Category: ท่องเที่ยว

  • “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีสรุปผลภารกิจประชุมอาเซียนและเอเปค ย้ำไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทยร่วมคณะ

    นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้พบหารือกับผู้นำ 15 ประเทศ องค์การระหว่างประเทศ 3 แห่ง และผู้บริหารระดับสูงกว่า 20 บริษัทชั้นนำ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าผลการเจรจาจะต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนไทย

    ไทยได้วางยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก เพื่อเสริมบทบาทในฐานะ “ศูนย์กลางของภูมิภาค” ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งยังมีความคืบหน้าในการเปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตร เพิ่มโควตาแรงงานไทยในเกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับแคนาดา

    นอกจากนี้ มีข้อตกลงทวิภาคีสำคัญ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวกับสิงคโปร์ การผลักดันสินค้าเกษตรไทยในตลาดมาเลเซีย การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือกับบรูไนในด้านอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

    “อนุทิน” ย้ำผลสำเร็จเอเปค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือในประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ จีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

    สำหรับการหารือกับผู้นำสหรัฐอเมริกาและจีน นายอนุทินยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยจีนได้ตกลงเพิ่มโควต้าการนำเข้าข้าวไทยอีก 500,000 ตัน พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การดำเนินภารกิจทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้หลักความถูกต้อง โปร่งใส และยึดมั่นในกฎหมายไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้มั่นคงและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732806&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Heh-DS-dtBC8Q-ZY0BPun

  • รมว. อรรถกร เผยเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมซีเกมส์ฟรี เพื่อเป็นของขวัญแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี

    รมว. อรรถกร เผยเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมซีเกมส์ฟรี เพื่อเป็นของขวัญแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี

    รมว. อรรถกร เผยเตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมซีเกมส์ฟรี เพื่อเป็นของขวัญแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 18 ปี

    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายกองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ, พลตรีโอสถ ภาวิไล เลขาธิการคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย และประธานสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ และคณะผู้บริหาร กกท. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ Application Zoom Cloud Meetings เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านการจัดการแข่งขันและมาตรการรักษาความปลอดภัย ภายใต้นโยบาย “Safety First” เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน

    ในการประชุมได้มีมติร่วมกันว่า การแข่งขันฟุตบอลชายสาย A ซึ่งประกอบด้วย ทีมชาติไทย ทีมชาติกัมพูชา และทีมชาติติมอร์-เลสเต เดิมมีกำหนดจัดการแข่งขัน ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา จะเปลี่ยนมาจัดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน จังหวัดกรุงเทพฯ แทน โดยฝ่ายความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ความเห็นว่า จังหวัดกรุงเทพฯ มีความพร้อมและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมกว่า หลังจากลงสำรวจพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดบางประการในด้านความปลอดภัย
    ทั้งนี้ โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลชายได้มีการปรับเป็นวันที่ 4, 7 และ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยที่ประชุมมีมติให้ปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าในระหว่างพิธีการเปิด เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นสนามแข่งขัน และยืนยันว่าพื้นสนามจะพร้อมสมบูรณ์ตามมาตรฐานในวันแข่งขันแน่นอน

    สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับ กกท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดกรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา จัดเตรียมระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรในทุกมิติ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงสุด นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กกท. ยังมีนโยบายร่วมกันในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในฐานะแฟนกีฬา โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนกีฬาชาวไทยในโอกาสที่ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ในรอบ 18 ปี

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบลงทะเบียนเข้าชมจะมีการคัดกรองผู้เข้าชมอย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยจะจัดสรรโควตาให้กับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทุกสนาม นอกจากนี้ สำหรับกีฬายอดนิยม อาทิ ฟุตบอล, วอลเลย์บอล ฯลฯ จะมีการจัดพื้นที่รับชมบริเวณนอกสนาม พร้อมจอแสดงผลขนาดใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันสามารถร่วมเชียร์และสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันได้เช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60315&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OBrBLQFeJkr88uC1BvNw0

  • นครพิษณุโลก เปิดงาน “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง

    นครพิษณุโลก เปิดงาน “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง

    เมื่อเวลา 20.19  น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่เวทีสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ ถ.พุทธบูชา อ.เมือง พิษณุโลก นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568  “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พ.ย. 2568 ณ บริเวณสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีหัวหน้าส่วน เจ้าหน้าที่ พี่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยว เข้าร่วม ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมของภาครัฐ เอกชน กลุ่มชมรม เครือข่าย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก สร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น ส่งเสริมให้เกิดอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    นางสุวิมล ปราบศรีภูมิ รองนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ในฐานะประธานคณะทำงาน กล่าวว่า  เทศบาลนครพิษณุโลก ภายใต้นโยบายคณะผู้บริหาร ได้เล็งเห็นความสำคัญของกิจกรรมด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงแต่ละเทศกาล ทั้งยัง เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป จึงได้จัดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568  “คืนเพ็ญแห่งความภักดี” ขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พ.ย. 2568 เวลา 17.00-22.00 น. ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าของฝาก ของที่ระลึก อาหารคาว หวานจากร้านอร่อย ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น(OTOP) จุดถ่ายรูป จุดเช็คอินวังกระทงสุดสวย จุดบริการรถรางชมเมือง และการแสดงดนตรีแนวออร์เคสตราของ วงบุญช่วย จากมหาวิทยาลัยนเรศวร การแสดงลิเก คณะเพชรพิบูล ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

    ซึ่งรูปแบบของการจัดงานในปีนี้ ได้ปรับให้เกิดความเหมาะสมภายใต้บรรยากาศของการถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ทั้งเรื่องการตกแต่งสถานที่ การประดับไฟแสง สี การแสดงกิจกรรมที่ยังคงความอลังการ  พร้อมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานทุกท่าน แต่งกายไว้ทุกข์ตามความเหมาะสม

    โดยหลังพิธีเปิดงาน ได้นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ร่วมชมบูทอาหารของผู้ประกอบการ และมอบผ้ากันเปื้อนเป็นที่ระลึกอีกด้วย /////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/11/01/191774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2od2aQfacbuLHm8lL7e4VC

  • ตร.ทท.ดูแลนักท่องเที่ยวความเชื่อมั่นวันฮาโลวีน

    ตร.ทท.ดูแลนักท่องเที่ยวความเชื่อมั่นวันฮาโลวีน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107528&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cp-Zg-DYWQCr5M6dmMvmB

  • นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y33VOuHNZvALgDqfYm5Cd

  • ททท. – 3 อุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์ แถลงข่าว ชวน “เที่ยวอุตรดิตถ์พิชิต 3 อุทยานแห่งชาติ” | TOPNEWS

    ททท. – 3 อุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์ แถลงข่าว ชวน “เที่ยวอุตรดิตถ์พิชิต 3 อุทยานแห่งชาติ” | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุตรดิตถ์ ภายใต้แคมเปญ “เที่ยวอุตรดิตถ์พิชิต 3 อุทยานแห่งชาติ” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว นำเสนอภาพลักษณ์เมืองน่าเที่ยว

    โดยได้รับเกียรติจาก นายวารุจ ศิริวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จ.อุตรดิตถ์ นายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน นายเกิดพงษ์ โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และ นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อม หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    โดยนางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงาน ททท.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีเช่นนี้ ลมหนาวพัดมาเยือนอีกครั้ง พร้อมกับช่วงเวลาแห่งความสุขของการออกเดินทางท่องเที่ยว “ภาคเหนือ” มีจุดขายช่วง High Season ที่น่าสนใจกว่าภาคอื่น พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ นิยมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เที่ยวภู ดูดาว ชมหมอก เดินป่าศึกษาธรรมชาติ สัมผัสลมหนาวอากาศเย็น โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกจับตามองลำดับต้นๆ คือแหล่งท่องเที่ยวประเภทอุทยาน ลานกางเต้นท์ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มี 3 อุทยานแห่งชาติที่มีความสมบูรณ์สวยงาม ทั้งอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน อุทยานแห่งชาติ ต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ซึ่งแต่ละอุทยาน ล้วนมีเสน่ห์ มีกิจกรรมท่องเที่ยว และมีบรรยากาศ ที่แตกต่างกันออกไป

    โดยในช่วงปลายปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 – มกราคม 2569 (ททท.) ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในพื้นที่ เร่งสร้างการรับรู้ ชูจุดขายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ร่วมกับ 3 อุทยานแห่งชาติ กำหนดเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติอุตรดิตถ์รับลมหนาว ด้วยแคมเปญ “เที่ยวอุตรดิตถ์ พิชิต 3 อุทยาน”เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและ บอกต่อ (Grand Moment) รวมถึงร่วมกันผลักดันนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ให้นักท่องเที่ยวเกิดความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น

    ทางด้าน นายวารุจ ศิริวัฒน์ สส.อุตรดิตถ์ เขต 2 ให้ข้อมูลเสริมว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่ได้ท่องเที่ยวได้แค่ช่วงฤดูทุเรียนเท่านั้น อยากให้นักท่องเที่ยวทุกท่านได้ทำความรู้จักกับอุตรดิตถ์ โซนเหนือ บริเวณอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า อำเภอน้ำปาด และอำเภอบ้านโคก ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่หลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านช้างเพราะอยู่ติดกับ สปป.ลาว โดยเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศเริ่มเย็นลง จุดหมายปลายทางการพักผ่อนส่วนใหญ่จะนึกถึงภูเขา ลมหนาว ทะเลหมอก และที่ทุกท่านอยู่ ณ บริเวณนี้คืออุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน จุดขายคือ “ทะเลสาบสุริยันต์จันทรา” หรือ “ทะเลสาบลำน้ำน่าน” คือจุดชมพระอาทิตย์ตกและพระจันทร์ขึ้นตำแหน่งเดียวกัน และมองไปด้านหลัง คือ “เกาะนมสาว” ตั้งชื่อล้อตามจินตนาการของนักท่องเที่ยว ก็เป็นอีกหนึ่งแลนมาร์คเช็คอินที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่แพ้กัน นี่แค่เพียงความสวยงามของ 1 ใน 3 อุทยานแห่งชาติ ยังมีอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้ลองมาสัมผัสในห้วงฤดูกาลหน้าหนาวแบบนี้

    ส่วนนายคมสันต์ ใจยะสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ได้เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านความปลอดภัย การบริการ และการอำนวยความสะดวก โดยมีการปรับปรุงลานกางเต็นท์ จุดชมวิว และระบบการจองเข้าพื้นที่ออนไลน์ เพื่อให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในปีนี้ระดับน้ำในอุทยานฯ ถือว่าขึ้นสูงมากที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของจุดชมวิวทะเลสาบสุริยันต์จันทรา และเกาะนมสาว ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยว เดินทางเข้าพื้นที่คึกคักต่อเนื่อง และในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยววันนี้ ทางอุทยานฯ ได้ให้แนวคิด (กิมมิค) เป็นการปล่อยปลาตะเพียน ความหมายของการปล่อยปลาตะเพียนให้เข้ากับงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวที่ อุทยานลำน้ำน่าน เน้นความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์ของปลา สายน้ำ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ร่วมกันทุกภาคส่วน การปล่อยปลาตะเพียนในวันนี้ จึงเป็นทั้งการคืนชีวิตให้สายน้ำ และเป็นการ อวยพรให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วยความราบรื่นและประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

    นายเกิดพงษ์ โยหงส์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ ได้เตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้ ด้วยการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยาน และเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ให้พร้อมตลอดฤดูกาล สำหรับอุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่แห่งนี้ นับเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ต้นสักใหญ่ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้อนุรักษ์ต้นมเหสักข์เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และให้ประชาชนได้ร่วมกันเรียนรู้ รัก และหวงแหนป่าไม้ของแผ่นดิน

    นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ให้ข้อมูลว่า อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเส้นทางพิชิตยอดภูสอยดาว ยอดภูที่สูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย และในปีนี้ อุทยานฯ ได้วางมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด การจัดระบบการจองล่วงหน้า การจัดระเบียบเส้นทางเดินเท้า นอกจากนี้ อุทยานฯ ยังได้จัดนิทรรศการ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ที่ทรงเสด็จ พระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และมีพระราชดำริด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำ ซึ่งภูสอยดาวถือเป็นหนึ่งในผืนป่าที่ได้รับพระเมตตาจากแนวพระราชดำริของพระองค์ใรการรักษาสภาพผืนป่าให้คงอยู่จวบจนปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1375432&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H1lH6PjlvtzpnlRKkWHeX

  • เศรษฐกิจเชียงราย สองเครื่องยนต์ ‘ท่องเที่ยว-ชายแดน’ ผลักดัชนีเชื่อมั่นให้ยืนสูง

    เศรษฐกิจเชียงราย สองเครื่องยนต์ ‘ท่องเที่ยว-ชายแดน’ ผลักดัชนีเชื่อมั่นให้ยืนสูง

    เชียงราย–ภาคเหนือ “เงยหน้ารับลมหนาวเศรษฐกิจ” ดัชนีเชื่อมั่นอนาคตภาคเหนือแตะ 73.5 แรงหนุน “คนละครึ่ง พลัส” จ่อดันกำลังซื้อ-ท่องเที่ยวไฮซีซัน ขณะภาพรวมไทยโต 2.4% ปี 2568 แต่ต้องจับตาความเสี่ยงปี 2569

    เชียงราย, 1 พฤศจิกายน 2568 — ลมหนาวเที่ยวแรกแตะขอบดอยนางนอนในหุบเขาเชียงราย พร้อมข่าวดีจากส่วนกลางที่ส่งแรงกระเพื่อมถึงปลายน้ำ: ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค (RSI) เดือนตุลาคม 2568 ของภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 73.5 สะท้อนมุมมอง 6 เดือนข้างหน้าที่ “ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” บนแรงหนุนสองขา—มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่กำลังเดินเครื่องในไตรมาสสุดท้าย และ ฤดูท่องเที่ยว ที่เข้าสู่ช่วงพีกของปี นัยนี้มีความหมายกับเชียงรายโดยตรง เพราะจังหวัดปลายสุดแดนเหนือกำลังยืนอยู่ “หน้าเคาน์เตอร์โอกาส” ทั้งจากการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ ร้านค้ารายย่อย ไปจนถึงซัพพลายเชนเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน

    ในมุมมหภาค กระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 โต 2.4% จากแรงกระตุ้นภาครัฐและการส่งออกที่คาดขยายตัว 10.0% ทว่า “ปีถัดไป” อาจไม่ราบรื่นเท่าเดิม เมื่อภาพรวมปี 2569 ถูกประเมินว่าจะ ชะลอมาที่ 2.0% สาเหตุหลักจากการเร่งส่งออกในปีนี้เพื่อหลบผลกระทบภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ชี้ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2569 มีแนวโน้ม ‘ทรงตัว’ งบลงทุนรัฐลดลงและภาคเอกชนยังเปราะบาง—สัญญาณที่ผู้ประกอบการเชียงรายควรรู้ทันและปรับแผน

    ภาพใหญ่ของประเทศ โตได้…แต่ไม่ง่าย

    สัญญาณข้างหน้า: กระทรวงการคลังประเมินปี 2568 ไทยขยายตัว 2.4% โดยมี “โครงการคนละครึ่ง พลัส” กับมาตรการเพิ่มวงเงินสวัสดิการรัฐเป็นแรงขับการบริโภคเอกชน (คาดโต 3.0%) และการส่งออกมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐขยายตัว 10.0% ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล 2.0 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 3.5% ของ GDP) และเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี -0.2% โดยได้รับอานิสงส์ต้นทุนพลังงานที่ลดลง

    จุดห่วงปี 2569: จีดีพีชะลอที่ 2.0% ส่งออกหดตัว -1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกลับสู่แดนบวกแถว 0.5% นโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล—จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดหนี้ครัวเรือน หนุน SMEs เพิ่มออม และลงทุนเพื่ออนาคต—จึงถูกคาดหวังให้ยื้อแรงเฉื่อยเศรษฐกิจและสร้างฐานใหม่ระยะยาว

    คำเตือนเชิงนโยบาย: การค้าโลกที่ผันผวน มาตรการภาษีสหรัฐฯ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ครัวเรือนยังสูง คือชุดความเสี่ยงที่อาจสั่นความเชื่อมั่นธุรกิจ—หากลามสู่ต้นทุนการเงินและพฤติกรรมบริโภค

    พื้นที่เศรษฐกิจภาคเหนือ ดัชนี 73.5 “โซนอ่อนไปทางดี” ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมเครื่องยนต์คู่

    ตัวเลขชวนคิด RSI เดือน ต.ค. 2568

    • ภาคเหนือ 73.5: ได้แรงหนุนจาก บริการ–ท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรม ในช่วงไฮซีซัน กอปรกับมาตรการรัฐ
    • ภาคตะวันออก 75.5 / EEC 78.7: สะท้อนบทเรียนว่าพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน–การลงทุนต่อเนื่อง มีความเชื่อมั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
    • กทม.–ปริมณฑล 63.8: ยังต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ชี้ว่าการฟื้นตัว “ไม่เสมอหน้า” และกิจกรรมบางส่วนยังรอผลลัพธ์มาตรการ

    ความหมายต่อภาคเหนือ:

    1. การท่องเที่ยวกลับมาเป็น “เสาหลักรายได้กระจายตัวสูง” ตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ งานเทศกาลท้องถิ่น ไปจนถึงสินค้าหัตถกรรม—ห่วงโซ่คุณค่าไหลถึงชุมชนรวดเร็ว
    2. อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร–เครื่องดื่ม–ยางพารา–อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วน มีแนวโน้มปรับกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อช่วงปลายปีและต้นปีหน้า
    3. กำลังซื้อชาวบ้าน–แรงงานกลับบ้าน ช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน สนับสนุนเม็ดเงินหมุนเวียนท้องถิ่นอย่างเห็นรูปธรรม

    แต่ก็ยังมีโจทย์ท้าทาย: ความแปรปรวนสภาพอากาศที่กระทบผลผลิตเกษตร ค่าครองชีพในเมืองท่องเที่ยว และการขนส่งข้ามแดนที่ต้องลุ้นกับกฎระเบียบประเทศเพื่อนบ้านเมื่อภูมิรัฐศาสตร์ “ไหลแรง”

    โฟกัสเชียงราย เมืองชายแดน–เมืองท่องเที่ยว “สองเครื่องยนต์” ผลัก RSI ภาคเหนือให้ยืนสูง

    เชียงรายกำลังอยู่ใน จุดสมดุลใหม่ ของบทบาทสองประการ—เมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ–วัฒนธรรม และเมืองโลจิสติกส์ชายแดนฝั่งแม่สาย–เชียงแสน–เชียงของ—ที่โอบรับฤดูกาลท่องเที่ยวและความต้องการบริโภคปลายปีพอดิบพอดี

    1) ไฮซีซันท่องเที่ยว ฤดูขายประสบการณ์–ฤดูเก็บรายได้ฐานราก

    • ฤดูหนาว = ฤดูงาน: เทศกาลแสงสีริมโขง งานกาแฟ–ชา–เกษตร และทริปสายธรรมชาติ “กอดหมอก” ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวที่พัก–อาหาร–เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    • คนละครึ่ง พลัส = คูณแรงในเมืองท่องเที่ยว: มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาส 4 ช่วย “ปิดช่องว่างกำลังซื้อ” ของครัวเรือนท้องถิ่นและนักเดินทาง—ร้านอาหารรายย่อยและผู้ค้าชุมชนมีโอกาสจับจ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จสูงขึ้น
    • SMEs–OTOP–หัตถกรรมท้องถิ่น มีแนวโน้มได้ประโยชน์ทันที เมื่อดีมานด์ของที่ระลึก–ของฝากขยับตามจำนวนนักท่องเที่ยว การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลชำระเงินและการตลาดออนไลน์ช่วงแคมเปญ จะช่วยขยายวงเงินสะพัดได้ดีกว่าช่วงปกติ

    ผลลัพธ์คาดหวัง รายได้ท่องเที่ยว “ไหลลึก” ลงสู่ชุมชน—ตั้งแต่ผู้ให้บริการที่พักระดับครอบครัว ร้านอาหารท้องถิ่น คนขับรถรับจ้าง ไปจนถึงเกษตรแปลงเล็กที่ขายผลผลิตเข้าสายโภชนาการ–คาเฟ่

    2) เศรษฐกิจชายแดน แรงเสริมเมื่อค้าชายแดนฟื้นตัว

    แม้ข้อมูลปริมาณการค้ารายด่านล่าสุดไม่ได้ระบุในชุดข้อมูลนี้ แต่แรงส่งทั่วประเทศจากการส่งออกปี 2568 ที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัวสูง 10.0% ย่อมเอื้อให้ โซ่โลจิสติกส์เชียงราย—ทั้งด่านแม่สาย ด่านเชียงของ และท่าเรือเชียงแสน—รับโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบด้านเกษตรแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านและจีนตอนใต้

    ประเด็นต้องกางแผน ความผันผวนกฎระเบียบข้ามแดนและต้นทุนขนส่งที่อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้อง “ล็อกต้นทุน” ผ่านสัญญาระยะกลาง–ยาว และประสานเครือข่ายโลจิสติกส์ให้ยืดหยุ่นต่อข้อจำกัดหน้าด่าน

    3) ตลาดก่อสร้าง–อสังหาริมทรัพย์เชียงราย อ่านสัญญาณ “ทรงตัว” ก่อนวางเงินลงทุน

    บทวิเคราะห์ของ SCB EIC ที่ประเมินว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2569 “ทรงตัว” ราว 1.41 ล้านล้านบาท และการลงทุนภาครัฐลดแรงจากงบปี 2569 ส่งสารสำคัญถึงผู้พัฒนาโครงการในเชียงราย

    • ภาครัฐยังเดินหน้ามหาโปรเจกต์ แต่ความเร็วการเบิกจ่าย–เปิดประมูลอาจไม่เร่งเท่าที่หวัง
    • เอกชนที่อยู่อาศัยชะลอ ตามภาพอสังหาฯ ประเทศและค่าแรงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากแรงงานข้ามชาติหดตัว
    • มาตรฐานวัสดุ–งานโครงสร้างถูกยกระดับ หลังเหตุแผ่นดินไหวในหลายพื้นที่—เพิ่มต้นทุนและเวลาควบคุมคุณภาพ

    คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับท้องถิ่น

    1. บริหาร Backlog ให้ยืดหยุ่น ปรับสัดส่วนงานรัฐ–เอกชน ลดความเสี่ยงจาก “ลูกค้าก้อนเดียว”
    2. ทำสัญญาซื้อวัสดุล่วงหน้า กับคู่ค้าคุณภาพ เพื่อคุมต้นทุนและลดความผันผวนราคา
    3. จับมือพันธมิตรต่างชาติ/เทคโนโลยี ยกมาตรฐานความปลอดภัย–ผลิตภาพ และใช้เป็น “แต้มความเชื่อมั่น” ในตลาด
    4. ตั้งเป้าการลด Emission และใช้วัสดุเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม—สอดรับทั้งข้อกำหนดใหม่และความต้องการลูกค้ารุ่นใหม่

    4) โอกาส–ความเสี่ยงเฉพาะจังหวัด ทำการบ้านเชิงรุก

    • โอกาสฝั่งท่องเที่ยว: เชื่อม “สุขภาพ–นิเวศ–วัฒนธรรม” ให้เป็นแพ็กเกจเดียว เช่น เส้นทางวิ่ง–ปั่น–เดินป่า ตลาดชุมชน–คาเฟ่กาแฟ–ชา พร้อมพื้นที่กิจกรรมครอบครัว ช่วยยืดเวลาพำนักและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทริป
    • โอกาสฝั่งชายแดน: ต่อยอดคลังสินค้าเย็น–เกษตรแปรรูปคุณภาพสูง รองรับคำสั่งซื้อปลายปี–ตรุษจีน พร้อมมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ
    • ความเสี่ยงสำคัญ: สภาพอากาศสุดขั้วกระทบเกษตร, ราคาพลังงานและค่าขนส่ง, และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ–การค้าโลก
    • มาตรการกันชนที่ใช้ได้ทันที: ผู้ประกอบการรายย่อยใช้สิทธิ “คนละครึ่ง พลัส” และโปรโมชันร่วมเอกชนเพื่อดึงทราฟฟิกหน้าร้าน, เชื่อมดีลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล–อีเพย์เมนต์, ทำประกันภัยธุรกิจ–ทรัพย์สินที่ครอบคลุมภัยธรรมชาติ และจับสัญญาณเตือนจากระบบต้นแบบ “ดัชนีหมอกควัน–PM2.5” เพื่อออกแบบกิจกรรมกลางแจ้งอย่างยืดหยุ่น

    สะพานเชื่อม “นโยบาย–พื้นที่” ทำอย่างไรให้เม็ดเงินเข้าถึงชุมชนเชียงรายเร็วที่สุด

    • เร่ง “แปลงนโยบายเป็นแคมเปญพื้นที่”
      ภาคเอกชน–ชุมชน ควรจับมือกับหน่วยงานท้องถิ่น ออกแบบกิจกรรมใช้สิทธิคนละครึ่ง พลัสที่
    • ชัดเวลา–ชัดสถานที่–ชัดของดี เช่น ถนนคนเดินมิติใหม่ เมนูวัตถุดิบท้องถิ่น ซุ้มชิม–ช็อป–แชร์ ให้สิทธิประโยชน์ชัดเจนและตรวจง่าย
    • เชื่อม “โลจิสติกส์–ท่องเที่ยว”
      พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ผูกกับจุดขนส่งชายแดน: นักเดินทางที่เข้า–ออกด่าน สามารถถูกดึงเข้ามาใช้ค่าใช้จ่ายเพิ่มในเมือง ผ่านแพ็กเกจคาเฟ่–มิวเซียม–ของฝาก และบริการสปา–สุขภาพ–แอดเวนเจอร์ระยะสั้น
    • ยกระดับอีโคซิสเต็มดิจิทัล
      สนับสนุนผู้ค้าใช้ QR พร้อมเพย์–บัญชีรับเงินธุรกิจ–เครื่องออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้ข้อมูลยอดขาย “สะท้อนจริง” ต่อการวางแผนสต็อกและขอสินเชื่อ

    ตัวเลขชวนคิด” เพื่อการตัดสินใจของเชียงราย

    • 73.5 = RSI ภาคเหนือเดือนตุลาคม 2568 — โซนบวกชัดใน 6 เดือนข้างหน้า
    • 2.4% = จีดีพีไทยปี 2568 (คาดการณ์) — เปิดช่องทำรายได้ปลายปี-ต้นปี
    • 10.0% = การส่งออกทั้งปีกลับมาโตแรง — โอกาสต่อซัพพลายเชนชายแดน
    • -0.2% → 0.5% = เงินเฟ้อ 2568→2569 — ปีหน้าแรงกดดันค่าใช้จ่ายอาจยกหัว
    • 1.41 ล้านล้านบาท = มูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้าง 2569 (คาด “ทรงตัว”) — บอกให้วางแผนลงทุนแบบคุมความเสี่ยง

    ภาคบริการ–ผู้ประกอบการรายย่อยจะ “เกียร์ออโต้” ได้อย่างไร

    1. ดีลราคาล่วงหน้า กับซัพพลายเออร์ (เนื้อ–ผัก–กาแฟ–เบเกอรี่–น้ำมันปรุงอาหาร) ในกรอบ 3–4 เดือน เพื่อคุมมาร์จินช่วงพีก
    2. แพ็กเกจประสบการณ์ มากกว่า “ลดราคา” เช่น เซ็ตอาหารท้องถิ่น + เวิร์กช็อป + มุมถ่ายรูป + ส่วนลดร้านคู่ค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อบิล
    3. เวลาทำการยืดหยุ่น สอดรับเที่ยวบิน–รถทัวร์–ด่านชายแดน เปิดเช้าขึ้น/ปิดดึกขึ้นในช่วงสัปดาห์พีก
    4. ข้อมูลลูกค้า = ทองคำ: เก็บอีเมล/ไลน์ OA จากลูกค้าหน้าร้าน พร้อมคูปองคัมแบ็กไตรมาส 1/2569 เพื่อลดหลุมยอดขายหลังเทศกาล
    5. มาตรฐานสะอาด–ปลอดภัย–ยั่งยืน สื่อสารชัด (ขยะเปียกลดเหลือศูนย์/ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น/ลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว) ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ

    หน้าต่างแห่งโอกาส” ของเชียงรายในอีก 6 เดือน

    ดัชนี RSI ที่ 73.5 ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะพุ่งแรงในชั่วข้ามคืน แต่มันบอกเราว่า โอกาสมีมากกว่าความเสี่ยง ในช่วงครึ่งปีข้างหน้า หากเชียงราย แปลงมาตรการกระตุ้น ให้เป็นกิจกรรมพื้นที่ที่เข้าถึงผู้ค้า–ชุมชนจริง ใช้ฤดูท่องเที่ยวเป็น “เครื่องเร่งการไหลเวียน” ของเงิน และยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดรับผู้บริโภคยุคใหม่ เม็ดเงินจะไหลลึกและยั่งยืนกว่าแค่ “ภาพคนแน่นงาน”

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้อง ไม่หลงลืมภาพปี 2569 ที่ท้าทายกว่า—จากการชะลอของจีดีพีและการหดตัวของส่งออกตามวัฏจักร—จึงควรเตรียมกันชนด้านเงินสด สัญญาวัสดุ–แรงงาน และผลิตภัณฑ์–ตลาดที่ยืดหยุ่นไว้แต่เนิ่น ๆ

    สารที่ควรถูกตอกย้ำ ถ้าภาคเอกชน–ชุมชน–ท้องถิ่นจับมือกัน “ออกแบบเศรษฐกิจหน้าร้าน” ให้สอดรับมาตรการใหญ่ของรัฐ เชียงรายจะไม่เพียง “รับลมหนาวเศรษฐกิจ” แต่จะสามารถ ชี้ทางลม ให้ไหลผ่านชุมชนอย่างเป็นธรรม สร้างรายได้ กระจายโอกาส และวางฐานใหม่สำหรับปีหน้าที่ท้าทายกว่า

    เค้าโครงข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการรายงาน

    • ประมาณการเศรษฐกิจไทย 2568–2569 (ต.ค. 2568/ต.ค. 2569f)
      • จีดีพี 2568 = 2.4%, 2569f = 2.0%
      • บริโภคเอกชน 2568 = 3.0%, 2569f = 2.4%
      • เงินเฟ้อทั่วไป 2568 = -0.2%, 2569f = 0.5%
      • ส่งออกสินค้าและบริการ (Real term) 2568 = 7.6%, 2569f = -1.7%
      • ดุลบัญชีเดินสะพัด 2568 = 20.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, 2569f = 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
        (ตัวเลขตามเอกสารอินโฟกราฟิกของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่เผยแพร่ ณ ตุลาคม 2568/2569f)
    • ดัชนี RSI ต.ค. 2568
      • ภาคเหนือ 73.5 | ตะวันออก 75.5 | EEC 78.7 | อีสาน 73.9 | ตะวันตก 72.8 | ใต้ 72.7 | ภาคกลาง 68.5 | กทม.–ปริมณฑล 63.8
      • องค์ประกอบที่หนุนภาคเหนือ บริการ–ท่องเที่ยว และ อุตสาหกรรม บนแรงส่งไฮซีซันและมาตรการรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/northern-rsi-economy-stimulus-tourism-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s872GWXxHaIaBdU4ictnf

  • ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

    ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

    ขัวศิลปะ” ร่วมส่งครูใหญ่แห่งล้านนา ศิลปะไทยอำลา “รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ” ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ปิดฉากครึ่งศตวรรษแห่งการให้และการสร้าง

    เชียงราย/กรุงเทพฯ, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ แสงไฟจากเมรุมาศสะท้อนเงาร่มไม้กรังกราว เหนือเสียงสวดพระอภิธรรมที่ทอดยาวอย่างสงบ คณะศิลปินไทยจากหลากสำนัก—โดยเฉพาะ “ศิลปินเชียงราย”—ร่วมยืนเคียงข้างกันเพื่อไว้อาลัยในพิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินอาวุโส ครูผู้ก่อร่าง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” และที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง ผู้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 สิริอายุ 71 ปี การส่งท่านครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของศิลปินผู้ทุ่มเทกว่าครึ่งศตวรรษ หากยังเป็นจังหวะให้ทั้งวงการหันกลับมาทบทวน “สมการการสร้างสรรค์” ที่ท่านฝากไว้ ศิลปะ = ความสุข + ความหมาย + การให้โอกาส

    ภายในพิธี มีผู้แทนจากวงการศิลปะทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่เดินทางมาร่วมคับคั่ง นำโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินระดับตำนานของเชียงราย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2567 (สาขาเครื่องปั้นดินเผา) อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อดีตนายกสมาคมขัวศิลปะ อาจารย์สมพงษ์ สารทรัพย์ อาจารย์ชาตะ ใหม่วงค์ และ นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ รวมถึงเครือข่ายศิลปินแม่ญิงและศิษย์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฝ่ายภาครัฐมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี—ภาพทั้งหมดสะท้อน “ทุนทางสังคม” ที่ศรีวรรณสั่งสมไว้ตลอดชีวิตการทำงาน

    จากพีระศรีสู่ดอยแม่สาย เส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับล้านนา

    ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ เดินบนถนนศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเริ่มต้นที่ โรงเรียนเพาะช่าง (พ.ศ. 2513) ก่อนก้าวสู่ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาภาพพิมพ์ สถาบันซึ่งส่งต่อมรดกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในเส้นทางนั้น เธอได้รับทั้ง ทุน SPAFA (เพื่ออบรมครูศิลปะที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2539) และรางวัลจากเวทีสำคัญอย่าง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 23–24 (เหรียญทองแดง–เหรียญเงิน ประเภทภาพพิมพ์) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เธอไม่เคยหยุดทดลองสื่อใหม่ๆ—ทั้งภาพพิมพ์ จิตรกรรม วัตถุจัดวาง—และยังเป็นครูที่ส่งนักศึกษาสู่เส้นทางศิลปินจำนวนมาก

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเกษียณราชการ เธอเลือก “ย้ายชีวิต” จากกรุงเทพฯ ไปยัง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บนที่ดินจัดสรรใน ตำบลศรีดอนมูล ที่ครั้งหนึ่งเป็นเกสต์เฮาส์เล็กๆ ก่อนปรับปรุงเป็น บ้าน–สตูดิโอ และต่อยอดเป็น ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยแรงสนับสนุนด้านทุนจากน้องชาย (คุณจงชัย เจนหัตถการกิจ) และเงินเก็บที่เจ้าตัวยอม “ควัก” เพื่อผลักฝัน ในที่สุด เงินร่วมประมาณ สองล้านกว่าบาท แปรสภาพเป็นพื้นที่ที่หลอมรวม “งาน–คน–ชุมชน” เข้าด้วยกัน

    “อยากให้หอศิลป์เสร็จเร็วๆ จะได้ชวนเพื่อน ชวนเด็กๆ มาแสดงงาน มาเล่นสนุกกับศิลปะ” — เป็นทัศนคติที่ลูกศิษย์เล่าถึงเธอเสมอ ศิลปะในสายตาศรีวรรณ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องสูงส่งเกินเอื้อม หากแต่ เฮฮาปาร์ตี้” ให้คนเข้าถึง—คำนี้กลายเป็นทั้งบุคลิกและอัตลักษณ์งานของเธอ

    ศิลปิน–ครู–ผู้ก่อตั้ง “พื้นที่สร้างโอกาส”

    เมื่อเปิดศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ประตูบานหนึ่งของวงการศิลปะเชียงรายก็เปิดกว้างขึ้นสำหรับ ศิลปินหญิง–ศิลปินรุ่นใหม่–ศิลปินท้องถิ่น ที่มองหาพื้นที่โชว์งานด้วยเงื่อนไขเป็นธรรม การคัดเลือก เป็น 1 ใน 60 ศิลปิน ร่วมเวที Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ยิ่งยืนยันมาตรฐานการทำงานของเธอ ขณะเดียวกัน รางวัล “สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” ปี 2567 (วันสตรีสากล) สะท้อนบทบาทเชิงสาธารณะที่มากกว่า “ใครโด่งดังคนเดียว”—แต่คือการทำให้ ทั้งชุมชนศิลป์ “ดังไปด้วยกัน”

    บนเส้นทางนี้ “ขัวศิลปะ”—สมาคมศิลปินเชียงราย—รับศรีวรรณเป็นเสมือน “ครูใหญ่ใจดี” ที่ทั้งให้คำปรึกษาและเปิดพื้นที่ร่วมทำกิจกรรม เครือข่ายศิลปินแม่ญิงได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีคิดแบบ สนุก–จริงใจ–ใส่ใจมืออาชีพ” ทำให้สถานที่ในอำเภอชายแดนเล็กๆ ค่อยๆ กลายเป็นจุดหมายบนแผนที่ศิลปะของภาคเหนือ

    เชียงรายกับบทบาท “เมืองศิลปะ” ที่ขยายวง

    การสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ เชียงราย เดินเกมส์วัฒนธรรมเชิงรุก—ต่อยอดจากฐาน วัดร่องขุ่น–บ้านดำ–ขัวศิลปะ ไปสู่เครือข่ายอาร์ตสเปซและเทศกาลศิลป์ร่วมสมัยในชุมชนชายแดน การมีนักสร้างสรรค์รุ่นอาวุโสที่ “ย้ายไปอยู่จริง ทำงานจริง” เช่นศรีวรรณ จึงช่วย เติมสมดุลระหว่าง “เมืองท่องเที่ยวศิลปะ” กับ “เมืองที่ศิลปินอยากใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เมืองที่แวะมาจัดแสดงแล้วกลับ การเกิดและเติบโตของศรีดอนมูลอาร์ตสเปซจึงมีความหมายเชิงโครงสร้าง—เป็น พื้นที่กลาง ที่ชักเชื่อม ชาวบ้าน–นักเรียน–ศิลปิน–นักท่องเที่ยว–ผู้ซื้อผลงาน เข้าด้วยกัน

    ในระดับประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานเครือข่ายพยายามขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power และ Creative Economy ให้ลงสู่ภูมิภาค การมี “ต้นแบบพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยคนจริง” อย่างศรีดอนมูลอาร์ตสเปซทำให้ นโยบายจับต้องได้ ไม่ติดอยู่บนกระดาษ

    เรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมวงการ “ศิลปะเป็นเรื่องของการมีชีวิต”

    เพื่อนร่วมรุ่นและศิษย์จำนวนมากกล่าวตรงกันว่า “พลังงาน” ของศรีวรรณคือ ความเป็นกันเองแบบคนอารมณ์ดี ที่พร้อมเล่าเรื่องชีวิต—ตั้งแต่วาระขำขันอย่าง “น้ำท่วมบ้านที่กรุงเทพฯ ตุ่มเด้งลอย” จนถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจ “แพ็กชิวิต” ขึ้นเหนือ เธอไม่ลืมเพื่อน ไม่ลืมลูกศิษย์ ส่ง “ใส้อั่วเชียงราย” ลงมากรุงเทพฯ เป็นระยะ เหมือนบอกกลายๆ ว่า ศิลปะต้องกินได้ นอนหลับ และหัวเราะได้ จึงจะเดินทางไกล

    การยืนอยู่ท่ามกลาง “สายลมที่พัดผ่านร่องน้ำโขง” ในเชียงแสน ทำให้ผลงานของเธอในบั้นปลาย เบาสบายขึ้นแต่คมขึ้น—เบาในเชิงสัมผัส คมในเชิงความหมาย จากภาพพิมพ์และพื้นผิวที่ชวนลูบไล้ สู่การจัดวางที่ยุให้คนดู “ขยับตัวและความคิด” ไปพร้อมกัน

    ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (ไทม์ไลน์ย่อ)

    • พ.ศ. 2513 : จบการศึกษาโรงเรียนเพาะช่าง
    • ปริญญาตรี–โท : สาขาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับทุนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น)
    • พ.ศ. 2539 : ได้รับ SPAFA Scholarship อบรมครูศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
    • ตลอดกว่า 30 ปี : อาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง
    • ปลายทศวรรษ 2560 : ย้ายพำนักที่ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เชียงราย
    • ก่อตั้ง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยทุนสนับสนุนจากครอบครัว (งบรวมกว่า 2 ล้านบาท)
    • พ.ศ. 2566 : คัดเลือก 1 ใน 60 ศิลปิน จัดแสดงใน Thailand Biennale Chiang Rai 2023
    • พ.ศ. 2567 : รับรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” วันสตรีสากล
    • 23 ตุลาคม 2568 : ถึงแก่มรณกรรมที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย สิริอายุ 71 ปี
    • 1 พฤศจิกายน 2568 : พิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดนิมมานรดี กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “บันทึกเหตุการณ์” แต่ชี้ให้เห็นการเคลื่อนตัวของศิลปินจาก ศูนย์กลาง (กรุงเทพฯ) ไปสู่ ชายแดน (เชียงราย) และทำให้ชายแดนกลายเป็น ศูนย์กลางใหม่ของโอกาส” สำหรับผู้คนจำนวนมาก

    วิเคราะห์ผลกระทบ มรดกเชิงระบบที่ท่านทิ้งไว้

    1. ด้านการศึกษา — เครือข่ายศิษย์–ลูกศิษย์ที่กระจายอยู่ในสถาบันต่างๆ คือทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการสอนศิลปะในระยะยาว วิธีสอนของท่าน—ที่ให้ “ทดลองและสนุก”—ทำให้ศิลปะไม่กลายเป็นวิชาแห้งแล้ง แต่เป็น “เครื่องมือคิด” ในชีวิตประจำวัน
    2. ด้านสถาบันศิลปะท้องถิ่น — ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซพิสูจน์ว่า อาร์ตสเปซขนาดเล็ก ที่บริหารด้วยความรักและวินัยสามารถยืนระยะได้ หากเชื่อมกับเครือข่ายท้องถิ่น–จังหวัด–ประเทศ มีบทเรียนสำคัญอย่าง การตั้งมาตรฐานงานแสดง/ระบบไฟ/ความปลอดภัย/การสื่อสาร และ การจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ที่ดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วน
    3. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ — การเป็นศิลปินในเมืองท่องเที่ยวชายแดนเปิดทางให้เกิด บริการเชิงประสบการณ์ (experience-based) เช่น เวิร์กช็อปภาพพิมพ์–การเยี่ยมสตูดิโอ–การท่องเที่ยวเชิงศิลป์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ ร้านอาหาร–ที่พัก–ของที่ระลึก และเชื่อมโยงแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในพื้นที่
    4. ด้านอัตลักษณ์สตรี–ความเท่าเทียม — บทบาทของศรีวรรณในฐานะ ที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง และการได้รับยกย่องเป็น สตรีดีเด่น สร้าง “แรงเห็น” ให้สังคมตระหนักว่า ผู้นำทางศิลปะหญิง ขับเคลื่อนระบบนิเวศได้อย่างแข็งแรงไม่แพ้ใคร

    ความท้าทายหลังคำอำลา จะรักษา “จิตวิญญาณของพื้นที่” อย่างไร

    หลังพิธี ส่งต่อมาสู่คำถามสำคัญว่า ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ จะเดินต่ออย่างไรให้คง “จิตวิญญาณ” ตามที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

    • การสืบทอดการบริหาร: ตั้งคณะทำงาน/มูลนิธิ/กติกาโปร่งใส เพื่อให้การคัดเลือกนิทรรศการ/การใช้พื้นที่ยังคงมาตรฐาน
    • ฐานทุนและรายได้: พัฒนารูปแบบ membership–friends of art space–crowdfunding นิทรรศการ เพื่อไม่พึ่งพิงงบประมาณแหล่งเดียว
    • เครือข่ายกับสถาบันการศึกษา: ทำ MOU กับมหาวิทยาลัย/โรงเรียนในภาคเหนือเพื่อแลกเปลี่ยนศิลปิน–นักศึกษา–อาจารย์
    • ทุนทรัพย์สินทางปัญญา: เก็บข้อมูลผลงาน–จดหมายเหตุ–บทสัมภาษณ์ของศรีวรรณให้เป็น คลังความรู้ (archive) สำหรับนักวิจัย–นักเรียน
    • ความปลอดภัยและมาตรฐาน: ยกระดับระบบไฟ แสง เสียง พื้นที่คนพิการ ให้รองรับนิทรรศการร่วมสมัยอย่างมืออาชีพ

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากยึดหลักที่ท่านสอนไว้—ให้พื้นที่เป็น “ของทุกคน” ที่เชื่อในพลังของศิลปะ

    เสียงสะท้อนจาก “ขัวศิลปะ” พลังของความร่วมมือจังหวัด–ประเทศ

    การที่คณะศิลปินเชียงรายนำโดย อาจารย์เฉลิมชัย และเครือข่าย “ขัวศิลปะ” เดินทางมาร่วมพิธีพร้อมผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนความเป็น พหุศูนย์” ของวงการศิลปะไทย วันนี้ “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียวอีกต่อไป เมืองศิลป์อย่างเชียงรายกำลังเป็น รากฐาน ที่ปั้นคน–ปั้นงาน–ปั้นพื้นที่ และส่ง “พลังกลับ” เข้าสู่ประเทศ ผ่านเทศกาลนานาชาติ การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และตลาดศิลปะที่ขยายตัวต่อเนื่อง

    ในเชิงสัญลักษณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “การอำลา” แต่คือ “พิธีส่งต่อธง” ให้รุ่นต่อไป—ธงที่เขียนด้วยลายมือของศรีวรรณว่า ศิลปะคือความสุขร่วมกัน”

    ความทรงจำที่มีชีวิต

    เมื่อเปลวเพลิงดับลง เถ้าถ่านค่อยๆ เย็นตัว แต่ “ความทรงจำ” ของผู้คนที่ได้สัมผัสศรีวรรณยังอุ่นอยู่ เธออาจไม่ใช่ศิลปินที่วิ่งตามแสงแฟลช หากแต่เป็นคนที่ เปิดไฟสตูดิโอเป็นคนแรกและปิดเป็นคนสุดท้าย คอยถามไถ่ลูกศิษย์ว่า “วันนี้สนุกไหม” มากกว่าถามว่า “ขายได้กี่ชิ้น” ความช่างคุย ช่างหัวเราะ และความรักในความเป็น “เฮฮาปาร์ตี้” ทำให้หลายคนกล้าคลี่ “ผ้าขาว” ชีวิตออกมาแต้มสี

    มรณกรรมของเธอจึงไม่ใช่วงเล็บปิด หากเป็น “จุดเว้นวรรค” ให้ทุกคนได้หายใจ และเดินหน้าต่อในจังหวะที่มั่นคงกว่าเดิม—เดินบนถนนที่เธอช่วยลาดปูไว้ จาก เพาะช่าง–พีระศรี สู่ แม่สาย–ศรีดอนมูล ถนนสายนี้ยังยาวไกล และคนเดินยังมากขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อมูลสำคัญ

    • พิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ จัดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น.วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ
    • ผู้ร่วมพิธีจากเชียงราย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.สมลักษณ์ ปันติบุญ (ศิลปินแห่งชาติ 2567), อ.ทรงเดช ทิพย์ทอง, อ.สมพงษ์ สารทรัพย์, อ.ชาตะ ใหม่วงค์, นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และคณะศิลปินเชียงราย
    • ผู้แทนภาครัฐ: นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)
    • ประวัติการศึกษา–ผลงาน: จบ เพาะช่าง (พ.ศ. 2513), ปริญญาตรี–โท ภาพพิมพ์ ศิลปากร, ทุน SPAFA (พ.ศ. 2539), เหรียญรางวัล ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 23–24, สอนมหาวิทยาลัย กว่า 30 ปี
    • ก่อตั้ง ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยทุนร่วม กว่า 2 ล้านบาท ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 ศิลปิน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2567
    • ถึงแก่มรณกรรมวันที่ 23 ตุลาคม 2568โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สิริอายุ 71 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/sridonmoon-artspace-founder-chiang-rai-tribute/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l_8nMfy51fagR3C7nVQtj

  • ​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

    ​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

    วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการค้าขาย หลายมณฑลและเมืองสำคัญของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การค้าขาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

    1.กรุงปักกิ่ง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการทูต สถานทูตไทยประจำจีนตั้งอยู่ที่นี่ และเป็นสถานที่จัดการประชุมสำคัญระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปักกิ่งเป็นแหล่งศึกษาสำคัญสำหรับนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในจีน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยซิงหัว และสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่นๆ ต้อนรับนักศึกษาไทยจำนวนมาก

    2.เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศของจีน บริษัทไทยหลายแห่งได้ตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับตลาดจีนที่เซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เซี่ยงไฮ้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ย่านบันด์และย่านการค้าหลูเจียซุ่ยเป็นจุดท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ

    3.เมืองฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นหนึ่งในสี่เทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง มีรถไฟโมโนเรลวิ่งทะลุตึก (ที่สถานีหลี่จื่อปา) และมีกระเช้าข้ามแม่น้ำ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญ (เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก) เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945)

    4.เมืองเทียนจิน (Tianjin) เป็นหนึ่งในสี่มหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) เป็นเมืองท่าที่สำคัญ และเป็นประตูสู่ปักกิ่ง รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคเหนือของประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากที่เปิดให้มีการค้ากับต่างประเทศในปี พ.ศ. 2403 ทำให้เมืองนี้มี สถาปัตยกรรมแบบยุโรป จำนวนมากที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและจีนเข้าด้วยกัน

    5.มณฑลไห่หนาน (Hainan Province) เกาะไห่หนาน หรือไหหลำ  เป็นแหล่งที่มาของชาวจีนไหหลำในไทย กลุ่มนี้เข้ามาภายหลังกลุ่มแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน แต่ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ชาวไหหลำขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทำอาหาร และได้นำวัฒนธรรมอาหารไหหลำ เช่น ข้าวมันไก่ และกาแฟโบราณ มาเผยแพร่ในไทยจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไห่หนานเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าเสรี

    6.มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian Province) ฝูเจี้ยน หรือฮกเกี้ยน  เป็นเมืองชายฝั่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเซี่ยะเหมิน (Xiamen) และเฉวียนโจว (Quanzhou)  เป็นท่าเรือหลักในการส่งออกสินค้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยอยุธยา   

    7.มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province) เจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเมืองหางโจว (Hangzhou) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน    นักธุรกิจไทยหลายรายได้ใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบาในการขายสินค้าออนไลน์สู่ตลาดจีน นอกจากนี้ หางโจวยังเป็นเมืองที่มีความงดงามทางธรรมชาติ โดยทะเลสาบซีหู (West Lake) เป็นมรดกโลกที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย

    8.มณฑลเสฉวน (Sichuan Province) เป็นมณฑลที่มีประชากรมากที่สุดในจีน โดยเมืองเฉิงตู (Chengdu) เป็นเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนดลยีและการศึกษา มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารเสฉวนรสจัดจ้าน และเป็นบ้านของหมีแพนด้ายักษ์ อาหารเสฉวนได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะหม่าล่าและความเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านอาหารจีนเสฉวนในไทยมีจำนวนมากและได้รับการตอบรับที่ดี

    9.มณฑลเหอเป่ย์ (Hebei Province) เหอเป่ย์ล้อมรอบกรุงปักกิ่งและเทียนจิน เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมและการขนส่ง เมืองซือเจียจวง (Shijiazhuang) เป็นเมืองหลวงของมณฑลและเป็นศูนย์กลางการผลิตยาและเภสัชกรรม ธุรกิจยาและอุปกรณ์การแพทย์ไทยมีการติดต่อค้าขายกับบริษัทในมณฑลเหอเป่ย์ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด – 19

    10.มณฑลเหอหนาน (Henan Province) เหอหนานเป็นมณฑลที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของจีน เมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงทุกทิศทาง เหอหนานเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมจีนโบราณ วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ตั้งอยู่ในมณฑลนี้ และเป็นจุดกำเนิดของศิลปะการต่อสู้จีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

    11.มณฑลเจียงซู (Jiangsu) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศจีน มีเมืองหลวงคือนครหนานจิง (Nanjing) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในจีน มีมูลค่า GDP เป็นอันดับต้นๆของประเทศ และมี GDP ต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับ 1 ของจีน (ระดับมณฑล) ติดต่อกันหลายปีมีเมืองสำคัญคือ ซูโจว (Suzhou), อู๋ซี (Wuxi), หนานทง (Nantong), ฉางโจว (Changzhou), สวีโจว (Xuzhou), หยางโจว (Yangzhou) มีแม่น้ำลำคลองและทะเลสาบมากมายไหลผ่าน รวมถึงแม่น้ำแยงซี (Yangtze River) และคลองใหญ่โบราณ (Grand Canal) ทำให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีชื่อเสียงด้านเมืองริมน้ำ (Water Town) และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

    12. มณฑลหูเป่ย (Hubei)  มีเมืองหลวงอู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักด้านการขนส่ง การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของภาคกลางของประเทศจีน ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง มีทะเลสาบและแม่น้ำจำนวนมาก มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีนตอนกลาง เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญ (ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งข้าวและปลา”) และมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เช่น เหล็กกล้า (Wuhan Iron and Steel Corporation) และการผลิตยานยนต์ อู่ฮั่นเป็นจุดเริ่มระบาดของโรคโควิด – 19

    13.มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Province) เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดของจีน โดยเมืองกวางโจว (Guangzhou) และเซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ นักธุรกิจไทยจำนวนมากเดินทางไปติดต่อธุรกิจและจัดหาสินค้าจากพื้นที่นี้ เมืองกว่างโจวเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าจีนไปยังไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เซินเจิ้นเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทไทยหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนและร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีในเซินเจิ้น ชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วจำนวนมากในไทยมีรากเหง้ามาจากเมืองซัวเถา(Shantou)ในมณฑลกวางตุ้ง

    14.มณฑลส่านซี (Shaanxi) เป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีเมืองหลวง คือ นครซีอาน (Xi’an) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองหลวงโบราณที่ยิ่งใหญ่ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นทางตะวันออกของเส้นทางสายไหม (Silk Road)  มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลอื่นๆ เช่น ซานซี (Shanxi), เหอหนาน (Henan), หูเป่ย์ (Hubei), ฉงชิ่ง (Chongqing), เสฉวน (Sichuan), กานซู่ (Gansu) และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย (Ningxia) รวมถึงมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ทางเหนือ ประชากรประมาณ 39.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2020)   มีถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านการบินและอวกาศ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสาร มีโบราณสถาน กองทัพทหารดินเผา (Terracotta Army): ตั้งอยู่ในนครซีอาน สร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์สุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

    15.มณฑลหูหนาน (Hunan) เป็นมณฑลหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง – ใต้ของประเทศ เป็นบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุง ที่เมืองเส้าซานเมืองหลวงชื่อฉางซา (Changsha) มีแหล่งมรดกโลก เช่น  อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จางเจียเจี้ย (Wulingyuan, Zhangjiajie)   เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวและปลาน้ำจืดรายใหญ่ของจีน อาหารหูหนาน (Hunan Cuisine หรือ Xiang Cuisine) เป็น 1 ใน 8 ตระกูลอาหารเลิศรสของจีน และมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติที่เผ็ดร้อนและจัดจ้าน

    16.มณฑลกุ้ยโจว (Guizhou) เป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เมืองหลวงชื่อนครกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน มีประชากรชนกลุ่มน้อยมากกว่าร้อยละ 37 ของประชากรทั้งหมด เช่น ม้ง (Miao), ปู้อี (Buyi), ต้ง (Dong) กุ้ยโจวมีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมชนเผ่าที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยว

    17.มณฑลยูนนาน (Yunnan Province) เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยมีพรมแดนจีนติดกับพม่า ลาว และเวียดนาม เมืองคุนหมิง (Kunming) เป็นเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง One Belt One Road” ที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูงสายจีน-ลาว ซึ่งจะขยายต่อเข้าสู่ไทยในอนาคต ยูนนานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีชาวไทใหญ่ ไทลื้อ และไทดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกับไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ยูนนานยังเป็นแหล่งผลิตชาและสินค้าเกษตรที่ส่งออกจากจีนมาสู่ตลาดไทย

    18.เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region) กว่างสีจ้วงมีชายแดนติดกับเวียดนาม และเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองหลวงคือหนานหนิง (Nanning) เมืองกุ้ยหลิน (Guilin) ในมณฑลกวางซีเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย ชาวไทจ้วงกว่า 14 ล้านคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกวางสีจ้วง ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเฉพาะทางตอนกลางและทางตะวันตก ชาวจ้วงมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง  นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยทั้ง ม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ เหยา , หุย , อี๋ (โลโล) , สุย, และจิง (เวียดนาม)

    19.เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region) เป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติอุยกูร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีพรมแดนติดกับหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย มีเมืองหลวงชื่อ อุรุมชี (Ürümqi) ชนชาติหลัก เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เตอร์กิชที่นับถือศาสนาอิสลาม ซินเจียงเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและผลไม้ที่สำคัญของจีน นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมและกักกันตัวชาวอุยกูร์จำนวนมากในค่ายที่เรียกว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพ” หรือ “ค่ายกักกัน” ซึ่งรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย

    บทสรุป

    มณฑลและเมืองต่างๆ ของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การค้าขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม     ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะและจุดเด่นของแต่ละมณฑลจะช่วยให้การสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    โดย อาทร จันทวิมล

    ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย , www.xinhuathai.com , wikipedia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/924862&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29eLjE4Vf3_S2oB_PAajyF

  • ททท. จัด ‘มหาลอยกระทงอยุธยา’ น้อมรำลึกสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานประเพณีไทยสู่เวทีโลก

    ททท. จัด ‘มหาลอยกระทงอยุธยา’ น้อมรำลึกสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานประเพณีไทยสู่เวทีโลก

    ททท. จัดงาน “Maha Loi Krathong @Ayutthaya” 2-6 พ.ย. 68 ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานประเพณีแห่งศรัทธา สู่งานเทศกาลระดับนานาชาติ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน “Maha Loi Krathong @Ayutthaya” ในวันที่ 2–6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสืบสานประเพณีลอยกระทงอันทรงคุณค่า พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และยกระดับสู่เทศกาลวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ททท.วางกลยุทธ์ในการยกระดับงานเทศกาลประเพณีของไทยให้เป็นที่รับรู้ระดับนานาชาติและกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้แนวทางการจัดงานที่มีมาตรฐานสากล ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การท่องเที่ยวยุคใหม่ และมีการปรับรูปแบบการจัดงานให้เข้ากับห้วงเวลาของการถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีจุดให้ประชาชนได้ถวายความอาลัย และรับชมพระราชกรณียกิจที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่ปวงชนชาวไทยนานัปการ มีกิจกรรมร่วมจุดประทีปน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงโดรนแปรอักษรและดอกไม้ไฟโบราณเทิดพระเกียรติ ขบวนแห่นางนพมาศและพิธีจองเปรียงเรืองรอง นำโดย โอปอล สุชาตา Miss World 2025 และทูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยจ๊ะจ๋า พริมรตา และบิ๊ก ศรุต การประดับตกแต่งไฟสวยงามและซุ้มถ่ายภาพ AI ชุดไทย รวมถึงจำลองการลอยโคม ตลอดจนการสาธิตศิลปะภูมิปัญญาและกิจกรรม D.I.Y. หลากหลาย อาทิ ทำเข็มกลัดริบบิ้นดำแสดงความไว้อาลัย กระทงจิ๋วจากใบตอง กระทงกาบกล้วย แม็กเน็ตจากหัวโขน สานปลาตะเพียน พร้อมซุ้มอาหารและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจากในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยกิจกรรมบนเวทีจะมีการแสดงทางวัฒนธรรมที่หาชมยาก อาทิ โขน หนังใหญ่ ระบำชุดไทยพระราชนิยม เพลงพื้นบ้านเทิดพระเกียรติ หุ่นละครเล็ก และมีการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง อาทิ กัน นภัทร เก่ง ธชย โก้ มิสเตอร์แซกแมนและมี่เดอะสตาร์ ไรอัล กาจบัณฑิต VIETRIO ไข่มุก รุ่งรัตน์ ฟีโน่ เดอะระนาด และสุนทราภรณ์ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้งานเทศกาลสำคัญยังคงเดินต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างบรรยากาศที่สง่างามและเหมาะสม เพื่อยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น “มหาลอยกระทง” และเป็นเทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและวันพักค้าง รวมถึงเกิดการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น.

    งาน “Maha Loi Krathong @Ayutthaya” เปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี ในวันที่ 2-6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลา 16.00-22.00 น. (ยกเว้นวันลอยกระทง 5 พฤศจิกายน 2568 เปิดถึงเวลา 23.00 น.) โดยขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมงานแต่งกายเข้าร่วมงานในชุดไว้ทุกข์ ชุดสีสุภาพ หรือ ติดริบบิ้นดำ เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/all-news/888655/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aT9D226p1bO8N9mwOItTd