนดึก

    2. วิวเมืองยามค่ำคืนและกิจกรรมริมน้ำ

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่งมีแม่น้ำแยงซีและเจี่ยวหลิงไหลผ่าน ทำให้วิวเมืองริมน้ำสวยงามในเวลาค่ำคืน

    กิจกรรมยอดนิยม : ล่องเรือชมเมืองตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีของตึกสูงในย่านเจี้ยเปยโถว และชมความสว่างไสวของหงหยาโต่วจากแม่น้ำ เป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาด ตลอดจนชมวิวจากจุดชมวิวอย่าง Nanshan Mountain หรือริมแม่น้ำด้านหน้าย่านเจี้ยเปยโถว เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ที่มาเดินเล่นและถ่ายรูปยามค่ำคืน

    3. ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets)

    ความโดดเด่น : นอกเหนือจากฮอตพอตแล้ว ฉงชิ่งยังมีตลาดนัดกลางคืนที่ขายของกินพื้นเมืองมากมาย

    ของกินต้องลอง : หม่าหมี่ (เส้นพันซอส) เส้นเล็กฉงชิ่ง เนื้อย่าง เข่งหวาน 

    ตลาดนัด : กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่น ย่านการค้าถนนคนเดินกวนหยินเฉียว 

    4. สถานบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน

    ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าหลายแห่งในฉงชิ่งปรับเวลาปิดเป็น 22:00 น. หรือเวลาเที่ยงคืนเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์กลางคืน ในขณะเดียวกันผับและบาร์ย่านอย่างจิ่วเจีย ได้ชื่อว่าเป็น “ย่านบันเทิงยามค่ำคืน” ของฉงชิ่ง เต็มไปด้วยผับ บาร์ คาราโอเกะ และร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมง คึกคักจนถึงเช้า

    กล่าวโดยสรุป ฉงชิ่งกับ Midnight Economy สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก แค่ฮอตพอตเพียงอย่างเดียวก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศได้จำนวนมหาศาล สร้างรายได้ให้กับธุรกิจต่อเนื่องหลายระดับ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านค้า ไปจนถึงพนักงาน สร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ให้เมือง ภาพลักษณ์ “เมืองที่ไม่หลับใหล” และ “เมืองแห่งฮอตพอต” ทำให้ฉงชิ่งแตกต่างและดึงดูดผู้คนอย่างต่อเนื่องกระตุ้นการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคบริการช่วงกลางคืนจำนวนมาก ทั้งนี้ การที่ “Midnight Economy” ของฉงชิ่งประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบเทียม แต่เกิดจาก “วัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตกลางคืน” ที่มีอยู่แล้วในตัวเมือง และรัฐบาลเพียงส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบขนส่ง ไฟส่องสว่าง ความปลอดภัย) ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านของการพัฒนาและส่งเสริมเศษฐกิจยามค่ำคืน ยังคงมีความความท้าทายและข้อควรระวัง ทั้งด้านกฎหมายและระเบียบไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมสถานบริการ กฎหมายควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กฎหมายว่าด้วยเสียงรบกวน การจัดการมลพิษทางเสียงต้องจัดการไม่ให้รบกวนชุมชนโดยรอบ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะที่ต้องขยายเวลาบริการเพื่ออำนวยความสะดวก การจัดการขยะ การเก็บขยะเพิ่มเติม และที่สำคัญที่สุด คือความปลอดภัยของประชาชน จะต้องมีแสงสว่างและตำรวจดูแลเพียงพอ และกล้อง CCTV ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

    ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. ณ นครเฉิงตู

           โอกาสและศักยภาพของไทย จุดแข็งของประเทศไทย คือ การมีพื้นฐานวัฒนธรรมการกินในช่วงกลางคืนอยู่แล้ว รวมถึงสภาพอากาศร้อนยามค่ำคืนเหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมออกมารับประทานอาหารและช้อปปิ้งตอนกลางคืน โดยมีอาหารริมทาง (Street Food) ที่เป็นจุดเด่น

            แนวทางการประยุกต์ใช้สำหรับไทย รูปแบบที่เหมาะสม อาทิ Midnight Food & Culture ตลาดนัดวัฒนธรรมและอาหาร การแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยยามค่ำคืน Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างสรรพสินค้าในบางพื้นที่ ตลาดนัดศิลปะและของที่ระลึก Night Tourism ทัวร์วัดยามค่ำคืน (จัดแสงสีอย่างเหมาะสม) ทัวร์อาหารรัตนโกสินทร์ โดยอาจเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง เขตเมืองสร้างสรรค์ ในย่านเจริญกรุง   เขตท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เช่น สนามหลวง เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

     โดยภาครัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการลดภาษี สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สนับสนุนค่าสาธารณูปโภคในช่วงทดลอง ปรับปรุงระบบขนส่ง ทั้ง BTS และ MRT ให้บริการถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้ อาจจะต้องมีมาตรการควบคุมในเขตพื้นที่ควบคุม กำหนดขอบเขตชัดเจน มาตรฐานความปลอดภัยต้องเข้มงวด การมีส่วนร่วมของชุมชน รับฟังความเห็นประชาชน

     ตัวอย่างโครงการที่อาจเริ่มได้ทันที อาทิ “กรุงเทพฯ ยามค่ำคืน” พัฒนาย่านเก่าแก่ให้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน

    จัดเทศกาลวัฒนธรรมรายเดือน “เชียงใหม่ Mid-Night Market” ตลาดนัดศิลปะและหัตถกรรม การแสดงพื้นเมือง “Food Street by Night” กำหนดถนนสายอาหารเฉพาะกิจ เป็นต้น

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูง การนำแนวคิดเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Midnight Economy) มาปรับให้เข้ากับบริบทไทย โดยเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากพื้นที่นำร่อง ฟังเสียงประชาชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ประกอบกับการรักษาอัตลักษณ์ไทยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป ซึ่งหากมีการวางแผนดำเนินงานอย่างมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและชัดเจน Midnight Economy อาจเป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตสูงขึ้นก็เป็นได้ 

    ————————————————–

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    ตุลาคม 2568

    แหล่งข้อมูล :

    People’s Daily : รายงานพิเศษเกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจเที่ยงคืนของฉงชิ่ง

    Xinhua NEWS Agency : การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการบริโภคกลางคืน

    CCTV : รายการสารคดีเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนในเมืองต่างๆ ของจีน รวมถึงฉงชิ่ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yi0uoul26tvq5ddaftimtxvv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39wAqjTBHRxQQOE9ZeJfgY

  • ส่อง 4 มาาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวรัฐบาล ‘คลัง’ จ่อชง ครม.หนุนเพิ่ม GDP ปี 68 – 69

    ส่อง 4 มาาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวรัฐบาล ‘คลัง’ จ่อชง ครม.หนุนเพิ่ม GDP ปี 68 – 69

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    17 ต.ค. 2025 เวลา 6:15 น.

    ส่อง 4 มาาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวรัฐบาล 'คลัง' จ่อชง ครม.หนุนเพิ่ม GDP ปี 68 - 69

    เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษี 4 มาตรการใหญ่ ชงครม.21 ต.ค. กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงไฮต์ซีซั่น ครอบคลุมสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ที่พัก อาหาร เร่งเบิกงบฝึกอบรม สัมนา เพิ่มจีดีพีไทย

    • เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษีสนบสนุ่นการท่องเที่ยว 4 มาตรการใหญ่เข้าครม.21 ต.ค.
    • ชี้เป็นแผนกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงไฮต์ซีซั่น ครอบคลุมสิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยจังหวัดเมืองรองได่
    • ที่พัก อาหาร เร่งเบิกงบฝึกอบรม จูงใจสถานบันเทิง โรงแรมลงทุนปรับปรุงใหม่ โดยใช้ซอฟต์โลนจากออมสินหมื่นล้าน
    • คาดช่วยเพิ่มจีดีพีปี 2568 ราว 0.05-0.06% และส่งต่อไปในปี 2569 สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

     แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ต.ค.กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวรวม  4 มาตรการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)นัดแรกได้เห็นชอบแล้ว หลังวิเคราะห์พบว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศของปี 2567 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.58 ล้านล้านบาท คิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และ 14 %ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยขยายตัวเพียง 2.7% ต่อปี ชะลอตัวลงอย่างมากจากปี 2567 ที่ขยายตัว 8.4% ต่อปี

    และข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่า ผู้ประกอบการที่พักแรมทั่วประเทศ 42,227 ราย โดย 45% หรือ 19,033 ราย ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด ซึ่งกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงานในพื้นที่ สำหรับ 4 มาตรการ ที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.05-0.06% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.03-0.04%

    โดยมีรายละเอียดของมาตรการ 4 ข้อ ได้แก่

    1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568 ให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 420 ล้านบาท

     2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load) ระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท.

    โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    3.ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก10 %เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์

    รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี

    4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว

    โดยทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี) คาดว่าจะมีโรงแรมลงทุนปรับปรุงประมาณ 1,200 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1203489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pPHzz9ekBVRd4H7C-GZ3M

  • เคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ครม.พร้อมชงสัปดาห์หน้า-เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษี

    เคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ครม.พร้อมชงสัปดาห์หน้า-เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 21 ต.ค.นี้ จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ 4 มาตรการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)นัดแรกได้เห็นชอบ หลังวิเคราะห์พบว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศของปี 2567 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.58 ล้านล้านบาท คิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยขยายตัวเพียง 2.7% ต่อปี ชะลอตัวลงอย่างมากจากปี 2567 ที่ขยายตัว 8.4% ต่อปี

    และข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่า ผู้ประกอบการที่พักแรมทั่วประเทศ 42,227 ราย โดย 45% หรือ 19,033 ราย ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด ซึ่งกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงานในพื้นที่

    สำหรับ 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568 ให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ 10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 420 ล้านบาท

    มาตรการที่ 2 เร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load) ระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    มาตรการที่ 3 ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี

    มาตรการที่ 4 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า (แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100% ของรายจ่ายดังกล่าว

    โดยทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่าย 2 เท่า เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี)

    คาดว่าจะมีโรงแรมลงทุนปรับปรุงประมาณ 1,200 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    มาตรการทั้ง 4 นี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.05-0.06% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.03-0.04%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889467&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XsXcWlbago48_lxTPyvEz

  • รัฐบาลอัด 4 มาตรการภาษี กระตุ้นท่องเที่ยว ชงครม.สัปดาห์หน้า

    รัฐบาลอัด 4 มาตรการภาษี กระตุ้นท่องเที่ยว ชงครม.สัปดาห์หน้า

    แหล่งข่าวจากทำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวม 4 มาตรการ ครอบคลุมทั้งมาตรการภาษี การใช้จ่ายงบประมาณฝึกอบรม ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก ได้เห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    สำหรับ 4 มาตรการมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ มีดังนี้

    1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    โดยให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น 

    ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 420 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load)

    โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 

    โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569

    3.มาตรการภาษี ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง 

    โดยขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก10 %เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น.

    มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี มีระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569

    4.มาตรการเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569

    สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี)

    ทั้งนี้คาดว่าจะมีโรงแรมลงทุนปรับปรุงประมาณ 1,200 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

    โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข่าว ระบุว่า การดำเนินมาตรการทั้ง 4 นี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า จะมีผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.05-0.06% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.03-0.04%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641613&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UcdQxWVnWZqUWVjcuiPqV

  • ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ทั่วไป

    ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    16 ต.ค. 2025 เวลา 20:01 น.

    ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ตามที่ได้มีประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2566 ตั้ง นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว นั้น

    เนื่องจาก นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ได้พ้นจากกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวเพราะลาออก และในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 15 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง เป็นกรรมาธิการแทน

    จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน

    ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ทั้งนี้ยังมีประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการฯ ดังนี้

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายอลงกรณ์ พลบุตร] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายเอกพร รักความสุข] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายธนพงศ์ ธนเดชากุล] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายสรวีย์ ศุภปณิตา] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายนพพล เหลืองทองนารา] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแทนตำแหน่งที่ว่าง (นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์) (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1203471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_1xNLM1msvRb7DXn7-ZgC

  • ท่องเที่ยวสายมู “ตกเหล็กน้ำพี้” หนึ่งเดียวในโลก

    ท่องเที่ยวสายมู “ตกเหล็กน้ำพี้” หนึ่งเดียวในโลก

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/128157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33EcVJ6-wJ8qwwUPqrtzlg

  • บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเกือบ 3 หมื่นล้าน ลุยช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

    บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเกือบ 3 หมื่นล้าน ลุยช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน บสย. ช่วง 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) มียอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 29,695 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่ 

    • โครงการค้ำประกันสินเชื่อที่เป็นมาตรการรัฐ ในสัดส่วน 54% คิดเป็นยอดค้ำประกัน 15,984 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้สินเชื่อ 33,625 ราย 
    • โครงการค้ำประกันสินเชื่อดำเนินการโดย บสย. ในสัดส่วน 46% คิดเป็นยอดค้ำประกัน 13,711 ล้านบาท สามารถช่วย SMEs ได้สินเชื่อ 3,875 ราย 

    โดยในส่วนของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 “บสย SMEs ยั่งยืน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือน ก.ค. 2567 จนถึง 30 ก.ย. 2568 มียอดค้ำประกันรวม 44,517 ล้านบาท และสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากกว่า 62,703 ราย 

    ทั้งนี้ ตลอด 9 เดือนของปี 2568 จากการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 122,640 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 37,285 ราย แบ่งเป็น

    กลุ่มรายย่อยหรือ Micro SMEs ในสัดส่วนถึง 84% ค้ำประกันสินเชื่อเฉลี่ย 150,000 บาทต่อราย อีก 16% เป็นกลุ่ม SMEs  ค้ำประกันสินเชื่อเฉลี่ย 4.4 ล้านบาทต่อราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้กว่า 39,335 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานรวม 401,871 ตำแหน่ง 

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    สำหรับประเภทธุรกิจที่มียอดค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1. ภาคบริการ 32.6% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 10% และ 3. เกษตรกรรม 7.9%

    ซึ่งทั้ง 3 ประเภทธุรกิจครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 51% สะท้อนถึงแนวโน้มของเม็ดเงินลงทุนของผู้ประกอบการ SMEs ในภาคบริการ อาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว ที่เดินหน้าการลงทุน ต่อยอดธุรกิจเพื่อรองรับเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมากในช่วงปลายปี  

    “จากสัดส่วนผู้ประกอบการที่เข้าถึงสินเชื่อ ผ่านการค้ำประกันของ บสย. ซึ่งเป็นกลุ่มรายย่อย Micro SMEs สูงถึง 84% สะท้อนถึงความสำเร็จของกลไกการค้ำประกันของ บสย. ที่สามารถช่วยเหลือกลุ่ม Micro SME รายย่อย อาชีพอิสระ และกลุ่มเปราะบาง ที่มีปัญหาขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือบุคคลค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น” นายสิทธิกร กล่าว 

    ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาของธุรกิจ SMEs นำมาสู่นโยบาย “Quick Big Win” หรือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ซึ่งหนึ่งในด้านที่สำคัญ คือ “การช่วยเหลือธุรกิจ SMEs” ด้วยการเติมสภาพคล่องให้กับ SMEs อย่างเร่งด่วน 

    นายสิทธิกร กล่าวว่า บสย. ร่วมขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SMEs ด้วยการเตรียมออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโครงการใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ต้องการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ หรือลงทุนต่อยอดกิจการเพื่อรองรับช่วงไฮซีซัน ในเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี 

    “ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” ที่มุ่งกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นการลดความเสี่ยงด้าน Credit Cost ให้กับ SMEs และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น ”

    ทั้งนี้ บสย. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ “บสย. พร้อมช่วย” หรือมาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว ตั้งแต่เปิดตัวมาตรการในปี 2565 จนถึง 30 กันยายน 2568 สามารถปรับโครงสร้างหนี้ 22,481 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสมรวม 14,560 ล้านบาท เฉพาะ 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) สามารถปรับโครงสร้างหนี้ 3,992 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 2,688 ล้านบาท 

    ขณะเดียวกัน บสย.ได้ปรับแก้ประกาศกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 เรื่อง “กำหนดให้นิติบุคคลที่ให้บริการสินเชื่อแก่ภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นสถาบันการเงิน” ทำให้ บสย. สามารถขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อประเภท Non-Bank ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    จากเดิมที่สามารถค้ำประกันสินเชื่อได้เฉพาะ Non-Bank ที่เป็นบริษัทลูกของสถาบันการเงินเท่านั้น ช่วย “ปลดล็อก” ให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดย บสย. พร้อมค้ำประกันสินเชื่อให้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับใหม่ ได้แก่ “นาโนไฟแนนซ์” และ “ลีสซิ่ง” ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/641568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37vu8dOEXzeaJM1qCJx_0i

  • สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นทท.แห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2 พันคน

    สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นทท.แห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2 พันคน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

    สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นักท่องเที่ยวแห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2,000 คน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพังงา นำผู้สื่อข่าวเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เกาะ8 หรือเกาะสิมิลัน และเกาะ4 หรือเกาะเมียง ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา หลังจากปิดการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูในหน้ามรสุม5เดือน พบว่าคึกคักเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 15 พฤษภาคม 2569  พบว่าบรรยากาศกาศเดินทางไปกลับคลื่นลมสงบ ท้องฟ้าใส

    อุทยานฯหมู่เกาะสิมิลันขึ้นชื่อในเรื่องของทะเลสีครามใสสะท้อนแสงแดด แนวหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวตัดกับโขดหินรูปร่างแปลกตา โดยเฉพาะ “หินเรือใบ” สัญลักษณ์ของเกาะแปด (เกาะสิมิลัน) ที่ตั้งตระหง่านเหนืออ่าวเกือก กลายเป็นจุดชมวิวสุดฮิตของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีจุดดำน้ำยอดนิยมอย่าง หาดเจ้าหญิง หาดเล็ก ลานข้าหลวงที่เกาะเมียงหรือเกาะสี่  และ เกาะบางู (เกาะเก้า) ที่มีปลาสวยงามและแนวปะการังหลากสีสันและแนวปะการังที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ โดยในวันนี้มีนักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมจำนวน 2,017 คน แบบดำน้ำตื้น 1,978 คน แบบดำน้ำลึก 39 คน เรือนำเที่ยว 51 ลำ

    นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา กล่าวว่า การท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันในฤดูกาลนี้ มีความพร้อมทั้งด้านความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้จัดเตรียมมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องความปลอดภัย การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน ซึ่งการเปิดการท่องเที่ยววันแรกในวันนี้พบว่าท้องฟ้าแจ่มใส หาดทรายขาวทะเลสวยเป็นอย่างมาก หมู่เกาะสิมิลันได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำที่สวยที่สุดในประเทศไทย และเป็นจุดท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ติดอันดับโลก

    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวชมความงาม ขณะที่สถานการณการท่องเที่ยวโดยรวมเริ่มดีขึ้นมียอดจองโรงแรมในย่านเขาหลักมากกว่าร้อยละ70 ขณะที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ซึ่งเปิดการท่องเที่ยววันแรกเช่นเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวจำนวน 282 คน พักค้างคืนบนเกาะ 30 คน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/921388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nMbL-D-KfhpLrw0XxGnrl