Category: ท่องเที่ยว

  • ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษว่า บริบทเศรษฐกิจไทย เหลือเวลาแค่สองเดือนจะหมดปี 2568 ที่ผ่านมาเผชิญกับปัจจัยเชิงลบหลายอย่าง

    ล่าสุดการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเข้ามาแบบเฉพาะกิจ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขต้องยุบสภาภายในมกราคม 2569 และกว่าจะเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ก็อยู่ในช่วงเมษายน 2569 สภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง และมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

    นายธนิต ระบุว่า ภายใต้ภาวะดังกล่าวที่ผ่านมามีแต่ทรงกับทรุด สะท้อนจากการบริโภคกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแอส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ลดลงและกับดักหนี้ครัวเรือน อีกทั้งภาคท่องเที่ยวต่างชาติไม่ฟื้นตัวนับแต่วิกฤตโควิด-19 สถานะที่เป็นอยู่คือ การขาดสภาพคล่องทั้ งภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้หนี้เสียและหนี้เปราะบางสูงขึ้น จนทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อกระทบเป็นลูกโซ่ 

    รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้เงินจำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าถึงประมาณ 20 ล้านคนแต่ด้วยเงินไม่มากจำกัดใช้วันละไม่เกิน 200 บาท แค่สิบวันหรือไม่เกินสิบสองวันเงินก็หมดแล้วคงช่วยดึงเศรษฐกิจได้บ้างดีกว่าไม่ทำอะไร 

    สภาวะที่ไม่เอื้อเช่นนี้ มีการปรับลด GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 – 2.2 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 และปีหน้าจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูงเศรษฐกิจ อาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 – 1.8 ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปากท้องและการจ้างงานมีความไม่แน่นอนสูง สัญญานทางบวกพอเริ่มเห็นซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจปี 2569 เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อดังต่อไปนี้

    ประการแรก

    ภาคส่งออกภายใต้ความแปรปรวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนทำให้สกุลบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.37 ที่น่าประหลาดใจการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ดี เป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ สะท้อนจากอัตราว่างงานล่าสุดร้อยละ 0.79 และอัตราว่างงานประกันสังคมมาตรา 33 ร้อยละ 2.34 

    ขณะที่เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักล้วนออกอาการเดี้ยง กล่าวคือช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ส่งออกขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐฯ สูงถึงร้อยละ 13.94 หากเป็นอัตราเงินบาทขยายตัวได้ร้อยละ 5.58 ข้อมูลล่าสุดส่งออกเดือนกันยายนขยายตัวถึงร้อยละ 19.0 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    หากส่องกล้องพบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ถึงร้อยละ 26.4 ตรงข้ามกับสินค้าเกษตร-ประมง-ปศุสัตว์ส่งออกขยายตัวติดลบ ร้อยละ 18.2 ทำให้มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและรายได้ครัวเรือนลดลงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน 

    การที่ส่งออกช่วงที่ผ่านมาขยายตัวได้ดีมาจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา 9 เดือนแรกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28.57 แม้แต่เดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 35.34 แสดงว่ามาตรการภาษีของ “ทรัมป์” ไม่ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดส่งออกเนื่องจากอัตราภาษีเรียกเก็บของสหรัฐฯ ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน 

    ที่น่าวิตกคือการส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับสองลดลงต่อเนื่องเดือนสิงหาคมขยายตัวได้ ร้อยละ 5.8 และเดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 3.22 จากที่ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20 – 23 ทำให้ซับพลายสินค้าของจีนมีส่วนเกินสูงและไหลบ่าด้วยราคาต่ำกว่าทุนเข้ามาแย่งตลาดของไทย หากไม่มีมาตรการประเภท “Anti Dumpling” จะทำให้ผู้ผลิตของไทยแข่งขันไม่ได้กระทบไปถึงการจ้างงาน

    ประการที่สอง

    สถานการณ์ขัดแย้งกัมพูชา เริ่มคลี่คลายเดิมพันทางเศรษฐกิจมูลค่าส่งออก 3.236 แสนล้านบาทเป็นการส่งออกผ่านชายแดนมูลค่า 1.745 แสนล้านบาท ปัจจุบันมาตรการปิดด่านยังคงมีอยู่ทำให้การส่งออกในส่วนนี้เป็น “0” ช่วงก่อนมีการปะทะกันส่งออกไปกัมพูชาเฉลี่ยเดือนละ 2.7 หมื่นล้านบาท อัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 42.7 

    ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 คือเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาสามารถทำข้อตกลงสันติภาพ Thai-Cambodia Peace Deal” ณ นครกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานอาเซียนและปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นสักขีพยาน ภายใต้ปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อกัมพูชาทำให้ไม่มีข้อต่อรองและทางเลือกจนนำไปสู่การลงนามสันติภาพ 

    อาจเป็นการยุติปัญหา (ชั่วคราว) ได้ระดับหนึ่งและอาจนำไปสู่การเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า-บริการและความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทางกัมพูชาว่าจะทำตามข้อตกลงมาน้อยเพียงใด

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    ประการที่สาม

    การเจรจาภาษีการค้า “Reciprocal Trade” กับสหรัฐอเมริกามีความคืบหน้า หลังจากไทยสามารถเข้าถึงปธน.ทรัมป์ได้มากขึ้นและนายกอนุทินฯ เชิญทรัมป์ให้มาเยือนประเทศไทย ล่าสุดมีการลงรายละเอียดการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจากสหรัฐฯ อัตราร้อยละ 99 และรายละเอียดต่างๆ ที่ไทยไปทำความข้อตกลง เช่น 

    การนำเข้าสินค้าเกษตร การจัดซื้อเครื่องบิน 80 ลำ การซื้อเชื้อเพลิงรวมทั้งการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการสวมสิทธิ์และแหล่งกำเนิดสินค้าเกี่ยวข้องกับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบภายในภูมิภาค (RVC : Reginal Value Content) ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ 

    ประการที่สี่

    ความชัดเจนด้านเสถียรภาพการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ด้วยการเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกุล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญและเงื่อนไขต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนประมาณปลายเดือนมกราคมหรืออาจเร็วกว่า ทำให้เห็นทิศทางการเมืองได้ชัดเจนว่าภายในไตรมาสแรกปีหน้าจะมีการ “Zero Reset” ด้วยการเลือกตั้งใหม่

    ส่วนจะได้รัฐบาลผสมข้ามขั้วหรือจะติดล็อกเป็นสามก๊กเหมือนเดิมค่อยไปลุ้นหลังเลือกตั้งแต่ประการสำคัญคงปลดล็อกการเมืองติดกับดักได้ระดับหนึ่ง

    เศรษฐกิจปีนี้เหลือเวลาแค่สองเดือนภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจรอวันยุบสภาใน 2 – 3 เดือนข้างหน้าคงหวังพึ่งอะไรไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า ซึ่งแทบจะฉีก สำหรับปี 2569 ปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยยังขาดความชัดเจนเป็นปัญหาทางโครงสร้าง 

    ทั้งด้านการเมือง มีช่องว่างต้องรอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งอย่างเร็วต้นเดือนเมษายนปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศในการแก้ปัญหาและฟื้นเชื่อมั่น ด้านหนี้ประชาชนซึ่งสูงทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ทำให้ถ่วงกำลังซื้อมีความเปราะบางตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม เศรษฐกิจปีหน้าอาจอยู่ในอาการซบเซาและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นความท้าทายและโจทย์ยากของรัฐบาล

    ผ่าเศรษฐกิจไทย 2569 เสี่ยงซบเซาหนัก เตือนธุรกิจ-มนุษย์เงินเดือน รับมือด่วน

    นายธนิต ยอมรับว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวนผสมโรงกับมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาและข้อจำกัดจากเสถียรภาพทางการเมืองไทย เป็นปัญหาทางโครงสร้างเป็นโจทย์แก้ยากที่ไทยจะต้องเผชิญ เศรษฐกิจปีหน้าอาจขยายในอัตราที่ต่ำกว่าปีนี้ ซึ่งนับว่าแย่แล้วคงต้องรับมือหนักกว่าเดิม เป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจ 

    ตลอดจนมนุษย์เงินเดือนที่ต้องก้าวผ่าน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน โหมดการทำธุรกิจของ SMEs คือความอยู่รอดประคองตัวไม่ให้ “เจ๊ง” ปัญหาการขาดสภาพคล่องหรือ “Liquidity Effect” ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นวิกฤตระดับประเทศ 

    ขณะที่นายแบงค์ดัง ๆ หลายธนาคารออกมาระบุว่า มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อด้วยการตั้งการ์ดลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินนำไปสู่การพิจารณาสินเชื่อระดับเข้มข้นและซับซ้อนสูงสุด (Management Overlay) จะทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ขาดสภาพคล่องมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจไทยหรือ GDP ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจปีนี้ตลอดไปจนถึงปีหน้า มีแนวโน้มผันผวนและเปราะบาง รวมถึงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองสอดคล้องกับล่าสุด “IMF” ออกแถลงการณ์เตือนว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เข้าสู่ภาวะผันผวนและไร้ทิศทาง เศรษฐกิจไทยขาดแรงหนุนเผชิญปัจจัยเชิงลบทั้งจากภายนอกและภายในทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอหนี้-ครัวเรือนสูงและภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

    ภาคธุรกิจและประชาชนขาดสภาพคล่องนำไปสู่วิกฤตหนี้เสียกระทบเป็นลูกโซ่ ภาวะเช่นนี้ส่งผลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องเป็นทศวรรษ เสมือนเป็นกับดักต่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กที่มีขีดความสามารถแข่งขันต่ำทั้งด้านนวัตกรรมและราคา เกี่ยวข้องไปถึงเสถียรภาพมนุษย์เงินเดือนและแรงงาน ซึ่งทำงานอยู่ในภาคส่วนเหล่านี้ ล้วนมีความเสี่ยงที่จะต้องหาทางออกประเด็นคือทางออกอยู่ตรงไหน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642995&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IzVI-uD62TJsbILysIqi7

  • รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    รัฐบาล ชวนกิน-ชวนเที่ยว ลดหย่อนภาษี มุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม


    2/11/2568 | 60 |

    วันนี้ (2 พ.ย. 68) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดี มีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่”

    โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษี สำหรับประชาชนทั่วไป ที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำ ค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษี ได้ สูงสุด 20,000 บาท

    • หากเดินทางไป จังหวัดเมืองรอง สามารถ หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “พาเงินออกนอกเมืองใหญ่” สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการ “ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101803


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/437285&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FeydDYhHLxQgN0glMtDh1

  • นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นชมทะเลหมอกภูชี้ฟ้า สัมผัสอากาศหนาวต้นฤดู | TOPNEWS

    นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นชมทะเลหมอกภูชี้ฟ้า สัมผัสอากาศหนาวต้นฤดู | TOPNEWS

    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวที่จุดชมวิว “ภูชี้ฟ้า” อ.เทิง จ.เชียงราย เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงต้นฤดูหนาวปีนี้ โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติทยอยเดินทางขึ้นมาชมทะเลหมอกยามเช้า ซึ่งลอยปกคลุมหุบเขาเหนือพรมแดนไทย–ลาว สร้างภาพงดงามราวสวรรค์บนดิน จากจุดชมวิวสูงกว่า 1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นผืนป่ากว้างใหญ่และแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนทอดยาวสุดสายตา ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านหมอกบางๆ ทำให้ภูมิประเทศบริเวณยอดภูเต็มไปด้วยแสงสีทองสวยงาม ท่ามกลางอุณหภูมิช่วงเช้าอยู่ที่ประมาณ 13–15 องศาเซลเซียส สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    นายบันเทิง เครือวงศ์ ผู้ประกอบการรีสอร์ทในพื้นที่ และที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า ซึ่งมีจุดเด่นด้านธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน โดยผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างเตรียมความพร้อมทั้งด้านที่พัก อาหาร และการบริการ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาในช่วงปลายปีนี้

    “อยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสทะเลหมอกภูชี้ฟ้าในช่วงนี้ เพราะเป็นช่วงที่หมอกสวยที่สุด และยังสามารถชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นเหนือยอดเขาที่งดงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศไทย” นายบันเทิง กล่าว

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าได้เตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดบริการให้ข้อมูลเส้นทางและดูแลนักท่องเที่ยวตลอดช่วงฤดูท่องเที่ยว พร้อมจัดระบบการขึ้นลงภูให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ทุกคนสามารถท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376091&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F5zBFiW7fDgA9gznmIyXR

  • เริ่มแล้วงาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” | TOPNEWS

    เริ่มแล้วงาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” | TOPNEWS

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวจากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองรองมากขึ้น ภายใต้แคมเปญเมืองน่าเที่ยว ทำให้แนวโน้มจังหวัดท่องเที่ยวรอง (เมืองน่าเที่ยว) ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเที่ยวเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    จังหวัดแพร่ เป็นเมืองรองน่าเที่ยวที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงวิถีอัตลักษณ์เสน่ห์ล้านนาเป็นประตูสู่ล้านนาเชื่อมโยงจังหวัดภาคเหนือตอนล่างสู่ตอนบน มีแหล่งท่องเที่ยวและสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีเรื่องราวสามารถเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถชูเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างสรรค์และยั่งยืนได้ ทั้งนี้ แผนพัฒนาจังหวัดแพร่ ด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    วัดจอมสวรรค์ เป็นวัดเก่าแก่และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ที่มีนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนเดินทางมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก สร้างด้วยศิลปกรรมการสร้างแบบพม่าซึ่งมีอายุร้อยกว่าปี เป็นวัดที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เพดานประดับกระจกอย่างวิจิตรงดงาม  ส่วนของวิหารจะใช้เป็นกุฏิและศาลาการเปรียญในหลัง และยังมีโบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ พระธาตุจอมสวรรค์ คัมภีร์งาช้าง พระพุทธรูปงาช้าง ดอกไม้ทำจากหิน บุษบก  หลวงพ่อสาน (สานจากไม้ไผ่ทั้งองค์) และโบราณวัตถุอื่นๆ ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2523 ผางประทีปดอกจอก เกิดจากการนำสัญลักษณ์ ดอกจอก 8 กลีบ ที่เกาะสลักจากไม้สักประดับบนเพดานของวัดจอมสวรรค์ ถือเป็นมงคล 8 ทิศ มาสร้างสรรค์ให้เกิดกิจกรรมส่งมอบประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวในห้วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปี กว่า 6 ปี

    นายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ กล่าว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ เทศบาลเมืองแพร่ วัดจอมสวรรค์ ชมรมจิตอาสาวัดจอมสวรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเนื่องในงานประเพณียี่เป็งภายใต้ชื่องาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” ในระหว่างวันที่ 1 – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดจอมสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามให้นักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเป็นพุทธบูชาสืบทอดพระพุทธศาสนา และส่งเสริมกิจกรรมเพิ่มประสบการณ์ท่องเที่ยว สร้างการรับรู้ในกิจกรรมใหม่ผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ของชุมชนภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมการตลาด ททท.สำนักงานแพร่ปี 2569 โครงการ Phrae Gateway เสน่ห์มรดกล้านนา

    งาน “เสน่ห์ล้านนาแพร่ : ต๋ามผางประทีปดอกจอก วัดจอมสวรรค์” พิธีเปิดงานในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ชมการแสดงแสงเสียง ตำนาน “จอมสวรรค์มิ่งมงคล วิจิตรศิลป์ถิ่นไทใหญ่” สนับสนุนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่  ไฮไลท์ของงานร่วมจุดผางประทีปดอกจอกวัดจอมสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุด ณ ลานบริเวณด้านหน้าวิหารไม้ หลังจากนั้นเดินแอ่วกาดแลงโบราณ ชิมอาหารถิ่นเมืองแพร่ พร้อมมีจุดถ่ายภาพโบราณฉากวัดจอมสวรรค์ ให้นักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1376071&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EIUSJAKNWV_Iboc_STot4

  • สรุปเงื่อนไข วิธีใช้ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ลดหย่อนภาษี ค่าโรงแรม ร้านอาหาร 29 ต.ค.-15 ธ.ค.นี้

    สรุปเงื่อนไข วิธีใช้ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ลดหย่อนภาษี ค่าโรงแรม ร้านอาหาร 29 ต.ค.-15 ธ.ค.นี้

    มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” เป็นมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยอนุญาตให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

     ช่วงเวลาที่ใช้สิทธิได้

    วันที่เริ่มใช้ได้: 29 ตุลาคม 2568

    วันที่สิ้นสุดการใช้สิทธิ: 15 ธันวาคม 2568

    หมายเหตุ: ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นและชำระเงิน ภายในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น

    วงเงินและเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี

    สิทธิลดหย่อนนี้สำหรับ ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา เท่านั้น (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล)

    พื้นที่ท่องเที่ยว

    อัตราลดหย่อน

    วงเงินลดหย่อนสูงสุด

    หลักฐานค่าใช้จ่าย

    เมืองหลัก (จังหวัดอื่น ๆ นอกจากเมืองรอง)

    1 เท่าของที่จ่ายจริง

    ไม่เกิน 20,000 บาท

    ใช้ได้ทั้งใบกำกับภาษีกระดาษ/e-Tax Invoice

    เมืองรอง (55 จังหวัด หรือบางอำเภอใน 15 จังหวัดหลัก)

    1.5 เท่า ของที่จ่ายจริง

    สูงสุด 30,000 บาท (จากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท)

    ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ต้องเป็น e-Tax Invoice เท่านั้น

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้ลดหย่อนได้:

    ค่าที่พัก ในโรงแรม, โฮมสเตย์ไทย, หรือที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

    ค่าบริการของร้านอาหาร

    ข้อสำคัญเกี่ยวกับหลักฐาน:

    10,000 บาทแรก: สามารถใช้ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (แบบกระดาษ) หรือ e-Tax Invoice ได้

    ส่วนที่เกิน 10,000 บาท: ต้องใช้ e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) เท่านั้น

     ขั้นตอนและเว็บไซต์ที่ต้องใช้

    มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” นี้ ผู้ใช้สิทธิ์ (บุคคลธรรมดา) ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า เพียงแต่ต้องดำเนินการดังนี้:

    ท่องเที่ยวและใช้จ่าย ในช่วง 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม/ร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

    ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป จากผู้ประกอบการตามเงื่อนไข 

    เน้นย้ำ: หากยอดใช้จ่ายเกิน 10,000 บาท ต้องแจ้งผู้ประกอบการเพื่อขอ e-Tax Invoice

    เก็บรักษาใบกำกับภาษี (ทั้งแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์) ไว้เป็นหลักฐาน

    นำไปยื่นลดหย่อนภาษี ในช่วงต้นปี 2569 (สำหรับการยื่นภาษีเงินได้ปี 2568) ผ่าน เว็บไซต์กรมสรรพากร

    เว็บไซต์หลักสำหรับยื่นภาษี: https://www.rd.go.th/ (เมื่อถึงช่วงเวลายื่นภาษี)

    คำแนะนำเพื่อให้สามารถลงทะเบียน (ยื่นลดหย่อน) ได้ด้วยตัวเอง:

    เตรียมเอกสารให้พร้อม: สิ่งสำคัญที่สุดคือการ เก็บใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ให้ถูกต้องตามเงื่อนไข (โดยเฉพาะการขอ e-Tax Invoice หากใช้จ่ายเกิน 10,000 บาท)

    ตรวจสอบรายชื่อเมืองรอง: หากต้องการใช้สิทธิ 1.5 เท่า ให้ตรวจสอบว่าจังหวัด/อำเภอที่จะไป เป็น “เมืองรอง” ตามประกาศของกระทรวงการคลัง (สามารถค้นหารายชื่อได้จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือข่าวสารทั่วไป)

    ยื่นภาษีออนไลน์: เมื่อถึงช่วงต้นปี 2569 ให้เข้าสู่เว็บไซต์กรมสรรพากร และเลือกเมนู “ยื่นแบบออนไลน์” โดยกรอกค่าลดหย่อนในส่วนของ “ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศ” ตามที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีที่ได้เก็บไว้

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2892950&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E8SE4EIvZ59g9e_VrwETT

  • รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดประเพณี”ลอยกระทง” ขอความร่วมมือปรับรูปแบบลดกิจกรรมรื่นเริง : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดประเพณี”ลอยกระทง” ขอความร่วมมือปรับรูปแบบลดกิจกรรมรื่นเริง : อินโฟเควสท์

    นางสาวอัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพรเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้นและในช่วงค่ำคืนปีใหม่จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org และ www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542121&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AAiXVPJ6J37XXg-RJ6tfK

  • เตือน นทท. ระมัดระวังในการสัญจร เส้นทางขึ้น

    เตือน นทท. ระมัดระวังในการสัญจร เส้นทางขึ้น

    เตือน นทท. ระมัดระวังในการสัญจร เส้นทางขึ้น ‘กลอเซโล’

    วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.53 น.

    นายก อบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ออกมาเตือนนักท่องเที่ยว หลังฟ้าฝนแปรปรวนขอให้ระมัดระวังในการสัญจร เผยมีรถนักท่องเที่ยวจำนวนมากติดโคลนเลนเส้นทางขึ้นแหล่งท่องเที่ยวกลอเซโล ต้องเร่งให้การช่วยเหลือ

    2 พ.ย. 68 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ได้รับแจ้งมีเหตุรถของนักท่องเที่ยว จำนวนมากติดบนถนนทางขึ้นไปแหล่งท่องเที่ยวดอยกลอเซโล เนื่องจากเกิดฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ถนนเต็มไปด้วยโคลนเลนและร่องหลุมลึกทำให้รถนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ดอยกลอเซโลติดบนถนน จึงได้นำรถของ อบต.และระดมชาวบ้านเข้าไปให้การช่วยเหลือ

    นายกอบต.แม่สามแลบ กล่าวต่อไปว่า นึกว่าฝนจะหยุดแล้ว ปรับเกลี่ยถนนพึ่งเสร็จ เพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว แต่มาเจอฝนหลงฤดู จนได้ ทำให้รถนักท่องเที่ยวติดกันเป็นแถว แต่ล่าสุดก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ จนนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางถึงดอยกลอเซโลอย่างปลอดภัย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/925057&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KIY4AYQvLOQoLuxVEtiUO

  • หาดใหญ่ | เร่งพัฒนาคมนาคม สะพานข้ามทะเลสาบ, ถนนริเวียร่า, รถไฟคู่, สนามบินหาดใหญ่

    หาดใหญ่ | เร่งพัฒนาคมนาคม สะพานข้ามทะเลสาบ, ถนนริเวียร่า, รถไฟคู่, สนามบินหาดใหญ่

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขับเคลื่อนนโยบายด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อบูรณาการแผนงานของทุกหน่วยงานในสังกัด ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยมี ดร. รัชพงษ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายนิพนธ์ บุญญามณี ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นาวาอากาศเอก (ดร.) อธิคุณ คงมีประธานคณะทำงานรองนายกรัฐมนตรี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม

    พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมท่าอากาศยานหาดใหญ่จังหวัดสงขลา นายพิพัฒน์กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจและคมนาคมของภาคใต้ตอนล่าง” เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และการขนส่งระหว่างประเทศกับมาเลเซีย กระทรวงคมนาคมจึงเร่งผลักดันแผนพัฒนาในทุกมิติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด “4 เดือนเห็นผลจริง เพื่อพี่น้องสงขลา”

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า มิติทางถนน เชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าชายแดน มอบให้ กรมทางหลวง (ทล.) และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เร่งดำเนินโครงการสำคัญในจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ (ด้านตะวันออก) ตอนบ้านพรุ–สนามบินหาดใหญ่ ระยะทาง 7.18 กม. เพื่อบรรเทาการจราจรในเขตเมือง มอบหมายปลัดกระทรวงเร่งเรื่องเวนคืน และให้กรมทางหลวงเดินหน้าก่อสร้างทันที

    โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อมอำเภอกระแสสินธุ์ (สงขลา) – อำเภอเขาชัยสน (พัทลุง) ระยะทางกว่า 7 กม. ซึ่งจะลงนามสัญญาภายในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมศูนย์อนุบาลปลาโลมา เพื่อดูแลสัตว์น้ำในทะเลสาบ :ถนนสาย Riviera ของกรมทางหลวงชนบท เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทย เปิดเส้นเศรษฐกิจใหม่ให้พี่น้องชายฝั่งได้ค้าขายและท่องเที่ยวได้สะดวก :ถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ – เขาเก้าเส้ง และ ถนนเชื่อมด่านสุไหงโก-ลก สู่มาเลเซีย เพื่อรองรับการค้าชายแดน

    มิติทางราง รถไฟคู่ ระบบรางสมัยใหม่ เมืองแห่งการเดินทาง โดย กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานความคืบหน้าโครงการสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ รถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ -สงขลา ระยะทาง 321 กม. โครงการรถไฟหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ และสถานีปาดังเบซาร์ ให้เป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้า (Container Yard) เชื่อมเครือข่ายกับด่านชายแดน

    ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ยังสั่งการเพิ่มเติมให้ ศึกษาการติดตั้ง “ตู้ละหมาด” สำหรับผู้โดยสารมุสลิม ในสถานีรถไฟและท่าอากาศยานหลักของภาคใต้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวมุสลิมที่ต้องเดินทางจำนวนมากในแต่ละวันภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่มาก การเดินทางต้องสะดวกและเคารพความเชื่อทางศาสนา ตู้ละหมาดจะเป็นอีกหนึ่งบริการที่อยากให้เกิดขึ้นจริง”

    มิติทางน้ำ ยกระดับท่าเรือสงขลา สู่โลจิสติกส์ชายฝั่ง โดย กรมเจ้าท่า (จท.) รายงานผลการขุดลอกร่องน้ำและบำรุงรักษาท่าเรือชายฝั่งสงขลา รวมถึง ท่าเรือสงขลา เพื่อรองรับเรือสินค้าและเรือท่องเที่ยว โครงการศึกษาพัฒนา ท่าเรือรองรับเรือสำราญ (Cruise Port สงขลา) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณ ปากน้ำเทพา และการขุดลอกร่องน้ำต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือและการประมง

    มิติทางอากาศ พัฒนา สนามบินหาดใหญ่ สู่ประตูการบินภาคใต้ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) รายงานว่า ท่าอากาศยานหาดใหญ่มีผู้โดยสารกว่า 2.5 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เตรียมปรับแผนแม่บทการพัฒนา (พ.ศ. 2573–2577) เพื่อขยายอาคารผู้โดยสาร ลานจอดอากาศยาน และคลังสินค้าใหม่

    นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า ทุกโครงข่ายคมนาคมของสงขลา ไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางราง ทางน้ำ หรือทางอากาศ จะต้องพัฒนาไปพร้อมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อม ขอให้พี่น้องสงขลาเชื่อมั่นว่า รัฐบาลนี้จะทำให้เห็นผลจริงใน 4 เดือน ทั้งสะพาน ถนน ราง เรือ และเครื่องบิน เราจะทำให้สงขลาเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างอย่างแท้จริง

    นายชยธรรม์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าว ปิดท้ายว่าการดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อประชาชน โดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะโดยกระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาครอบคลุมทุกระบบขนส่ง ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้ประชาชน และสินค้าสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย หากดำเนินการครบตามแผน จะช่วยลดปัญหาการจราจรและต้นทุนขนส่งของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/29691/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19fdyUeyydO3rKkNx2dovU

  • รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือจัดอย่างสำรวม

    รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือจัดอย่างสำรวม

    รัฐบาลยืนยันไม่ห้ามจัดงานประเพณี “ลอยกระทง” ขอความร่วมมือจัดอย่างสำรวม

    นางสาวอัยรินทร์ พ้นธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ตรงกับเทศกาลลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย ซึ่งได้จัดสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไป ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยลดรูปแบบการจัดกิจกรรมที่มีความรื่นเริงลง อาทิ การแสดงดนตรี งานแสดงแสงสีเสียง เน้นจัดงานที่สืบสานประเพณีไทยให้อยู่ในขอบเขต เพื่อแสดงความเคารพในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    นอกจากนี้ รัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้ปรับรูปแบบการแสดง “วิจิตรเจ้าพระยา 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ เปลี่ยนการแสดงพลุเป็นการแสดงโดรนที่สื่อความอาลัยและเทิดพรเกียรติ ลดโทนแสงสีให้สำรวมยิ่งขึ้นและในช่วงค่ำคืนปีใหม่จะเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “แสงเทียนแห่งแผ่นดิน” จุดเทียนถวายพระราชกุศลเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยทุกกิจกรรมจะจัดขึ้นด้วยความสำรวมและงดงามสมพระเกียรติ

    รัฐบาลเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเทศกาลลอยกระทงตามสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.tourismthailand.org และ www.thailandfestival.org ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแสดงความเคารพในช่วงเวลานี้ เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732825&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z162M4h_E2RPg9ztkDZ42

  • รัฐบาลชวนประชาชน “กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568” กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    รัฐบาลชวนประชาชน “กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568” กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี

    “เที่ยวดีมีคืน” รัฐบาลชวนประชาชน กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี 2568 กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงปลายปี มุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่

    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงานเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมุ่งให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนลงสู่จังหวัดเมืองรองและชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “เที่ยวดีมีคืน” และเป้าหมาย “เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คนไทยมีรายได้ทุกพื้นที่” โดยมอบสิทธิ์ด้านภาษีสำหรับประชาชนทั่วไปที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ดังนี้

    • นำค่าที่พักและค่าอาหาร หักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท
    • หากเดินทางไปจังหวัดเมืองรอง สามารถหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท) นอกจากเมืองรอง หักลดหย่อนได้ 1 เท่า (ลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท)

    “มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้าสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างความสุข สร้างความคึกคักให้บรรยากาศท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปี ให้พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยจนถึงธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบพาเงินออกนอกเมืองใหญ่ สู่พื้นที่ที่ยังมีศักยภาพรอการค้นพบ ซึ่งไม่ใช่แค่ทริป แต่เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตจากมือของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892941&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U4qpGy49juWG4rNWfgGIn