Category: ท่องเที่ยว

  • สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    วันที่ 31 ต.ค.68 ที่หน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ถ.เยาวชาช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต สายตรวจรถจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตร่วมเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ด้วยการแต่งหน้าและใส่หน้ากากผีในเครื่องแบบสายตรวจจักรยานที่ประจำการอยู่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ถ.ถลาง ถ.พังงา และสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ แลนด์มาร์กชื่อก้องโลกพร้อมกับหุ่นไล่กาติดไว้หน้าที่ทำการ

    จากนั้นสายตรวจรถจักรยาน 1 สาย 1 นายพร้อมรถจักรยานได้แต่งตัวตำรวจผีปั่นจักรยานประจำจุดบริการนักท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจมาร่วมถ่ายคลิปด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ได้เป็นอย่างดี

    เครดิต Phuket Hotnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/60261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24othuOLVFEcJGcU1cYc3H

  • แม่ฮ่องสอนเปิดแลนด์มาร์คใหม่ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” จุดเช็คอินสุดคิ้วท์รับไฮซีซั่น

    แม่ฮ่องสอนเปิดแลนด์มาร์คใหม่ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” จุดเช็คอินสุดคิ้วท์รับไฮซีซั่น

    แม่ฮ่องสอนเปิดแลนด์มาร์คใหม่ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” จุดเช็คอินสุดคิ้วท์รับไฮซีซั่น

    พร้อมรับลมหนาว จังหวัดแม่ฮ่องสอนเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ล่าสุด ที่จะทำให้ทริปปางอุ๋งของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นกับ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” ณ บ้านห้วยมะเขือส้ม ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายสมศักดิ์ ณ มาตคำ นายก อบต.หมอกจำแป่, หัวหน้าส่วนราชการ, อินฟลูเอนเซอร์ และนักท่องเที่ยว

    มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม ไม่ใช่แค่ฟาร์มธรรมดา แต่ตั้งเป้าไว้ว่าเป็นจุดหมายใหม่ของคนรักสัตว์และธรรมชาติใน จ.แม่ฮ่องสอน

    ไฮไลท์ดึงดูดนักท่องเที่ยว คือการได้ใกล้ชิดกับ “อัลปาก้า” สุดน่ารัก และ “ฝูงแกะ” ขนปุย ที่จะมาอวดโฉมโชว์ความน่ารักให้นักท่องเที่ยวได้ป้อนอาหารและถ่ายรูปอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศทุ่งหญ้าที่สวยงาม

    นอกจากสัตว์น่ารักแล้ว ที่นี่ยังมีจุดถ่ายรูปสุดโรแมนติกอย่าง “วิวปราสาทดอกไม้” หนึ่งเดียวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ฟีลเหมือนอยู่ต่างประเทศ และสำหรับสายชิล ที่นี่ยังมีมี คาเฟ่เก๋ๆ ให้นั่งพักผ่อนไม่จำกัดเวลา เสิร์ฟเครื่องดื่มด้วย “เมล็ดกาแฟสายพันธุ์แม่ฮ่องสอน” แท้ๆ ให้คุณได้แวะพักรถ พักคน ก่อนเดินทางต่อ

    “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” ตั้งอยู่บนเส้นทางหลักมุ่งหน้าสู่ “ปางอุ๋ง” (โครงการพระราชดำริปางตอง 2) โดยอยู่ ห่างจากปางอุ๋งเพียง 2 กิโลเมตรเศษ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดพักรถที่สมบูรณ์แบบ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไกลหลายชั่วโมง

    การเปิดตัวครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มจุดหมายการท่องเที่ยวรับช่วง High Season แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าชุมชน ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้แวะมาสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ ชมความน่ารักของอัลปาก้าและฝูงแกะ ณ “มะเขือส้ม อัลปาก้า ชีฟฟาร์ม” พร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2892574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GPVmVKPyIPsJtR9D0Gb78

  • สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    สายตรวจจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เพิ่มสีสันแต่งหน้าผีรับวันฮาโลวีน ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติย่านเมืองเก่า

    วันที่ 31 ต.ค.68 ที่หน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ถ.เยาวชาช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต สายตรวจรถจักรยานตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตร่วมเพิ่มสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ด้วยการแต่งหน้าและใส่หน้ากากผีในเครื่องแบบสายตรวจจักรยานที่ประจำการอยู่ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ถ.ถลาง ถ.พังงา และสี่แยกธนาคารชาร์เตอร์ แลนด์มาร์กชื่อก้องโลกพร้อมกับหุ่นไล่กาติดไว้หน้าที่ทำการ

    จากนั้นสายตรวจรถจักรยาน 1 สาย 1 นายพร้อมรถจักรยานได้แต่งตัวตำรวจผีปั่นจักรยานประจำจุดบริการนักท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ความสนใจมาร่วมถ่ายคลิปด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในวันฮาโลวีน 2025 ได้เป็นอย่างดี

    เครดิต Phuket Hotnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IhO0_boqTFP4-Dx6-UHW1

  • แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็น “บทสรุปสุดท้าย” ของการรวมธุรกิจสายการบินทั้งหมดภายใต้กลุ่มสายการบินเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของ “การเดินทางครั้งใหม่” ของแคปปิตอล เอ ในฐานะกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและดิจิทัลแบบครบวงจร

    บริษัท แคปปิตอล เอ จำกัด (Capital A Berhad หรือ “แคปปิตอล เอ”) ประกาศว่าได้ดำเนินการครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งหมดสำหรับการขายธุรกิจสายการบินให้แก่บริษัท แอร์เอเชีย เอ็กซ์ จำกัด (AirAsia X Berhad หรือ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์”) 

    การบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับหนังสือยินยอมจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด และหนังสือรับรองการเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) มูลค่า 1,000 ล้านริงกิตให้แก่แอร์เอเชีย เอ็กซ์ อีกทั้งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการขอผ่อนผันข้อกำหนดด้านกฏระเบียบจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยแล้ว

    หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือ ได้แก่ การลดทุนและจัดสรรหุ้น (Capital Reduction and Distribution) ของแคปปิตอล เอ การออกและจดทะเบียนหุ้นของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รวมถึงขั้นตอนทางกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะตามมาด้วยการยื่นคำขอเพิกถอนสถานะ PN17 ในเดือนเดียวกัน

    นาย โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปปิตอล เอ กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม เพราะเราสามารถประกาศได้อย่างเป็นทางการว่าสัญญาทั้งหมดได้ผ่านเงื่อนไขครบถ้วน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้ฝ่าฟันอุปสรรคและการอนุมัติต่าง ๆ เพื่อให้ข้อตกลงนี้สำเร็จลุล่วง

    เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางที่ยาวนาน พร้อมกลับมาอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยกลุ่มสายการบินที่มั่นคง และบริษัทในเครือใหม่ทั้ง 5 แห่งภายใต้แคปปิตอล เอ

    ต่อจากนี้ เราจะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ด้วยบริษัท 2 กลุ่มที่มีความชัดเจน คือกลุ่มสายการบินภายใต้ชื่อ          แอร์เอเชีย กรุ๊ป ที่รวมสายการบินแอร์เอเชียทั้ง 7 สาย (ทั้งเส้นทางระยะกลางและระยะสั้น) ให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวทั่วภูมิภาค และกลุ่มแคปปิตอล เอ ที่มุ่งเน้นการขยายธุรกิจ 5 ประเภทในกลุ่มท่องเที่ยวและดิจิทัลที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

    “ผมขอขอบคุณ Allstars ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้ และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่คอยสนับสนุนเรา ให้สามารถพลิกฟื้นกลับมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากคือบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นและวินัยย่อมนำไปสู่เป้าหมายเสมอ”

    เมื่อการรวมธุรกิจสายการบินแล้วเสร็จ “แอร์เอเชีย กรุ๊ป” จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งสร้าง “เมกา ฮับ” หลายแห่งทั่วภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมตั้งเป้าที่จะเป็น “สายการบินเครือข่ายราคาประหยัดเครื่องบินลำตัวแคบรายแรกของโลก” ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินให้กับผู้โดยสาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบิน ลดต้นทุนต่อหน่วย และสร้างโอกาสในการเติบโต ผ่านการใช้เครื่องบินรุ่นแอร์บัส A321neo และ A321XLR ที่มีพิสัยบินไกลมากขึ้น

    ในขณะเดียวกัน บริษัทในเครืออีก 5 แห่งของแคปปิตอล เอ ถือเป็น “ก้าวต่อไป” ของการเติบโต นอกเหนือจากธุรกิจการบิน ได้แก่  ADE (ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุงอากาศยาน) Teleport (ธุรกิจโลจิสติกส์) AirAsia MOVE (แพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัล) Santan (ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) และ Abc. (ธุรกิจการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น AirAsia NEXT โดยทั้ง 5 ธุรกิจนี้มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน และสร้างนิยามใหม่ให้กับภูมิทัศน์ธุรกิจในอาเซียน เช่นเดียวกับที่แอร์เอเชียเคยปฏิวัติวงการการบินในภูมิภาคนี้

    ธุรกิจเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของข้อมูล เทคโนโลยี และฐานผู้ใช้งานของแคปปิตอล เอ เพื่อสร้างโอกาสอย่างเต็มที่ ด้วยกลุ่มผู้บริหารและความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม แคปปิตอล เอ มุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจทั้ง 5 นี้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น

    ประกาศครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างของบริษัทได้เข้าสู่ “บทสุดท้าย” และแคปปิตอล เอ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ “การเดินทางครั้งใหม่” หลังการเพิกถอนสถานะ PN17

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/pr-news/860515&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L1SL–rb3lRg1Pj1sCvbU

  • รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” รับสิทธิลดหย่อนภาษี เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธ.ค 68


    31/10/2568 | 313 |

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนร่วมโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างทั่วถึง โดยโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้านที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  มาหักลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ 
    (e-Tax Invoice) และอีก 10,000 บาทใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น ทั้งนี้ หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับสิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

    ส่วนภาคธุรกิจนิติบุคคล บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการจัดอบรมหรือสัมมนาภายในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มาหักรายจ่ายได้เพิ่ม โดยต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ส่วนกรณีค่าขนส่ง อนุญาตให้จ่ายให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน  โดยสามารถหักรายจ่ายในเมืองรองได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง และในพื้นที่เมืองหลักนอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการนี้ รัฐบาล มุ่งส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวสู่ 55 เมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่พื้นที่ท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าเมืองหลัก อาทิ ภาคเหนือ (เชียงราย น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ฯลฯ) ภาคอีสาน (เลย สกลนคร บึงกาฬ, ร้อยเอ็ด ฯลฯ) ภาคกลาง (ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ฯลฯ) และภาคใต้ (ตรัง ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช ฯลฯ) 

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการต่อเติมหรือปรับปรุงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับกิจการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและความพร้อมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    “เที่ยวดีมีคืน 2568 เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ รับประโยชน์จากมาตรการภาษี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายสิริพงศ์ ย้ำ


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/436563&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-k529TmocF5ERpDZfBTjv

  • “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น 

    โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายแดน ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด 

    ทั้งนี้ ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบริษัทนำเที่ยว สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดและพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน (คืนละ 300 บาท) ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
     

    สำหรับโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” จะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์ จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/609258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1juIa5Gu_czIuTosQ_tbWc

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสโดยด้านอุปทานชะลอลง จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนก.ย.68

    สำหรับเดือน ก.ย.68 เศรษฐกิจปรับดีขึ้น จากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิต หลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน ประกอบกับการส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลง ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มปิโตรเลียมและเครื่องดื่มที่กลับมาผลิตหลังหยุดผลิตชั่วคราว และการผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มขึ้นจากกลุ่ม EV ส่วนการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการ

    – จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายรับจากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว และอินเดียที่มีการเพิ่มเส้นทางบินตรงใหม่ ด้านรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากจำนวนวันพักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว และพบว่าในระยะหลังมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวตามภูมิภาคต่างๆ ในไทยมากขึ้น

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ในหลายหมวด อาทิ (1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ (2) ยานยนต์ ตามการส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลาง และชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ และ (3) อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในฮ่องกง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และข้าวไปแอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย และการส่งออกปิโตรเลียมลดลงตามการส่งออกไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จากการเร่งส่งออกไปในเดือนก่อน สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการมากขึ้น อาทิ สินค้าเกษตร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

    – มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เพื่อผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ประกอบกับการนำเข้าหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภคที่เพิ่มขึ้น ตามการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือจากจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิง และสินค้าทุน ไม่รวมเครื่องบินปรับลดลงจากเดือนก่อน

    • ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.ย. ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชันอาหารโทรสั่ง และของใช้ส่วนตัว

    – ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อน ตามการจ้างงานในภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตลดลงบ้าง โดยต้องติดตามการจ้างงานที่ยังคงลดลงในกลุ่มการผลิตสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า สำหรับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรวม และรายใหม่ ต่อผู้ประกันตนทรงตัวจากเดือนก่อน

    – ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าที่เกินดุลเป็นสำคัญ โดยในเดือนก.ย.68 ไทยเกินดุลการค้า 3.6 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากส่งออก ได้เป็นมูลค่า 30.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้า มีมูลค่า 27 พันล้านดอลลาร์

    • ภาวะการเงิน

    – อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด รวมถึงปัจจัยเฉพาะภายในประเทศ หลังสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น

    สำหรับเดือน ต.ค. (ข้อมูลถึง 27 ต.ค.68) เงินบาทปรับอ่อนค่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่ปรับแย่ลง ทั้งจากสงครามการค้าและสถานการณ์การเมืองของฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยแข็งค่าในเดือน ก.ย. จากปัจจัยเฉพาะของไทยทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ และราคาทองคำ ขณะที่ดัชนีค่าเงินฯ ปรับอ่อนค่าลงในเดือน ต.ค.

    – การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากช่องทางสินเชื่อเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นตามการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลิตเครื่องดื่ม ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และการโฆษณา ด้านการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลง หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อนหน้า ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

    ต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ย. ถึง 27 ต.ค.68 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าจะมีการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประกอบกับนักลงทุนสถาบันมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยเน้นถือพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้น

    • เชื่อ “คนละครึ่งพลัส” เป็น upside ศก.ไทย Q4/68

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปว่า ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจาก 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาหลังจากหยุดผลิตไปชั่วคราวในก่อนหน้านี้ และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง 2.การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 3.ภาคการท่องเที่ยว และอุปสงค์ในประเทศ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    โดยในระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2. ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จากผลของมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า ในเบื้องต้น ธปท.ได้รวมผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ที่การขยายตัว 2.2% แล้ว แต่หากในทางปฏิบัติจริงพบว่าประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาดไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น upside กับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาดูต่อไป

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผลทางเชิงจิตวิทยาในเชิงบวก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

    โดย ธปฦ/กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9U0IQCTFJSAIAX01BKYT2NXAN4UYI9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pL9qfqC-2-qZFgzdFOrSm

  • กลับมาแล้ว! เกาะสิมิลัน ‘เกาะ 8’ หินเรือใบ-อ่าวเกือก สวรรค์นักท่องเที่ยวใต้ท้องทะเล

    กลับมาแล้ว! เกาะสิมิลัน ‘เกาะ 8’ หินเรือใบ-อ่าวเกือก สวรรค์นักท่องเที่ยวใต้ท้องทะเล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xWWgLl1yf3DGSNtDmrb3L

  • ททท. ปล่อยแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” ลดสูงสุด 30% กว่า 200 โรงแรม…

    ททท. ปล่อยแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” ลดสูงสุด 30% กว่า 200 โรงแรม…

    ในโอกาสฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” จับมือพันธมิตรกว่า 200 โรงแรมทั่วประเทศ ลดสูงสุด 30% พร้อมกิจกรรมลุ้นรางวัลรวมกว่า 3 ล้านบาท

    โดย ททท. มีเป้าหมายเดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปีด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ สร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยสู่แนวทาง Value-Based Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ที่เน้นความยั่งยืนและความหมายของการเดินทางมากกว่าปริมาณ

    เริ่มต้นจองได้แล้ว วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 และเดินทาง ได้ถึง 31 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com

    ยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยแนวคิด Value-Based Tourism

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ผ่านแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยกลับมาเดินทางอีกครั้งอย่างมีความหมาย และกระตุ้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมผลักดันการใช้จ่ายในประเทศให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    แคมเปญนี้ดำเนินการภายใต้แนวทาง Partnership 360° ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ ททท. ใช้เชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะเครือโรงแรมและรีสอร์ตกว่า 200 แห่ง ที่ร่วมมอบโปรโมชั่นและแพ็กเกจสุดพิเศษในช่วงปลายปีนี้ เพื่อให้ประชาชนได้เดินทางอย่าง “สบายใจ สบายกระเป๋า”

    สื่อสารแนวคิด “เที่ยวอย่างรู้คุณค่า” ผ่านกลุ่มพรีเซ็นเตอร์หลากหลาย

    เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ททท. ได้เลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนของรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิด “การเดินทางที่เริ่มจากหัวใจ”

    กลุ่ม Solo Economy นำโดย วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา และ โอ๊ต–อัครพล จับจิตรใจดล ที่สื่อถึงนักเดินทางรุ่นใหม่ซึ่งใช้การท่องเที่ยวเป็นพื้นที่เติมแรงบันดาลใจและค้นหาความหมายในชีวิต

    วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา และ โอ๊ต–อัครพล จับจิตรใจดล

    กลุ่ม Multi-Generation ตัวแทนครอบครัวยุคใหม่ที่ต้องการเก็บทุกโมเมนต์แห่งความสุขร่วมกัน โดยได้ ลิเดีย ศรัณย์รัชต์, แมทธิว ดีน และครอบครัวร่วมถ่ายทอดมุมมองของการเดินทางแบบครอบครัวที่เชื่อมทุกวัยเข้าด้วยกัน

    ลิเดีย ศรัณย์รัชต์, แมทธิว ดีน และครอบครัว

    การใช้พรีเซ็นเตอร์ทั้งสองกลุ่มนี้ช่วยขยายภาพลักษณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพักผ่อน แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าทางอารมณ์และความสัมพันธ์

    สองกิจกรรมใหญ่ชวนคนไทยร่วมแบ่งปันความประทับใจ

    นอกจากโปรโมชั่นส่วนลดแล้ว ททท. ยังจัดกิจกรรมออนไลน์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและต่อยอดกระแสการท่องเที่ยวในสังคมออนไลน์ รวมมูลค่ารางวัลกว่า 3 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

    1. กิจกรรม “แชร์ทริปเที่ยวไทย ที่หัวใจไม่เคยลืม”

    เชิญชวนประชาชนร่วมแชร์ภาพถ่ายและเล่าเรื่องราวประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยที่ประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทริปเดี่ยว กลุ่มเพื่อน คนรัก หรือครอบครัว โดยให้เล่าเรื่องจากหัวใจภายใต้แนวคิด “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”

    ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรมบนเพจ Lydia Sarunrat Deane และแชร์ต่อบน Facebook ส่วนตัว เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

    รายละเอียด “แชร์ทริปเที่ยวไทย ที่หัวใจไม่เคยลืม”

    2. กิจกรรม “แต่งไทยเที่ยวไทย ให้ใจไม่รู้ลืม”

    กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและสายแฟชั่นร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทยหรือไอเทมแฟชั่นท้องถิ่น แล้วแชร์ภาพพร้อมเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวไทยในแบบที่เป็นตัวเอง การแต่งกายอาจสื่อถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดหรือภูมิภาค เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้าย หรือผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

    ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถอัปโหลดผลงานผ่าน Facebook ของ Woody ได้เช่นกัน ร่วมสนุกได้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

    รายละเอียด “แต่งไทยเที่ยวไทย ให้ใจไม่รู้ลืม”

    ทั้งสองกิจกรรมถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สะท้อน “เรื่องราวการเดินทางจากหัวใจ” ของตนเอง เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักและเชื่อมโยงผู้คนในมิติทางวัฒนธรรมและความรู้สึก

    รายละเอียดแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”

    แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” เปิดให้จองแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 18 กันยายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com

    ผู้ที่จองที่พักในโรงแรมหรือรีสอร์ตที่ร่วมรายการกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ จะได้รับ ส่วนลดสูงสุด 30% โดยสามารถกรอกโค้ดส่วนลด HAPPYNOW2025 ในขั้นตอนการจอง ระบบจะเชื่อมต่อเข้าสู่หน้าจองของโรงแรมโดยตรง และได้รับอีเมลยืนยันการจองทันที (เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด)

    แคมเปญนี้ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หัวหิน และเมืองรองทั่วประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ทุกภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ททท. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยช่วงไฮซีซัน

    แคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของ ททท. เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วง High Season ปลายปี 2568 – ต้นปี 2569 โดยมุ่งเน้นทั้งการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ และการเสริมความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

    ช่วงไฮซีซันปลายปีถือเป็นจังหวะสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางมากที่สุดของปี ททท. คาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่อบอุ่นและคึกคักทั่วทุกภูมิภาค

    นอกจากจะมีส่วนลดที่พักและกิจกรรมออนไลน์แล้ว แคมเปญนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ ททท. ในการพัฒนาโมเดลการท่องเที่ยวที่เน้น “ความร่วมมือแบบครบวงจร” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

    เชิญชวนคนไทยร่วมฟังเสียงหัวใจ และออกเดินทางไปด้วยกัน

    ททท. เชิญชวนประชาชนร่วมออกเดินทางไปค้นพบความสุข ความทรงจำ และมุมมองใหม่ของประเทศไทยอีกครั้ง ผ่านแคมเปญ “ฟังเสียงหัวใจ เที่ยวไทยไม่รู้ลืม”
    เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ www.เที่ยวไทยไม่รู้ลืม.com เพื่อดูรายละเอียดโปรโมชั่น และจองที่พักที่ร่วมรายการได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 พร้อมเดินทางได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tat-thailand-travel-campaign/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ANhshdQ16KFlJrlIv3FYt

  • ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ท่องเที่ยว

    By ลานลม31 ต.ค. 2025 เวลา 16:04 น.

    ปลายฝนที่ชุ่มฉ่ำนำเรามายัง ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ พื้นที่บนภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี จึงเหมาะกับการปลูกสตรอว์เบอร์รี่และพืชผักเมืองหนาว รวมทั้งการทำนาแบบขั้นบันไดที่กำลังทอความเขียวสดอยู่ตามไหล่เขา

    ในวันที่โลกกำลังถามหาความอ่อนโยนจากมนุษย์ มุ่งหวังกับเส้นทางของการดำรงชีวิตที่ควรจะเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น หลายคนจึงอาจจะได้ยินเสียงเพรียกที่ล่องลอยมาในหัวใจ “เราจะทำอะไรเพื่อโลกใบนี้ได้บ้าง”

    บางคนอาจจะอยู่ท่ามกลางสิ่งรอบข้าง จนลืมฟังเสียงตัวเอง

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    อุทยานแห่งชาติขุนขาน

    ประชากรที่บ่อแก้ว ประกอบด้วย 4 ชาติพันธุ์หลัก คือ กะเหรี่ยง (ปกากะญอ) ม้ง ลัวะ และชาวไทยพื้นเมือง จึงมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ท่ามกลางความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เต็มไปด้วยเสน่ห์

    เชียงใหม่ Organic Route @บ่อแก้ว เป็นเส้นทางนำร่องสำหรับการท่องเที่ยวแบบ CNT (Carbon Neutral Tourism) โดย “พี สมาย ออร์กาไนเซอร์” ที่เพิ่งได้รับรางวัลดีเด่น จากเวที Thailand Tourism Awards ปี 2568 โดย ททท.ประเภทรายการนำเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ พ่วงด้วย รางวัลแห่งความยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปีนี้

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ขณะที่ วิสาหกิจชุมชนบ่อแก้ว ลัวฉือนี ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ก็ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมกับรางวัลองค์กรภาคประชาสังคมและสาธารณประโยชน์

    หากโฟกัสไปที่รางวัลแห่งความยั่งยืน ซึ่งมีสัญลักษณ์ กินรีสีเขียว จะครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคมและชุมชน และการจัดการคาร์บอนต่ำ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ใหม่มาก

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    นาขั้นบันได

    เส้นทางในทริปนี้ จึงมีความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอนในหลายมิติ อาทิ การเข้าพักในโฮมสเตย์ที่ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ การลดขยะพลาสติกด้วยการพกแก้วน้ำและถุงผ้าส่วนตัว เป็นต้น จากนั้นจะมีการคำนวณการปล่อยคาร์บอนและจัดการเพื่อก้าวสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนต่อไป

    การท่องเที่ยวเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะสำเร็จได้ ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มใจ ต้องสนุก และมีความสุขไปด้วยกัน ดังนั้นกิจกรรมในทริปยังคงไว้ซึ่งความเพลิดเพลินเจริญใจ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    เริ่มต้นจากการอาบป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ อุทยานแห่งชาติขุนขาน ต.แม่สาบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ความสูงตั้งแต่ 500 – 1,708 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำแม่ขาน และแม่น้ำแม่แจ่ม ที่จะไหลลงสู่แม่น้ำปิง เมื่อมาถึงที่ทำการอุทยานฯ จะพบกับลำธารไหลผ่าน และนี่คือเส้นทางที่จะพาเราไปอาบป่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    หากการ “เดินป่า” คือการใช้กายใจท้าทายเพื่อพิชิตสู่เป้าหมาย “การอาบป่า” ก็คือการใช้ความคิดจิตใจอยู่กับสิ่งตรงหน้า ค่อย ๆ เป็นไปอย่างช้า ๆ สบาย ๆ ในระยะทางสั้น ๆ เพื่อเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้ได้ฟังเสียงลม ดมกลิ่นของแมกไม้ พักวางหัวใจให้สงบนิ่ง

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    เริ่มต้นจาก “ตา” ในทริปนี้เจ้าหน้าที่บอกให้เรากางมืออกสุดปลายแขนเพื่อจะดูว่าเราสามารถมองเห็นได้กว้างไกลแค่ไหน จากนั้นลองใช้มือป้องด้านหลัง “หู” เพื่อสัมผัสเสียงรอบข้างที่ชัดขึ้น ถือเป็นการเริ่มต้นสร้างสมาธิ

    ระหว่างที่เดินชมธรรมชาติก็จะลองเด็ดพืชที่มีกลิ่น เพื่อให้ “จมูก” ได้รับรู้ ก่อนที่จะเปิดสัมผัส “ลิ้น” ด้วยการชิมรสชาติธรรมชาติ เช่น ฝักกระถิน หรือฝรั่งป่า แล้วใช้ “กาย” โอบกอดและฟังเสียงของต้นไม้

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ในช่วงที่อาบป่า เราได้รับอนุญาตให้เก็บเมล็ดพันธุ์ที่ตกกระจายอยู่ตามพื้นดินคนละ 2 เมล็ด เพื่อนำไปส่งต่อให้กับชุมชนชาวกะเหรี่ยง พวกเขาจะทำการเพาะจนเป็นต้นกล้า ก่อนที่จะนักท่องเที่ยวชุดต่อไปจะนำไปส่งมอบให้เด็ก ๆ ในโรงเรียน ปลูกและดูแลจนเติบใหญ่ ถือเป็นการส่งต่อความเขียวขจีภายใต้กิจกรรมที่ชื่อว่า คุณปลูก เราดูแล

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ฝรั่งป่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    คุณปลูก เราดูแล

    จากการอาบป่าไปมองหาประสบการณ์การกินอันแปลกใหม่ เรียบง่าย แต่ได้คุณค่า สัมผัสรสชาติของ อาหาร 4 ชนเผ่า ซึ่งวันนี้ได้จัดขึ้นที่ โยชูคาเฟ่ ร้านกาแฟเล็ก ๆ ของ “พะติโยชู” หรือ “คุณลุงโยชู” ในภาษากะเหรี่ยง

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ส่วนประกอบของข้าวเบ๊อะ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ข้าวเบ๊อะ

    วันนี้ “พะติโยชู” ชวนให้เราร่วมลงมือทำ ข้าวเบ๊อะ ของชาวกะเหรี่ยง เมนูกับข้าวง่าย ๆ ที่ใช้ข้าวต้มสุก ใส่น้ำพริกแกง ผสมกับเนื้อสัตว์และหวายที่เก็บจากป่า มีหนุ่มชาวม้งมาสอนการทำ ไก่ต้มสมุนไพร อาหารเป็นยา ที่ใช้สมุนไพรในท้องถิ่นกว่า 10 ชนิด ด้านชาวลัวะแนะนำเมนู สะเบื๊อก เป็นยำเนื้อสัตว์กับผักพื้นบ้าน ส่วนชาวไทยพื้นเมืองขอนำเสนอ คั่วหน่อ โดยใช้ หน่อไม้เทพธิดาดอย ซึ่งอยู่ตามป่าเขามาเป็นส่วนประกอบหลัก

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    คั่วหน่อ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ไก่ต้มสมุนไพร 12 ชนิด

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    สะเบื๊อก ยำเนื้อสัตว์กับผัก

    อิ่มอร่อยจากวัตถุดิบในพื้นที่ ด้วยรสชาติแห่งท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร แล้วไปเดินชมบรรยากาศอันเงียบสงบ ก่อนจะพักผ่อนท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ตื่นรับความสดใสด้วยสายหมอกที่พร้อมเสิร์ฟทุกเช้าในช่วงหน้าฝนนี้

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    เส้นทาง เชียงใหม่ Organic Route @บ่อแก้ว มีระยะเวลา 3 วัน 2 คืน จึงมีกิจกรรมความสุขรออยู่ในอีกหลายจุด อาทิ กิจกรรม กาแฟ ดูแลป่า​ การเดินทางตามหาถ้ำสีรุ้งที่ ถ้ำหลวงแม่สาบ เดินเล่นบนสะพานไม้ในผืนป่าที่ เติบโต คาเฟ่ โดะ ถ่อ กาแฟ รวมทั้ง โฮมสเตย์ The Ta Kaw จุดชมวิวหมอกยามเช้าที่ทำให้เราคิดถึงและอยากกลับไปอีกหลาย ๆ ครั้ง

    เมื่อความรักษ์เพรียกหา เมื่อได้เปิดดวงตาและดวงใจ เมื่อนั้นเราก็จะสัมผัสได้ถึงความ “ง่ายงาม” ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยความหมาย…ชื่นกาย อบอุ่นใจ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    บ่อแก้ว เลเจ้นด์ โฮมสเตย์ แอนด์ ฟาร์มเสตย์ เป็นอีกที่พักที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ประกอบกับกระแสไฟฟ้าหลัก ที่นี่ยังได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ด้วยความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ฯลฯ ที่น่ารักที่สุดคือเจ้าบ้านผู้เปี่ยมด้วยมิตรไมตรี แถมยังมีฝีมือในการทำอาหารพื้นบ้านที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

    ชวนไปอาบป่า เที่ยวขุนขาน บ่อแก้ว สะเมิง ลิ้มรสอาหาร 4 ชนเผ่า

    ชาบูม้ง

    ใครที่มาเยือน อย่าลืมร้องขอเมนูอาหารสร้างสรรค์ 12 เซียนทะเลหมอกบ่อแก้ว หรือ ชาบูม้ง ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่น 12 ชนิดมาสร้างรสชาติที่เต็มไปด้วยคุณค่าจนเป็นที่ติดอกติดใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1205648&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HNU0bgrGXpLm4KxXtd1D8