Category: ท่องเที่ยว

  • แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศการปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป

    แคปปิตอล เอ ประกาศปิดดีลขายธุรกิจสายการบินให้ AirAsia X บรรลุขั้นตอนสำคัญของการปรับโครงสร้าง! เตรียมเดินหน้าสู่บทใหม่ รวม 7 สายการบินเป็นหนึ่งเดียว

    กัวลาลัมเปอร์, 30 ตุลาคม 2568 – บริษัท แคปปิตอล เอ จำกัด (Capital A Berhad หรือ “แคปปิตอล เอ”) ประกาศว่าได้ดำเนินการครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งหมดสำหรับการขายธุรกิจสายการบินให้แก่บริษัท แอร์เอเชีย เอ็กซ์ จำกัด (AirAsia X Berhad หรือ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์”) 

    ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็น “บทสรุปสุดท้าย” ของการรวมธุรกิจสายการบินทั้งหมดภายใต้กลุ่มสายการบินเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของ “การเดินทางครั้งใหม่” ของแคปปิตอล เอ ในฐานะกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและดิจิทัลแบบครบวงจร

    การบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการได้รับหนังสือยินยอมจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด และหนังสือรับรองการเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) มูลค่า 1,000 ล้านริงกิตให้แก่แอร์เอเชีย เอ็กซ์ อีกทั้งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการขอผ่อนผันข้อกำหนดด้านกฏระเบียบจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยแล้ว

    หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือ ได้แก่ การลดทุนและจัดสรรหุ้น (Capital Reduction and Distribution) ของแคปปิตอล เอ การออกและจดทะเบียนหุ้นของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รวมถึงขั้นตอนทางกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะตามมาด้วยการยื่นคำขอเพิกถอนสถานะ PN17 ในเดือนเดียวกัน

    นาย โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปปิตอล เอ กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม เพราะเราสามารถประกาศได้อย่างเป็นทางการว่าสัญญาทั้งหมดได้ผ่านเงื่อนไขครบถ้วน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้ฝ่าฟันอุปสรรคและการอนุมัติต่าง ๆ เพื่อให้ข้อตกลงนี้สำเร็จลุล่วง

    เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางที่ยาวนาน พร้อมกลับมาอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยกลุ่มสายการบินที่มั่นคง และบริษัทในเครือใหม่ทั้ง 5 แห่งภายใต้แคปปิตอล เอ

    ต่อจากนี้ เราจะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ด้วยบริษัท 2 กลุ่มที่มีความชัดเจน คือกลุ่มสายการบินภายใต้ชื่อ          แอร์เอเชีย กรุ๊ป ที่รวมสายการบินแอร์เอเชียทั้ง 7 สาย (ทั้งเส้นทางระยะกลางและระยะสั้น) ให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวทั่วภูมิภาค และกลุ่มแคปปิตอล เอ ที่มุ่งเน้นการขยายธุรกิจ 5 ประเภทในกลุ่มท่องเที่ยวและดิจิทัลที่มีศักยภาพการเติบโตสูง

    “ผมขอขอบคุณ Allstars ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้ และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่คอยสนับสนุนเรา ให้สามารถพลิกฟื้นกลับมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากคือบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นและวินัยย่อมนำไปสู่เป้าหมายเสมอ”

    เมื่อการรวมธุรกิจสายการบินแล้วเสร็จ “แอร์เอเชีย กรุ๊ป” จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งสร้าง “เมกา ฮับ” หลายแห่งทั่วภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมตั้งเป้าที่จะเป็น “สายการบินเครือข่ายราคาประหยัดเครื่องบินลำตัวแคบรายแรกของโลก” ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินให้กับผู้โดยสาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบิน ลดต้นทุนต่อหน่วย และสร้างโอกาสในการเติบโต ผ่านการใช้เครื่องบินรุ่นแอร์บัส A321neo และ A321XLR ที่มีพิสัยบินไกลมากขึ้น

    ในขณะเดียวกัน บริษัทในเครืออีก 5 แห่งของแคปปิตอล เอ ถือเป็น “ก้าวต่อไป” ของการเติบโต นอกเหนือจากธุรกิจการบิน ได้แก่  ADE (ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุงอากาศยาน) Teleport (ธุรกิจโลจิสติกส์) AirAsia MOVE (แพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัล) Santan (ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) และ Abc. (ธุรกิจการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น AirAsia NEXT โดยทั้ง 5 ธุรกิจนี้มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน และสร้างนิยามใหม่ให้กับภูมิทัศน์ธุรกิจในอาเซียน เช่นเดียวกับที่แอร์เอเชียเคยปฏิวัติวงการการบินในภูมิภาคนี้

    ธุรกิจเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของข้อมูล เทคโนโลยี และฐานผู้ใช้งานของแคปปิตอล เอ เพื่อสร้างโอกาสอย่างเต็มที่ ด้วยกลุ่มผู้บริหารและความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม แคปปิตอล เอ มุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจทั้ง 5 นี้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น

    ประกาศครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างของบริษัทได้เข้าสู่ “บทสุดท้าย” และแคปปิตอล เอ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ “การเดินทางครั้งใหม่” หลังการเพิกถอนสถานะ PN17

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/732798&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XAN3jfv1KWI5grVP6q_vG

  • ททท.จับมือ 3 อุทยานฯอุตรดิตถ์ ชวนท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติรับลมหนาว ส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

    ททท.จับมือ 3 อุทยานฯอุตรดิตถ์ ชวนท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติรับลมหนาว ส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

    ภูมิภาค

    ททท.จับมือ 3 อุทยานฯอุตรดิตถ์ ชวนท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติรับลมหนาว ส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

    วันเสาร์ ที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่บริเวณจุดชมวิวอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน นายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยนายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน  นายเกิดพงษ์  โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว และ นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์  แถลงข่าวเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ช่วงฤดูหนาว นำเสนอภาพลักษณ์เมืองน่าเที่ยวศักยภาพของจังหวัดอุตรดิตถ์ ชูจุดขายเรื่องธรรมชาติที่สมบูรณ์สวยงาม พร้อมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ Eco Tourism ในอุทยานแห่งชาติทั้ง 3 แห่ง  (ททท.) โดยศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ผนึกกำลังร่วมกับ  3 อุทยานแห่งชาติสำคัญ (อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว) ชวนออกเดินทางท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ รับลมหนาว กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวช่วงปลายปีส่งท้ายปีเก่า 2568 รับปีใหม่ พุทธศักราช 2569  

    นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเช่นนี้ ลมหนาวพัดมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับช่วงเวลาแห่งความสุขของการออกเดินทางท่องเที่ยว “ภาคเหนือ” มีจุดขายช่วง High Season ที่น่าสนใจกว่าภาคอื่น พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุคใหม่นิยมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เที่ยวภู ดูดาว ชมหมอก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ สัมผัสลมหนาวอากาศเย็น  โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกจับตามองลำดับต้นๆ คือแหล่งท่องเที่ยวประเภทอุทยาน ลานกางเต้นท์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มี 3 อุทยานแห่งชาติที่มีความสมบูรณ์สวยงาม ทั้งอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งแต่ละอุทยาน ล้วนมีเสน่ห์ มีกิจกรรมท่องเที่ยว และมีบรรยากาศ ที่แตกต่างกันออกไป โดยในช่วงปลายปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – มกราคม 2569 (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในพื้นที่ เร่งสร้างการรับรู้ ชูจุดขายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ร่วมกับ 3 อุทยานแห่งชาติ กำหนดเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์รับลมหนาว ด้วยแคมเปญ “เที่ยวอุตรดิตถ์ พิชิต 3 อุทยาน”เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและ บอกต่อ (Grand Moment) รวมถึงร่วมกันผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ให้นักท่องเที่ยวเกิดความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น

    ด้านนายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อมูลเสริมว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ได้ท่องเที่ยวได้แค่ช่วงฤดูทุเรียนเท่านั้น อยากให้นักท่องเที่ยวทุกท่านได้ทำความรู้จักกับอุตรดิตถ์ โซนเหนือ บริเวณอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า อำเภอน้ำปาด และอำเภอบ้านโคก ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่หลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านช้างเพราะอยู่ติดกับ สปป.ลาว โดยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเริ่มเย็นลง จุดหมายปลายทางการพักผ่อนส่วนใหญ่จะนึกถึงภูเขา ลมหนาว  ทะเลหมอก และที่ทุกท่านอยู่ ณ บริเวณนี้คืออุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน จุดขายคือ “ทะเลสาบสุริยันต์จันทรา” หรือ “ทะเลสาบลำน้ำน่าน” คือจุดชมพระอาทิตย์ตกและพระจันทร์ขึ้นตำแหน่งเดียวกัน และมองไปด้านหลัง คือ “เกาะนมสาว” ตั้งชื่อล้อตามจินตนาการของนักท่องเที่ยว ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คเช็คอินที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่แพ้กัน นี่แค่เพียงความสวยงามของ 1 ใน 3 อุทยานแห่งชาติ ยังมีอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้ลองมาสัมผัสในห้วงฤดูกาลหน้าหนาวแบบนี้ ซึ่งภายหลังจากสถานการณ์อุทกภัย พายุบัวลอย เมื่อปลายเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ถึงแม้ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าสู่สภาวปกติ การท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในด้านการสนับสนุนและผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จะร่วมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อชูศักยภาพด้าน การท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ต่อไป   

    นายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ได้เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านความปลอดภัย การบริการ และการอำนวยความสะดวก โดยมีการปรับปรุงลานกางเต็นท์ จุดชมวิว และระบบการจองเข้าพื้นที่ออนไลน์ เพื่อให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปีนี้ระดับน้ำในอุทยานฯ ถือว่าขึ้นสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของจุดชมวิวทะเลสาบสุริยันต์จันทรา และเกาะนมสาว ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยว เดินทางเข้าพื้นที่คึกคักต่อเนื่อง และในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยววันนี้ ทางอุทยานฯ ได้ให้แนวคิด (กิมมิค) เป็นการปล่อยปลาตะเพียน ความหมายของการปล่อยปลาตะเพียนให้เข้ากับงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวที่ อุทยานลำน้ำน่าน เน้นความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์ของปลา สายน้ำ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ร่วมกันทุกภาคส่วน การปล่อยปลาตะเพียนในวันนี้ จึงเป็นทั้งการคืนชีวิตให้สายน้ำ และเป็นการ อวยพรให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วยความราบรื่นและประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

    ด้านนายเกิดพงษ์ โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ได้เตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ด้วยการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยาน และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ให้พร้อมตลอดฤดูกาล สำหรับอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่แห่งนี้ นับเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ต้นสักใหญ่ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ต้นมเหสักข์เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และให้ประชาชนได้ร่วมกันเรียนรู้ รัก และหวงแหนป่าไม้ของแผ่นดิน

    นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเส้นทางพิชิตยอดภูสอยดาว ยอดภูที่สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย และในปีนี้ อุทยานฯ ได้วางมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งการจัดระบบการจองล่วงหน้า การจัดระเบียบเส้นทางเดินเท้า

    นอกจากนี้ อุทยานฯ ยังได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ที่ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และมีพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำ ซึ่งภูสอยดาวถือเป็นหนึ่งในผืนป่าที่ได้รับพระเมตตาจากแนวพระราชดำริของพระองค์ใรการรักษาสภาพผืนป่าให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/452667&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O32Wxw-Ip8fGGkER18KcT

  • คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก

    คนไทยภูมิใจ! ยูเนสโกเลือก

    วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.12 น.

    รัฐบาลปลื้ม “น่าน” และ “สงขลา” ได้รับคัดเลือกจาก UNESCO เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีโลก

    1 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน และจังหวัดสงขลา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น
    สอดคล้องกับนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งสร้างรายได้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย “จังหวัดน่าน” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายใน สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) จากการนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    ขณะที่ “จังหวัดสงขลา” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาอาหาร (Gastronomy) จากการนำเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    การได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดน่านและจังหวัดสงขลา รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924911&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dNeVE7cZIIWSS29hOguil

  • รัฐบาล ปลื้ม “น่าน-สงขลา” คว้าสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ UNESCO เร่งต่อยอดท่องเที่ยว

    รัฐบาล ปลื้ม “น่าน-สงขลา” คว้าสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ UNESCO เร่งต่อยอดท่องเที่ยว

    “อัยรินทร์” เผย รัฐบาล ชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ ของ “น่าน” และ “สงขลา” จนได้รับคัดเลือกจาก UNESCO เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีโลก

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลแสดงความชื่นชมการบริหารจัดการอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน และจังหวัดสงขลา สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 ต่อยอดด้านการท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น

    สอดคล้องกับนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งสร้างรายได้จากวัฒนธรรมท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มโอกาสให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย “จังหวัดน่าน” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts & Folk Art) จากการนำเสนอเรื่องราวภายใต้แนวคิดหลัก “ปราชญ์ท้องถิ่น–ชุมชน–ธรรมชาติ” (Artisans–Community–Nature) ตอกย้ำจุดยืนของน่านในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” (Living Old City) ที่ซึ่งงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านไม่ได้เป็นเพียงมรดกที่จัดแสดง แต่ยังคงถูกผลิต ใช้ และสืบทอดในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่ผืนผ้าทอไทลื้อและลายน้ำไหลอันเป็นเอกลักษณ์ งานเครื่องเงินของชาวอิ้วเมี่ยนอันประณีต งานจักสานที่ปรับเข้ากับยุคสมัย ไปจนถึงมรดกเตาเผาโบราณบ่อสวก จิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” งานแกะสลักไม้หัวเรือแข่งพญานาคอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมรดกที่จับต้องไม่ได้ในชุมชนจากชาติพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ย่ามเถาวัลย์ป่าของชาวมละบริ (GI)

    ขณะที่ “จังหวัดสงขลา” ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายในสาขาอาหาร (Gastronomy) จากการนำเสนอความโดดเด่น คือ เป็นเมือง 2 ทะเล มีทั้งทะเลสาบสงขลา 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และทะเลฝั่งอ่าวไทย มีภูมินิเวศแบบโหนด-นา-เล คือ ต้นตาล ท้องนา และทะเล เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ก่อให้เกิดวัตถุดิบในการทำอาหารที่หลากหลาย ทำให้กลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของเมืองสงขลาจนถึงปัจจุบัน และมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายมีศักยภาพและมีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนเมือง

    การได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO Creative Cities Network – UCCN) ประจำปี 2025 จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดน่านและจังหวัดสงขลา รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย ตอกย้ำพลังอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย รัฐบาลพร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างภาคภูมิใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892792&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FCX0ahOZgStuDSSs28d48

  • “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ลงนาม ธ.ค. 68

    “พิพัฒน์” ตรวจงานถนนเชื่อม “หาดชลาทัศน์–เก้าเส้ง” เติมเต็ม Thailand Riviera เชื่อม “เพชรบุรี–นราธิวาส” ปักหมุดสร้าง “สะพานมโนราห์” ข้ามทะเลสาบสงขลา ธ.ค. 68 หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง สู่ศูนย์กลาง “ประตูเศรษฐกิจอ่าวไทย”

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) พัฒนาโครงข่ายถนนสำคัญในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนภาคใต้ตอนล่าง ว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมยังมีข้อจำกัดหลายประการ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้จังหวัดสามารถยกระดับสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทย” ได้อย่างแท้จริง

    สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน คือจุดเริ่มต้นของโอกาส ถ้าเรามีถนนที่ดี มีเส้นทางเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ การค้าขายจะสะดวกขึ้น การท่องเที่ยวจะคึกคักขึ้น และประชาชนก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังเดินหน้า คือ โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (เก้าเส้ง) ทางหลวงชนบท สข.2004 ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร (กม.) แบ่งเป็น ส่วนถนน 1.4 กม. ส่วนสะพานข้ามคลอง 0.4 กม. ขนาด 2 ช่องจราจรมาตรฐาน

    “โครงการนี้จะช่วยเชื่อมย่านท่องเที่ยวชายฝั่งกับถนนสายหลักของจังหวัดสงขลา เสริมการเดินทางระหว่างเมืองเก่าสงขลา–เก้าเส้ง–หัวนายแรง และเติมเต็มแนว “เส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย (Thailand Riviera)” ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งอย่างทั่วถึง ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และเตรียมก่อสร้าง โดยกระทรวงคมนาคมจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และเริ่มต้นโครงการภายในปี พ.ศ. 2570” นายพิพัฒน์ กล่าว

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนา “Thailand Riviera” เป็นแนวคิดการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งอ่าวไทย มีแนวคิดว่าถ้าเริ่มตั้งแต่ เพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์–ชุมพร–สุราษฎร์ธานี–นครศรีธรรมราช–สงขลา–ปัตตานี–นราธิวาส ให้เชื่อมโยงต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ เราต้องการให้ชายฝั่งอ่าวไทยกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่คนไทยภาคภูมิใจ ขับรถเที่ยวได้ทั้งเส้น เห็นความงดงามของทะเล วัฒนธรรม และชุมชนตลอดแนว โครงการในสงขลาเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางนี้ เพราะเป็นประตูสู่ภาคใต้ตอนล่าง และจะเชื่อมต่อการเดินทางทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยเข้าด้วยกัน

    สำหรับโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่-จองถนน จังหวัดสงขลา-พัทลุง) อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา-อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) ระยะทาง 7 กม. วงเงิน 4,841 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,700 ล้านบาท และค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้าง 141 ล้านบาท ตามเป้าหมาย เพื่อให้แล้วเสร็จในปี 71 เตรียมลงนามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2568 คาดแล้วเสร็จในปี 71 ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนรอคอยมานานกว่า 30 ปี

    นอกจากนี้ยังมีโครงข่ายถนนรอบทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่กว่า 142 ท้องถิ่น ครอบคลุม 3 จังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เพื่อเชื่อมเส้นทางระหว่างชุมชน ตลาด และแหล่งท่องเที่ยว ให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สำหรับพื้นที่โดยรอบสะพานจะได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และอนุบาลปลาโลมาอิรวดี เพื่อศึกษา ดูแล และขยายพันธุ์โลมาในทะเลสาบสงขลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในประเทศ ถือเป็นโครงการที่ผสานทั้งมิติของคมนาคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2892790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01K46NtBGilyxJPIq0k9xx

  • “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางครอบครัวไทยช่วงปิดเทอม

    “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางครอบครัวไทยช่วงปิดเทอม

    ในช่วงปิดเทอมของครอบครัวไทย ปีนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ความสนใจในการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากข้อมูลการค้นหาที่พักบนแพลตฟอร์มที่ขยายตัวจากปีก่อนอย่างชัดเจน

    “โซล” ขึ้นแท่นแชมป์จุดหมายมาแรงสุดในปีนี้

    กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มียอดการค้นหาที่พักจากครอบครัวที่มีเด็กเพิ่มขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    Freepik/-
    “โตเกียว” ยังครองแชมป์ จุดหมายปลายทางของครอบครัวไทยในช่วงปิดเทอม

    กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด แซงหน้าเซี่ยงไฮ้ซึ่งเคยครองตำแหน่งเดิม สะท้อนความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลีที่ยังแรงทั่วโลก ทั้งซีรีส์ เพลง K-pop และล่าสุดคือแอนิเมชันชื่อดัง K-Pop Demon Hunter ที่ได้รับความนิยมในหมู่เยาวชน รวมถึงในไทยเอง

    นอกจากกระแสฮันรยูแล้ว โซลยังมีแหล่งท่องเที่ยวและอาหารที่หลากหลาย เหมาะกับการท่องเที่ยวของทุกวัย ทำให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของครอบครัวไทยในช่วงปิดเทอมนี้

    โตเกียวครองแชมป์เมืองต่างประเทศยอดนิยมอันดับหนึ่ง

    แม้โซลจะมาแรง แต่ โตเกียว ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมสูงสุดในหมู่ครอบครัวไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยเสน่ห์ของฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบาย และสถานที่ท่องเที่ยวครบเครื่อง ทั้งโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ดิสนีย์ซี และสวนสัตว์อูเอโนะ ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของทุกวัย

    ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ขึ้นแท่นอันดับสอง ด้วยแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างฮ่องกงดิสนีย์แลนด์และโอเชียนปาร์ค ขณะที่ โอซาก้า รั้งอันดับสามจากยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน และสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอื่น ๆ ส่วน สิงคโปร์ อยู่ในอันดับสี่ ด้วยกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ เช่น สวนสัตว์สิงคโปร์และเกาะเซ็นโตซ่า

    เที่ยวในประเทศก็ยังฮอต “พัทยา–หัวหิน” ขึ้นแท่นเมืองยอดนิยม

    การท่องเที่ยวในประเทศก็ยังคึกคักเช่นกัน โดยยอดค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นถึง 26% จากปีก่อน โดย พัทยา รั้งอันดับหนึ่งด้วยยอดค้นหาเพิ่มขึ้น 14% รองลงมาคือ หัวหิน เพิ่มขึ้น 12% เป็นจุดหมายที่เหมาะกับครอบครัว ทั้งรีสอร์ตริมทะเลและกิจกรรมสนุก ๆ เช่น วานา นาวา วอเตอร์จังเกิ้ล และหัวหินซาฟารี

    กรุงเทพฯ ตามมาเป็นอันดับสาม เพิ่มขึ้นถึง 20% ด้วยความหลากหลายของกิจกรรม ทั้งธีมปาร์คไดโนเสาร์แห่งใหม่และงานเทศกาลฮาโลวีน ขณะที่ ชลบุรี มียอดค้นหาเพิ่มขึ้น 30% จากแหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนสัตว์เปิดเขาเขียวและนินจาพาร์ค และ เขาใหญ่ ปิดท้ายในอันดับห้า เพิ่มขึ้น 23% ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยธรรมชาติสดชื่นและกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ

    อโกด้าชี้ครอบครัวไทยเน้น “ช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน”

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า กล่าวว่า ช่วงปิดเทอมถือเป็นเวลาพิเศษที่ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันและสร้างความทรงจำที่มีค่า อโกด้าจึงออกแบบแพลตฟอร์มให้ใช้งานง่าย พร้อมข้อเสนอคุ้มค่า ทั้งที่พัก ตั๋วเครื่องบิน และกิจกรรม เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถโฟกัสกับสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน” และเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/260554&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qQfiBkFzPsDLQ-QFJE7U5

  • สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ให้การต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา

    โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรัชพงศ์ ขูนแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 และนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมตรวจเยี่ยม

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้มีการเร่งรัดตรวจสอบและดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการก่อสร้างถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.2075 (ตำบลนาหม่อม–ตำบลบ้านพรุ) ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 43 กับทางหลวงหมายเลข 4 ช่วยลดการจราจรติดขัดบริเวณแยกคลองหวะ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่และสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและความแออัดของถนนสายหลัก เสริมความคล่องตัวในการสัญจรระหว่างชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    2. โครงการศึกษาถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (บริเวณเขาเก้าเส้ง) กับถนนทางหลวงชนบทสาย สข.2004 แยกทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งที่เคยมีปัญหาจากสภาพถนนแคบและข้อจำกัดของเส้นทางบางช่วง จนทำให้การจราจรสวนกันได้ยาก โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทให้สมบูรณ์ รองรับการท่องเที่ยวตลอดแนวชายฝั่งทะเล และเป็นเส้นทางรองช่วยระบายการจราจรเข้า–ออกเขตเมืองสงขลา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2573

    สรรเพชญต้อนรับพิพัฒน์ตรวจราชการสงขลาดัน2โครงสร้างพื้นฐาน

    โดยนายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้คำนึงถึงมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจในทุกมิติต่อไป

    นายสรรเพชญ บุญญามณี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมจะติดตามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ‘สงขลา’ เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732800&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P2ehZaF5w57vJfZhA4lMW

  • แอตต้า ชี้จีนหด ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้เหลือ 32 ล้านคน เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    แอตต้า ชี้จีนหด ฉุดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้เหลือ 32 ล้านคน เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า 
    คาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวทั้งปี 2568 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย 32 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้

    เปิด 5 อันดับต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด ตลอดทั้งปี 2568

    • อันดับ 1 จีน 4.6 ล้านคน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 4.5 ล้านคน
    • อันดับ 3 อินเดีย 2.2 ล้านคน 
    • อันดับ 4 รัสเซีย 1.6 ล้านคน
    • อันดับ  5 เกาหลีใต้ 1.5 ล้านคน 

    เปิด 5 อันดับต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด

    สาเหตุที่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสะสมทั้งปีต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาล เนื่องจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยต่อวันมีประมาณ 1 หมื่นคนต้นๆ เท่านั้น และมีบางวันที่ลดลงต่ำกว่าหมื่นคนด้วย ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นการอยู่รอดของบรรดาผู้ประกอบการ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยต่อวันยังถือว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับช่วงปกติ 

    การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว อย่าต่ำไปกว่านี้เลย โดยหากใช้คำว่าต่ำสุดแล้ว ตามธรรมชาติก็จะปรับดีขึ้นในระยะถัดไป รวมถึงเห็นการทำงานของรัฐบาลที่มีความจริงจัง เป็นผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขยับทำงานตาม เพื่อไม่ให้ถูกจับตามองหรือเกิดปัญหาอะไรขึ้น 

    เพราะต้องยอมรับว่าการเมืองในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่สามารถเปลี่ยนแปลงคนในการทำงานหรือบริการองค์กรใดได้ง่ายที่สุด ภาคเอกชนจีงยังคาดหวังว่า ฟ้าหลังฝนต้องสดใสกว่านี้ ในฐานะที่ชินชาแล้วก็ต้องมีปัจจัยบวกรออยู่ข้างหน้า

    นายธนพล กล่าวว่า สำหรับการปราบแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถือว่าส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงประเทศไทย เพราะภาพที่ทั่วโลกมองมา มองว่าไทยก็มีปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีชายแดนติดกัน เมื่อกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่สามารถไปเที่ยวได้ ก็มองไทยที่อยู่ติดกันในภาพแบบเดียวกัน 

    โดยอยากให้รัฐบาลร่วมมือกันทำงานเพื่อปราบขบวนการที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้ง เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการเอเย่นต์ ทัวร์ก็ได้ข้อมูลว่ามีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

    ส่วนการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม ภายในเดือนมกราคม 2569 จะมีการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ แบบบีทูบี ผ่านการนำพันธมิตรผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาเจรจาซื้อขายกับผู้ประกอบการไทย เป็นการจัดทำแพคเกจท่องเที่ยวข้ามภาค อาทิ ทัวร์ โรงแรม ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทยและไทยเที่ยวไทย ซึ่งจะมีนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวด้วย 

    โดยคาดการณ์จำนวนผู้ประกอบการเข้าร่วม 1,500 คน ถือเป็นการกระจายวิธีการเที่ยวแบบใหม่ เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะหารือกับรัฐบาลใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้ รวมถึงโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการจัดทำโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ โดยจะมีการหารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกครั้งเพื่อจัดสรรงบประมาณอีกครั้ง

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้เดิมประเมินบรรยากาศและปัจจัยต่างๆ คาดว่าปลายปี 2568 การเดินทางท่องเที่ยวจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่เมื่อมีการจัดพระราชพิธีและกำหนดการถวายความอาลัย บรรยากาศก็อาจแตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะตลาดจีน 

    เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของไทยเดินทางไปหารือกับทูตจีนด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลจีน และขอให้เปิดประตูนำนักท่องเที่ยวจีนออกมาเที่ยวไทยอย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคน จึงยังมีความหวังว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นี้ ตลาดต่างชาติเที่ยวไทยต้องดีกว่าปี 2567 ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/642930&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i8QdQVvClmVhxYRf7KO7Z

  • เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์-ร้านอาหารแบบไหนร่วมได้?

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์-ร้านอาหารแบบไหนร่วมได้?

    เที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โฮมสเตย์แบบไหนถึงร่วมได้ ร้านอาหารต้องเป็นของโรงแรมอย่างเดียวหรือเปล่า เช็กคำตอบได้ที่นี่

    มาตรการภาษีเพื่อการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือเที่ยวดีมีคืน 2568 ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 68 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเดือนทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น สำหรับผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ โดยแบ่งตามพื้นที่การใช้จ่าย ดังนี้

    • เที่ยวเมืองหลัก : หักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 20,000 บาท (คิดในอัตรา 1 เท่า)
    • เที่ยวเมืองรอง : ได้รับสิทธิสุดพิเศษ โดยนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ในอัตรา 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง ทำให้สามารถลดหย่อนได้สูงสุดถึง 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท)

    กระทรวงการคลังเปิดเผยรายละเอียดข้อมูล คำถามพร้อมคำตอบไว้ ดังนี้

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    สำหรับบุคลธรรมดา

    คำถาม : โฮมสเตย์ไทยที่เข้าข่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา) คือโฮมสเตย์ไทยใดบ้าง?

    • คำตอบ : โฮมสเตย์ตามประกาศกรมการท่องเที่ยว เรื่อง รายชื่อโฮมสเตย์ที่ได้รับรองมาตรฐาน โฮมสเตย์ไทย โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อโฮมสเตย์ได้ที่ https://www.dot.go.th/news/inform/detail/7918 และโฮมสเตย์นั้นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร

    คำถาม : ร้านอาหารต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พักหรือไม่

    • คำตอบ : เป็นร้านอาหารใดก็ได้ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นร้านอาหารในโรงแรมที่พัก และไม่จำเป็นต้องมีการพักโรงแรม โฮมสเตย์ หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม จึงสามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหาร การท่องเที่ยวโดยไม่มีการเข้าพักดังกล่าว ก็สามารถหักลดหย่อนค่าบริการของร้านอาหารได้เช่นกัน

    คำถาม : ค่าบริการของร้านอาหารคือค่าใช้จ่ายใด

    • คำตอบ :
      • 1.ค่าอาหาร
      • 2.ค่าเครื่องดื่ม
      • 3.ค่าบริการอื่นๆ ในการใช้บริการของร้านอาหาร เช่น Service Charge

    คำถาม : ผู้มีเงินได้สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวที่สามารถออก e-Tax Invoice ได้จากที่ใด

    • คำตอบ : สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

    คำถาม : e-Tax Invoice คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษอย่างไร

    • คำตอบ : e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีอีก

    คำถาม : ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กับระบบการขอใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

    • คำตอบ : แตกต่างกันที่วิธีการจัดทำและการนำส่ง e-Tax Invoice แต่ e-Tax Invoice ที่จัดทำจากทั้ง 2 ระบบสามารถเป็นหลักฐานในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีนี้

    คำถาม : ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้อย่างไร

    • คำตอบ : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

    คำถาม : ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

    • คำตอบ : หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งรวมกับ e-Tax Invoice by Time Stamp ทั้งนี้ ใบกำกับภาษีต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขประจำตัวประชาชน) ของผู้มีเงินได้ และต้องมี วัน เดือน ปีที่เข้าพัก หรือรับบริการจากร้านอาหาร และจังหวัดที่ที่พักหรือร้านอาหารตั้งอยู่

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    คำถาม : ห้องพักและห้องสัมมนาต้องอยู่ที่เดียวกันหรือไม่

    • คำตอบ : ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดียวกัน

    คำถาม : รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาคือรายจ่ายใด

    • คำตอบ : ค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดการ ค่าวิทยากร และค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการอบรมสัมมนา เช่น ค่าเอกสารประกอบการอบรม ค่าจ้างถ่ายเอกสาร ค่าบันทึกภาพและเสียง ค่าจัดทำสื่อที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม เป็นต้น

    คำถาม : ผู้ต้องการใช้สิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้จากที่ใด

    • คำตอบ : สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/

    คำถาม : e-Tax Invoice และ e-Receipt คืออะไร และแตกต่างจากใบกำกับภาษีและใบรับในรูปแบบกระดาษอย่างไร และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) กับระบบการขอทำใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (e-Tax Invoice by Time Stamp) แตกต่างกันอย่างไร

    • คำตอบ : e-Tax Invoice และ e-Receipt คือ ใบกำกับภาษีและใบรับที่ได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่ต้องเก็บรักษาใบกำกับภาษีและใบรับ และไม่ต้องจัดส่งให้กรมสรรพากรในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีนี้ โดยสามารถใช้ข้อมูล e-Tax Invoice และ e-Receipt ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี และเจ้าหน้าที่จะไม่ขอให้ส่งใบกำกับภาษีหรือใบรับอีก

    คำถาม : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้อย่างไร

    • คำตอบ : ผู้ประกอบการสามารถสมัคร e-Tax Invoice และ e-Receipt ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือที่ https://etax.rd.go.th ในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการสมัคร e-Tax Invoice by Time Stamp สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรเช่นกัน

    คำถาม : ต้องใช้หลักฐานใดในการใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    • คำตอบ : หลักฐานที่ใช้ คือ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ใบรับตามมาตรา 105 แห่งประมวลรัษฎากรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)

    คำถาม : ผู้ใช้สิทธิสามารถขอ e-Tax Invoice และ e-Receipt จากผู้ประกอบการได้อย่างไร

    • คำตอบ : หากเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้ออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt จากกรมสรรพากร ผู้ใช้สิทธิสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Tax Invoice เว้นแต่ค่าขนส่งสามารถแจ้งความประสงค์ต่อผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ออก e-Receipt

    คำถาม : ผู้ต้องการใช้สิทธิต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนาหรือไม่

    • คำตอบ : ต้องจัดทำโครงการอบรมสัมมนา โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบโครงการ

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    คำถาม : เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวรมีลักษณะอย่างไร

    • คำตอบ : ต้องไม่อาจแยกจากอาคารได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้สลาย หรือทำให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป

    คำถาม : โรงแรมที่สามารถใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มีอะไรบ้าง

    • คำตอบ : โรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งหมายถึง สถานที่พักที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ เพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใด โดยมีค่าตอบแทน และแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้
      • โรงแรมประเภท 1 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก และมีห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง
      • โรงแรมประเภท 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักเกิน 50 ห้อง หรือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร
      • โรงแรมประเภท 3 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา
      • โรงแรมประเภท 4 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา

    คำถาม : หากปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ได้มีการจ่ายเงินไปแล้ว จะใช้สิทธิหักรายจ่ายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่ อย่างไร

    • คำตอบ : ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เนื่องจากต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

    คำถาม : หากจ้างออกแบบปรับปรุงโรงแรมโดยจ่ายเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ปรับปรุงโรงแรมไม่แล้วเสร็จและไม่พร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จะสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

    • คำตอบ : ไม่สามารถใช้สิทธิได้ อย่างไรก็ดี หากมีการลงทุนปรับปรุงโรงแรมแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานตามประสงค์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และมีการบันทึกค่าจ้างออกแบบดังกล่าวรวมอยู่ในมูลค่าของทรัพย์สิน ก็สามารถใช้สิทธิได้

    คำถาม : การซ่อมแซมอาคารสามารถใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักได้หรือไม่

    • คำตอบ : หากเป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ไม่สามารถใช้สิทธิได้

    คำถาม : หากต้องการใช้สิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักจะต้องดำเนินการอย่างไร และต้องใช้หลักฐานใด

    • คำตอบ :
      • 1.ต้องจัดทำโครงการลงทุนและแผนการจ่ายเงิน และแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (https://www.rd.go.th) ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569
      • 2.ต้องจัดทำรายงานแสดงรายละเอียดของทรัพย์สินที่ใช้สิทธิตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และเก็บรักษารายงานดังกล่าว รวมทั้งเอกสารประกอบการลงรายการในรายงานไว้ ณ สถานประกอบการ พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

    ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องมีสัญญา ใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง หรือข้อตกลงในลักษณะทำนองเดียวกันรวมอยู่ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944756/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vy-Qvwv8tcBBUgDRQbTEU

  • ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวล่าสุดของรัฐบาล ก็ยอมรับว่าช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้บ้าง แต่ไม่ตรงจุดเท่าที่ควร  เพราะมาตรการบางส่วนอาจยังไม่สามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” ซึ่งเป็นการลดหย่อนภาษี มาตรการนี้ “คงช่วยได้” เพราะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ดีในกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ค่อนข้างดี คือ ผู้ที่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้จะต้องเป็นผู้ที่มีเงินเพียงพอในการท่องเที่ยว และอยู่ในฐานภาษีที่สามารถใช้สิทธิได้

    ขณะนี้ทางสมาคมโรงแรมไทย ก็กำลังประชาสัมพันธ์ และเปิดอบรมสมาชิก เพื่อเข้าระบบ e-invoice เพื่อรองรับมาตรการนี้ ซึ่งขณะนี้ยังมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย ที่ยังมีความรู้เรื่องนี้น้อยอยู่

    สำหรับมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มาตรการนี้โรงแรมขนาดเล็กอาจไม่ได้ประโยชน์ แต่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักมักจะเป็น โรงแรม 5 ดาว ซึ่งส่วนใหญ่มักบริหารโดยเชนโรงแรมขนาดใหญ่ กลุ่มนี้มักจะมีรายได้และดำเนินการรีโนเวทตามระยะเวลาอยู่แล้ว

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ในทางกลับกัน โรงแรมที่เป็นคนไทย หรือโรงแรมระดับ 3 ดาวลงมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการรีโนเวทอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นโรงแรมเก่าที่ประสบปัญหาขาดทุนและขาดทุนจากการระบาดของโควิด กลับอาจไม่ได้รับผลประโยชน์จากสิทธิทางภาษีนี้ เนื่องจากหากพวกเขาประสบภาวะขาดทุน พวกเขาก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีได้เต็มที่

    ผมจึงมองว่าหากต้องการให้โรงแรมอยู่ในสภาพที่ดีและเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรพิจารณามาตรการเสริมที่ตรงจุดยิ่งกว่านั่นคือ การจัดทำ Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการรีโนเวทโรงแรมตามเงื่อนไขที่ กำหนด เพราะสิทธิ์ทางภาษีอาจไม่เกิดประโยชน์หากผู้ประกอบการไม่มีเงินทุนหมุนเวียนพอที่จะไปรีโนเวท

    ด้านมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของข้าราชการสำหรับการจัดสัมมนาหรือกิจกรรมต่างๆ นั้น ถูกมองว่าเป็นมาตรการที่ดี  แต่การดำเนินการในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) นี้กลับเป็นปัญหาเนื่องจาก งบประมาณราชการมีราคาคงที่ และไม่ได้มีการปรับมาเป็น 10 ปีแล้ว โรงแรมส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการรับกรุ๊ปราชการในช่วงไฮซีซัน

    ดังนั้นหากโรงแรมสามารถเลือกรับลูกค้ารายอื่นได้ การมาเร่งเบิกจ่ายในช่วงเดือนตุลาคม 2568-มกราคม 2569 จึงแทบไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นช่วงไฮซีซัน โรงแรมคงเลือกที่จะรับนักท่องเที่ยวมากกว่า กลุ่มข้าราชการ เนื่องจากได้ราคาที่ดีกว่า

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในการลดหย่อนภาษี เป็นมาตรการที่ทำกันต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศที่ดี แต่ในปีนี้ อาจจะคาดหวังได้ไม่มากนักเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก ทำให้งบประมาณรายจ่ายจากภาคธุรกิจ และ ครอบครัวมีน้อยลงตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นมาตรการเชิงบวกทางเศรษฐกิจ

    ธุรกิจท่องเที่ยวเผยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ยังไม่ตรงจุดช่วยได้บางกลุ่ม

    ขณะที่มาตรการสนับสนุนภาคการโรงแรมปรับปรุงลงทุนพัฒนาโครงสร้างถือว่าเป็นมาตรการที่ดีมาก ๆ เพราะการพัฒนา supply side ของภาคการท่องเที่ยวไทย ถือเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันซึ่งเป็นมาตรการยกระดับการบริการและการแข่งขันของการท่องเที่ยวในเวทีโลก

    โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่ปัจจุบันต่างมีผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ใหม่สดมาแข่งกับประเทศไทยกันมากมายแต่เรากลับมีลงทุนด้าน supply side ที่น้อยกว่าคู่แข่งในตลาดโลก

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,144 วันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/642856&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CTl9-ttB8VI3G1OaRGpWC