Category: ท่องเที่ยว

  • ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯ ร้องทบทวน กม.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขาย : อินโฟเควสท์

    ผู้ประกอบการบุกทำเนียบฯ ร้องทบทวน กม.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขาย : อินโฟเควสท์

    กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย, นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมร้านอาหาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    นายสรเทพ ระบุว่า ปัญหาหลักของกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มีปัญหาหลัก คือ เรื่องของการห้ามนั่งดื่มต่อ แต่วันนี้ที่มายื่น คือ 1.เรื่องของการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ไม่เข้ากับบริบทของประเทศไทย 2. เรื่องของการปลดโซนนิ่ง และ 3. เรื่องของการอนุญาตให้นั่งดื่มต่อ ซึ่ง 3 ข้อนี้กระทบมาก และไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการในประเทศไทยเท่านั้น

    โดยขอแยกออกเป็น 2 กรณีคือ 1. ผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว 2. ภาคธุรกิจกลางคืน โดยในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB โทรมาสอบถามว่าแก้ได้หรือไม่ และแก้อย่างไร เพราะสำนักข่าวต่างประเทศเล่นข่าวหลายสำนัก จึงมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเต็ม ๆ

    “TCEB จะมีการประชุมใหญ่ เป็นสัมมนา 3-4 กรุ๊ป ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน หากกฎหมายนี้ไม่ได้รับการแก้ไข และอาจถึงขั้นที่ต้องย้ายการจัดสัมมนาประเทศอื่น” นายสรเทพ กล่าว

    พร้อมระบุว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร หรือธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงมัคคุเทศก์ต่างก็มีความกังวลด้วยเช่นกัน จึงต้องการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้คำนึงถึงมิติอื่น ๆ ด้วย

    “หากมีการพานักท่องเที่ยวไปทัวร์ ในช่วงที่มีอากาศร้อน เขาจะไปนั่งดื่มเบียร์ในช่วงบ่ายสอง 10 นาที มันก็ไม่ได้แล้ว ทางร้านจะโดนจับทั้งไกด์ทั้งร้านที่ขาย เขาก็กลัวไปหมด กลายเป็นสภาวะสูญญากาศในช่วงนี้ ที่กระทบกับการท่องเที่ยวเต็มๆ เราจึงดูแล้วว่าไม่ไหว เราเข้าใจว่าคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มองในมิติสุขภาพ แต่อยากเรียกร้องว่าให้ท่านมองในมิติอื่นด้วย มองในแง่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ยังมีทั้งในเรื่องท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร ผับ บาร์ อีกหลายล้านชีวิตในประเทศ” นายสรเทพ ระบุ

    ด้านนายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า ในส่วนของถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีรายได้เข้าประเทศค่อนข้างมาก มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2 หมื่นกว่าคน/วัน สิ่งที่เรากังวล คือ ถ้ามีการปรับจริงในกรณีดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทย

    “ผู้ประกอบการเป็นกังวลมาก ในสิ่งที่ภาคราชการออกอะไรออกมาที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ประกอบการ ซึ่งเป็น SME ที่เป็นรากฐานของประเทศ ขอให้ช่วยกลับไปทบทวนดูบริบทของวันนี้ ไม่เหมือนกับ 10-20 ปีที่ผ่านมา จิตสำนึกของคนวันนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเรามาปลูกจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ใช่เอากฎหมายมาครอบผู้ประกอบการ” นายสง่า ระบุ

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้มีการพูดคุยกันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งแรก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ

    อย่างไรก็ดี กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พ.ย.นั้น ในเนื้อหาสาระมีการปลดล็อกเวลาจำหน่าย และให้ไปดูในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ เพิ่มเวลาจำหน่าย แต่ห้ามนั่งดื่มเกินเวลา ซึ่งได้รับคำแนะนำจากฝ่ายกฎหมายว่า เมื่อประกาศฉบับดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ การไปแก้กฎหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อบังคับใช้แล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อน จึงได้เร่งให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นัดประชุมกันในวันที่ 13 พ.ย.นี้ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อผลออกมา เชื่อว่าจะได้คำตอบ และจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินต้นเดือน ธ.ค.นี้ ตามข้อกำหนดของกฎหมาย

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในระหว่างนี้ จะหารือกับคณะกรรมการฯ ว่ามีสิ่งใดบ้างที่สามารถผ่อนปรนได้ หรือผ่อนผันในช่วงนี้ได้ ในส่วนของแนวทางมีความเห็นในทางที่ตรงกัน เพราะการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นเรื่องนี้แล้วเช่นกัน ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยว

    “ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขอให้อดใจรอนิด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

    ส่วนแนวทางเหมาะสมที่พอจะตกลงกันได้นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า น่าจะมีการปลดล็อกเวลาขายในช่วงกลางวัน ส่วนเวลากลางคืน การขายอาจจะให้จบแค่ช่วงเที่ยงคืนสำหรับร้านอาหารทั่วไป ส่วนการนั่งดื่มต่อนั้น กำลังพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะอนุญาตให้นั่งต่อได้อีกสักช่วงเวลาหนึ่ง

    ส่วนการแบ่งโซนนิ่งนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทบทวน ทั้งนี้การยกเลิกโซนนิ่งทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อาจมีพื้นที่นำร่องในการลองปลดโซนนิ่ง หรืออาจมีการเพิ่มพื้นที่โซนนิ่ง ทั้งนี้ การจะปลดโซนนิ่ง จะต้องมีเรื่องของกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง เพื่อการันตีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/545006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IieZVPvMrQLSdnfjGxKRS

  • เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ดันยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวไทยในสิงคโปร์โตต่อเนื่อง เปิดเกมสร้างแบรนด์จุดหมายสุดคุ้มค่า

    เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ดันยอดใช้จ่ายนักท่องเที่ยวไทยในสิงคโปร์โตต่อเนื่อง เปิดเกมสร้างแบรนด์จุดหมายสุดคุ้มค่า

    “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board – STB) ร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” ที่รวบรวมสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง ร้านอาหาร ที่พัก และแหล่งช้อปปิ้งไว้ในที่เดียว

    การร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ครบวงจรและคุ้มค่าในทุกมิติ สอดคล้องกับเทรนด์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าและความหมายของประสบการณ์” (Value-Driven Travel Experience) มากกว่าการเดินทางเพียงเพื่อพักผ่อน ล่าสุด ข้อมูลจากเคทีซีพบว่า ยอดใช้จ่ายของสมาชิกในสิงคโปร์ เติบโตต่อเนื่องกว่า 10% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวคุณภาพที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    เคทีซีเผยหมวด “กิน” ขับเคลื่อนยอดใช้จ่ายเติบโต พร้อมเจาะตลาดพรีเมียมไลฟ์สไตล์

    นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า สิงคโปร์ติดอันดับ 4 จุดหมายต่างประเทศยอดนิยมของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ราว 9,800 บาทต่อทริป หมวดที่สมาชิกใช้จ่ายถี่และเติบโตสูงสุดคือ “ร้านอาหาร” ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% ในขณะที่สมาชิกใช้จ่ายต่อครั้งที่ 900 บาท เฉลี่ยต่อคนราว 3,100 บาท
    สำหรับแคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป – One-Stop Privileges in Singapore” ที่ร่วมกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากพฤติกรรมจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม ที่ต้องการประสบการณ์ครบวงจรทั้งเรื่องกิน เที่ยว และช้อป เราคาดว่าการมอบสิทธิพิเศษครบมิติครั้งนี้ จะช่วยผลักดันยอดใช้จ่ายรวมให้เติบโตขึ้นอย่างน้อย 5% พร้อมเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ให้เป็นจุดหมายที่ “คุ้มค่าทุกการใช้จ่าย” อย่างแท้จริง

    การท่องเที่ยวสิงคโปร์ตอกย้ำภาพ “จุดหมายปลายทางที่ครบในที่เดียว”

    มิสเตอร์ โอลิเวอร์ ชอง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานต่างประเทศ การท่องเที่ยวสิงคโปร์ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวที่สำคัญของสิงคโปร์ และเรายังคงเห็นแนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยในกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เช่น อาหารและการ ช้อปปิ้ง เพื่อสานต่อแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ เคทีซี เพื่อมอบความสะดวกสบายและความคุ้มค่ายิ่งขึ้นในการเดินทางมาท่องเที่ยวในสิงคโปร์ ความร่วมมือครั้งนี้ยังสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ในระดับพรีเมียม พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าค้นหาและน่ากลับมาเยือนอีกครั้ง”

    ด้วยเครือข่ายผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและประสบการณ์อันยาวนานของเคทีซี ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทาง ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของแคมเปญในครั้งนี้ โดยการผสานสิทธิพิเศษ One-Stop Privileges เข้ากับโปรโมชันด้านการเดินทาง ร้านอาหาร และการช้อปปิ้ง จะช่วยให้สิงคโปร์เป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ความชอบของคนไทยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหมวดอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการค้นพบวัฒนธรรมใหม่ ๆ

    ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสององค์กรในการมอบคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย และช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสิงคโปร์ในฐานะจุดหมายปลายทางที่ครบวงจร มีชีวิตชีวา และไม่หยุดพัฒนา เราต้องการให้ทุกคนเห็นว่าสิงคโปร์เป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับเวลาของผู้เดินทาง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากกลับมาเยือน สำรวจ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

    ไฮไลต์แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore”

    แคมเปญ “เที่ยว บิน กิน ช้อป One-Stop Privileges in Singapore” มอบสิทธิพิเศษครบวงจร ตั้งแต่ส่วนลดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไปจนถึงดีลร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์ สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีชำระผ่านบัตรฯ รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ทันที รายละเอียดเพิ่มเติม: https://ktc.promo/NTO-STB

    ผู้สนใจสามารถติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1546570&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DXs8h3_SWXvr3w8v-VYgd

  • ‘พิพัฒน์’รับข้อเสนอเอกชนเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบิน

    ‘พิพัฒน์’รับข้อเสนอเอกชนเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการบิน


    “พิพัฒน์” ขอเวลา1 เดือนศึกษาแนวทางลดภาษีน้ำมันเครื่องบินช่วยลดค่าตั๋วเที่ยวละ 100 บาท ขณะที่เลื่อนขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นปี’71 ยึดประโยชน์ประชาชนสูงสุด

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมนโยบายด้านการบินของประเทศว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิจารณานโยบายบริหารจัดการต้นทุนจากค่าธรรมเนียมภาครัฐ เพื่อบรรเทาภาระของสายการบินและลดค่าครองชีพด้านการเดินทางของประชาชน พร้อมส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมการบินไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

    ทั้งนี้สมาคมสายการบินประเทศไทยได้มีข้อเสนอสำคัญได้แก่ การชะลอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการบิน ทั้งค่าบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services Charge: ANSC) และค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของสายการบินและผู้โดยสารในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยขอให้เลื่อนการปรับขึ้น ANSC ของท่าอากาศยานดอนเมือง (DMK) ไปเริ่มในปี 2570 และของท่าอากาศยานหลักในภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และกระบี่ ไปเริ่มในปี 2571 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เพิ่มความถี่เที่ยวบิน และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

    นอกจากนี้ด้านนโยบายภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น สมาคมฯ เสนอให้พิจารณาลดอัตราภาษีจาก 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดต้นทุนสายการบิน ส่งผลให้สามารถลดราคาบัตรโดยสารภายในประเทศได้ราว 100 บาทต่อเที่ยว และเพิ่มจำนวนที่นั่งเที่ยวบินภายในประเทศกว่า 3.8 ล้านที่นั่ง ระหว่างวันที่ 15 ม.ค. – 15 พ.ค.2569 โดยคาดว่ามาตรการนี้จะสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท สนับสนุนการเดินทางภายในประเทศช่วงต้นปี

    ขณะเดียวกันสมาคมฯ ยังเสนอ โครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยมอบบัตรโดยสารภายในประเทศฟรีแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 12 เมษายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 200,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศกว่า 8,500 ล้านบาท

    ด้านการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านการบิน สมาคมฯ ได้เสนอให้ทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยานเพื่อส่งเสริมการบินภายในประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการนำเข้าอากาศยาน และยกระดับกระบวนการพิจารณาค่าธรรมเนียมการบินให้โปร่งใส โดยนำแนวทางการปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) มาใช้ พร้อมผลักดันการปฏิรูปกฎหมายการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเห็นความสำคัญของข้อเสนอทั้งหมด และพร้อมจะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยจะขอเวลาภายใน 30 วัน เพื่อนำประเด็นต่าง ๆ มาศึกษาและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงคมนาคม ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการในแต่ละข้อเสนอ ทั้งนี้ยืนยันว่าจะยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก เพื่อให้การดำเนินนโยบายทุกด้านเกิดผลจริงและสร้างความมั่นคงต่อระบบขนส่งทางอากาศของไทย

    อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินไทยให้มีศักยภาพ แข็งแกร่ง และแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37463&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14u0ffRWR_6Fe0uX1jHdrP

  • 8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง “อนุทิน” วอนยกเลิกด่วน “กฎหมายห้ามดื่มนอกเวลาขาย”

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง “อนุทิน” วอนยกเลิกด่วน “กฎหมายห้ามดื่มนอกเวลาขาย”

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง “อนุทิน” วอนยกเลิกด่วน “กฎหมายห้ามดื่มนอกเวลาขาย”

    ทำเนียบรัฐบาล – วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สถานบันเทิง และสถานบริการ นำโดย นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร, นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย และนายณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ นายกสมาคมสุราท้องถิ่นไทย พร้อมด้วยตัวแทนจากสมาคมค้าปลีกไทย, สมาคมร้านอาหาร, สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา, สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 รวมทั้งขอให้ยกเลิกการห้ามดื่มนอกเวลาขาย โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ของประเทศไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญที่มีผลกับผู้บริโภคหรือเหล่านักดื่มโดยตรงก็คือการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการดื่มในเวลาห้ามขาย ซึ่งมาตรา 32 ระบุว่า “ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์…” พร้อมกันนี้ยังมีบทลงโทษระบุไว้ในมาตรา 37.1 ว่า “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 32 มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท” 

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า เรื่องการห้ามดื่มนอกเวลาขายนั้นสร้างความกังวลในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยและภาคประชาชนอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกที่สุดก็คือการขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปยังผู้บริโภคโดยตรง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการตีความและประกาศเตือนจากหน่วยงานรัฐว่า ผู้ที่นั่งแช่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในร้านอาหารหลังจากเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ขายได้ (11.00 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น.) นั้นอาจมีความผิดและต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท “ผู้ประกอบการภาคบริการต่างๆ ยังคงสับสนและกังวลถึงความชัดเจนของการบังคับใช้และขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ เมื่อถึงเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์แต่ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวยังนั่งดื่มเครื่องดื่มที่เหลืออยู่ต่อ ทั้งร้านและตัวลูกค้าเองจะถูกปรับใช่หรือไม่ ความสับสนและความไม่รู้นี้จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว หากรัฐบาลไม่ลงมือทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว” นายสง่ากล่าว

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    ด้าน นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวว่า ความสับสนในการบังคับใช้กฎหมายจำหน่ายแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปที่นิยมดื่มตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ ร้านอาหารและโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตสถานบริการอาจได้รับผลกระทบ ขณะที่บางประเทศเริ่มขยับตัวแล้ว อาทิ สถานทูตออสเตรเลียออกมาเตือนนักท่องเที่ยวแล้ว และอังกฤษกับสหรัฐก็กำลังจับตา ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกไปประเทศอื่น ส่งผลต่อภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา “มากไปกว่านั้น สื่อต่างประเทศ อาทิ สำนักข่าว 10 News ซึ่งเป็นสำนักข่าวใหญ่จากประเทศออสเตรเลีย ได้เริ่มแจ้งเตือนประชาชนในประเทศตนเองที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยและรับทราบกฎห้ามดื่มในเวลาห้ามขายดังกล่าว เนื่องจากอาจโดนปรับ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังจะเข้ามาไทยเกิดความสับสนและกังวล กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลที่ต่างประเทศ” นายสรเทพกล่าว

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    ด้าน นายณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ นายกสมาคมสุราท้องถิ่นไทย กล่าวว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลบังคับใช้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ส่งเสียงเรียกร้องในหลากหลายช่องทางให้รัฐบาลนายกอนุทิน รีบดำเนินการแก้ไขเร่งด่วนเพื่อจัดการกับความสับสนดังกล่าว เนื่องจากกำลังเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศหลังจากเศรษฐกิจย่ำแย่มาหลายปีอย่างต่อเนื่อง “ในวันนี้ เราจึงเดินทางมาขอความชัดเจนและขอบเขตการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการห้ามดื่มนอกเวลาด้วยครับ เราอยากเห็นสังคมไทยหยุดแปะป้ายตีตราว่าแอลกอฮอล์เป็นผีหรือปีศาจร้าย เราตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ให้สามารถเป็นกลไกส่งเสริมเศรษฐกิจได้ โดยมีการควบคุมผลกระทบทางสังคมไปพร้อมกัน…” นายณัฐชัยกล่าวทิ้งท้าย

    8 สมาคมท่องเที่ยว ยื่นหนังสือถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609776&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14oqzRJyX44lENQWH-xgFr

  • กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69 | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69 | TOPNEWS

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

    • เผยแพร่ : 12/11/2025 12:39

    กรมการท่องเที่ยว อัปเดตโครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว โดยล่าสุดมีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 12 แห่ง

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

    กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

    อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

    gfgnfn

    dfbdfbd

    สาวน้อยหนองปรือเฉือนชนะ อบจ.ระยอง 1-0 ประเดิมชัยฟุตซอล “ตากสินระยองเกมส์”

    สืบสวนพัทยา ร่วมปกครอง ตม. รวบเจ้าของเว็บ ขายของเล่นผู้ใหญ่–ยากระตุ้นอารมณ์ ทำเสื่อมติดสติ๊กเกอร์โปรโมททั่วเมืองพัทยาของกลางอื้อ

    “นายกฯอนุทิน” สั่งเร่งเยียวยา ปชช. เผชิญวิกฤตน้ำท่วม พร้อมย้ำทุกหน่วยงานเตรียมรับมือดูแลหลังน้ำลด

    สลด! จยย.เฉี่ยวกันล้ม ถูกชนซ้ำดับคู่กลางสุขุมวิทพัทยา

    ระทึกกลางดึก! กระบะมักง่ายกลับรถในที่ห้าม บิ๊กไบค์หนุ่มพุ่งชนสนั่น ร่างกระเด็นเจ็บสาหัส

    พี่น้องต่างครรภ์แห่งสวนนงนุชพัทยา เปิดตำนานอบอุ่นสองชีวิตใหม่ลูกช้างคู่สายเลือดเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387718&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UHOHTe6AlfX4VaKMI7cOP

  • “รมว.อรรถกร” เน้นย้ำซีเกมส์ปลอดภัยสูงสุด พร้อมดูแลนักกีฬาทุกชาติมาตรฐานเดียวกัน

    “รมว.อรรถกร” เน้นย้ำซีเกมส์ปลอดภัยสูงสุด พร้อมดูแลนักกีฬาทุกชาติมาตรฐานเดียวกัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UOnISYi7PHOUel-tvKB2b

  • ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์

    ททท. เนรมิตมหาปรากฏการณ์

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

    Tag :

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Vijit Chao Phraya 2025” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดเต็มมหาปรากฏการณ์แสดงแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น. รวมระยะเวลา 45 คืนแห่งความงดงามที่จะเปลี่ยนบรรยากาศริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สว่างไสวและเปี่ยมมนต์เสน่ห์กว่าที่เคยใน 15 จุดการแสดง โดยปีนี้นำเสนอภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งยังมุ่งหมายให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นเวทีของอีเวนต์ระดับโลกที่ทุกคนไม่ควรพลาดการมาเยือน

    นายอรรถกร  ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญ ตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานเป็น 45 วันเต็ม

    ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีให้มีชีวิตชีวาและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-2 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้วกว่า 26.9 ล้านคน ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยงาน Vijit Chao Phraya 2025 จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับกิจกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นกิจกรรมระดับโลก (World Events) พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้า โรงแรม และชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างทั่วถึง ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแก่นักท่องเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 ในปีนี้ ททท. ได้เนรมิตมหาปรากฏการณ์การแสดง แสง สี เสียงแห่งปี ตลอดแนวริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” โดยใช้การแสดงแสง สี สุดล้ำสมัย เนรมิตตั้งแต่สะพาน วัด อาคารประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแลนด์มาร์กใหม่ที่เรียงรายสวยงามไปตามโค้งน้ำตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ทั้งยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจยามค่ำคืน หรือ Night Economy ให้กลับมา มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ควบคู่กับการสร้างกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนในช่วงไฮซีซั่น เพื่อมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนอันน่าประทับใจที่เปิดให้เข้าชมความสวยงามได้ฟรีทุกวัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วม 1,500,000 คน และเกิดรายได้หมุนเวียนในช่วงจัดงาน ไม่น้อยกว่า 6,200 ล้านบาท

     สำหรับพื้นที่การจัดกิจกรรม “Vijit Chao Phraya 2025” ในปีนี้ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน รังสรรค์การแสดงตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งหมด 15 จุดแสดง โดยแต่ละจุดสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านแนวคิดและเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่แตกต่างกัน

    เริ่มต้นที่ สะพานพระราม 8 ภายใต้แนวคิด “พระมหากรุณา สายธาราสู่รามา 8” ถ่ายทอดความงดงามของสายน้ำผ่านการแสดงเลเซอร์ประกอบ Light & Sound วันละ 6 รอบ ตั้งแต่เวลา 19.00–21.30 น. ต่อเนื่องด้วยบริเวณ ปากคลองบางกอกน้อย–ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช) ภายใต้แนวคิด “สายธารา พระเมตตาสู่ขุนเขา” พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช)  กับแนวคิด “สายธารแห่งเวลา   มหาธาราสู่ปวงชน” ถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันของสายน้ำและพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยง ผู้คนสองฝั่งเจ้าพระยา บริเวณ อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา กองทัพเรือ จัดแสดงในแนวคิด “Might of the Royal Thai Navy มหานุภาพ ราชนาวีไทย” ด้วยการแสดง Light & Sound ผสานเทคนิคพิเศษ สะท้อนพลังแห่งสายน้ำและกองทัพเรือไทยอันทรงเกียรติ ต่อมากับ สวนนาคราภิรมย์ ผู้ชมจะได้ดื่มด่ำกับแนวคิด  “Chao Phraya Rhapsody บทกวีแห่งเจ้าพระยา” ที่ถ่ายทอดความงามของแม่น้ำผ่านบทเพลงแห่งแสง ส่วน วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Dawn of Siam อรุณรุ่งแห่งมหานครสยาม” เนรมิตแสงยามค่ำคืนให้เปล่งประกายดั่งอรุณรุ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถัดมา ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ถ่ายทอดพลังแห่งผู้พิทักษ์สายน้ำในแนวคิด “Guardians of the Sea ผู้พิทักษ์แห่งท้องทะเล”  และ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร กับแนวคิด “Lamp of Kindred Spirit ธรรมประทีปแห่งกัลยาณมิตร” พร้อมการแสดง Light & Sound และสื่อประสมสุดพิเศษ และบริเวณ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) จัดแสดงภายใต้แนวคิด “Threads of Glory สายใยแห่งความรุ่งเรือง” ด้วยเทคโนโลยีแสง  สี เสียงสุดล้ำสมัย Light & Sound ผสานเทคโนโลยีพิเศษ พร้อมการแสดงโดรนสุดอลังการกว่า 500–1,000 ลำ ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” ที่จะส่องสว่างเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาในค่ำคืนพิเศษ  โดยการแสดงโดรน 500 ลำ จัดแสดง วันที่ 14, 21, พฤศจิกายน และ วันที่ 5, 12, 19 ธันวาคม 2568  วันละ 1 รอบ (เวลา 20.45 น.) และการแสดงโดรน 1,000 ลำ จัดแสดง วันที่ 9, 15, 22, 28, 29 พฤศจิกายน และ วันที่ 6, 13, 20 ธันวาคม 2568 วันละ 1 รอบ (เวลา 20.45 น.)  ขณะเดียวกัน สะพานพระปกเกล้า จัดแสดงแนวคิด “Luminary Golden Threads สายใยทองแห่งสยาม” สื่อถึงความรุ่งเรืองของชาติ ส่วนบริเวณ ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งประวัติศาสตร์ผ่านแนวคิด “Siam Ghostly Heritage  สยามวิญญาณรัตติกาล” ด้วยเทคนิค Light on Balloon ที่เล่นแสงและเงาอย่างมีมิติ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงที่ วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) ภายใต้แนวคิด “Beacon of Ambition แสงไฟแห่งความรุ่งเรือง” และที่ RIVER CITY BANGKOK กับแนวคิด “Thailand Land of Smiles เมืองไทย เมืองแห่งรอยยิ้ม” ถ่ายทอดรอยยิ้มแห่งสยามที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน ไอคอนสยาม (ICONSIAM) ได้จัดแสดงต้นคริสต์มาสสุดยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “The Thai-conic Lighting Symphony” พร้อมการแสดง ICONIC Multimedia Water Feature ที่จัดขึ้นวันละ 3 รอบ เติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุขริมสายน้ำเจ้าพระยา และปิดท้ายที่ ปั้นจั่น / เครนก่อสร้างทางน้ำ บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด กับการจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Crystal of Life ดวงแสงแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” Art Installation สื่อถึงพลังงานแห่งความหวังและความงดงามของการท่องเที่ยวสีเขียว ที่จะเปล่งประกายไปพร้อมกับสายน้ำแห่งชีวิต

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสีสันบรรยากาศความงดงาม บริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในแต่ละพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : Vijit Chao Phraya 2025  หรือ www.thailandfestival.org

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/927131&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15_5dId1xg-S3wMtSm_nZC

  • ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    ‘ขอบคุณจากใจ’ ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ฮีโร่ช่วยชีวิต! นักท่องเที่ยวอินเดียซึ้งน้ำตาคลอ

    เมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 เวลา 15.03 น. ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุจากคลินิกแพทย์และห้องปฐมพยาบาลของท่าอากาศยานเชียงใหม่ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียต้องการความช่วยเหลือ หลังประสบอุบัติเหตุรถล้มที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และถูกส่งตัวมารักษาที่ รพ.เชียงใหม่ราม

     นักท่องเที่ยวรายนี้ มีกำหนดเดินทางกลับประเทศ แต่สายการบินปฏิเสธการขึ้นเครื่องเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่แขนหัก กระดูกคอเคลื่อน และปอดอักเสบ แม้จะมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่าสามารถเดินทางได้โดยต้องใช้ออกซิเจนและมีพยาบาลดูแล แต่สายการบินแจ้งว่าไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้า (เป็นไปตามระเบียบ เเละเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร) ทำให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

     ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยได้ติดต่อประสานงานกับกงสุลอินเดียประจำเชียงใหม่ และให้คำแนะนำในการเข้ารับการรักษาที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวได้นำนักท่องเที่ยวไปติดต่อกับสายการบินเพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลในการปฏิเสธการเดินทาง และให้ความช่วยเหลือในการเข็นรถเข็นพร้อมสัมภาระไปยังรถแท็กซี่เพื่อเดินทางกลับที่พัก

    นักท่องเที่ยวได้กล่าวขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวที่ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความใส่ใจของตำรวจท่องเที่ยวในการดูแลนักท่องเที่ยวให้ได้รับความปลอดภัยและความสะดวกสบายตลอดการเดินทางในประเทศไทย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3819219/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Co8E06eQGDgVXShABpo6Q

  • “ศุภจี” เตรียมพาสินค้า SME ขายถึงขอบสนามแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์

    “ศุภจี” เตรียมพาสินค้า SME ขายถึงขอบสนามแข่งซีเกมส์-พาราเกมส์

    “ศุภจี” จับมือกระทรวงท่องเที่ยวฯ เตรียมพาสินค้า SME 150 ราย -จาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา มาจัดจำหน่ายให้กับ นักกีฬา แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและต่างชาติ ถึงขอบสนามซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 ที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา และเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา

    กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” จำหน่ายสินค้าของของกิน ของใช้ และของที่ระลึก ให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้ง 11 ประเทศ ในบริเวณสนามกีฬาต่าง ๆ 

    โดยจะนำสินค้าจากผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และสินค้าจากผู้ประกอบการ SME รวม 150 ราย มาจำหน่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ และสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้

    1.กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ

    2.จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ

    3.จังหวัดสงขลา ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่ 7 – 11 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง รวม 50 บูธ

    4. จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษสุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    “การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และการบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากยอดขายที่จะเกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าก็มีโอกาสได้ทราบถึงแนวโน้มตลาดว่า ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจสินค้าประเภทใด ลักษณะใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและพัฒนาตลาดในโอกาสต่อไป”

    ด้าน ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและสากลได้จริง พร้อมทั้งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ

    และในขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่าง ๆ ให้เหล่ากองเชียร์และนักกีฬาได้เลือกซื้อกันได้โดยสะดวกถึงในบริเวณสนามกีฬา และพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733278&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PrOSvJ7SVTEGGhYs_oCsp

  • H

    H

    ผสานลายพรางสุดเท่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Realtree(R) เข้ากับจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของ Harley-Davidson ให้สายแฟชั่นและสายขับขี่ออกท่องเที่ยวผจญภัยด้วยสไตล์ที่โดดเด่น

    Harley-Davidson(R) จับมือ Realtree(R) เปิดตัวคอลเลกชัน

    Harley-Davidson จับมือกับ Realtree(R) เปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษ “Get Lost” ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชันที่ผสานจิตวิญญาณอิสระเข้ากับความแกร่งในแบบธรรมชาติได้อย่างลงตัว ออกแบบมาเพื่อนักขับขี่และผู้ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์อิสระและพร้อมลุยในทุกเส้นทาง Harley-Davidson(R) จับมือ Realtree(R) เปิดตัวคอลเลกชัน

    นับเป็นการจับมือกันของสองตำนานในแบบอเมริกันสไตล์ โดยคอลเลกชัน H-D(R) x Realtree(R) ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำหรับขับขี่จากสไตล์คลาสสิกให้กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนอิสระได้ทุกเมื่อที่ต้องการ และโดดเด่นสะดุดตาทุกครั้งเมื่อสวมใส่

    ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฮู้ด ชุดแจ็กเก็ต เสื้อยืดลายกราฟิก และกางเกงสไตล์ workwear เสื้อผ้าทุกชิ้นล้วนได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเปลี่ยนให้ชุดกิจกรรมกลางแจ้งกลายเป็นชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เรียบง่ายและมีสไตล์ โดยเสื้อผ้าคอลเลกชันนี้ มาพร้อมกับลายพรางสุดไอคอนนิก Realtree APG ซึ่งให้โทนสีที่สบายตากว่าลายพรางทั่วไป สะท้อนความเป็นธรรมชาติ ผสานป่าไม้ใหญ่และทิวต้นสน ทุ่งหญ้า ลำธาร และแรงบันดาลใจจากชีวิตเอาท์ดอร์ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson ได้อย่างประณีตกลมกลืน ผสานความเนี้ยบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และสไตล์สุดโดดเด่นได้อย่างลงตัว

    ไฮไลท์จากคอลเลกชันประกอบด้วย:

    เสื้อแขนยาว H-D Realtree(R) APG พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ชาย

    เสื้อแขนยาวสุดทนทานแต่ระบายอากาศได้ดีจากผ้าฝ้ายทวิลล์ที่มีน้ำหนักและได้รับการฟอกจนให้สัมผัสที่นุ่มนวล โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ใช้สีที่ตัดกันบริเวณปกคอและขอบกระดุมเพื่อเพิ่มความหรูหรา ทรงเสื้อมีชายเสื้อที่สามารถใส่เข้าในกางเกงหรือปล่อยออกข้างนอกได้ และมีปกซ่อนที่สามารถติดได้ด้วยปุ่มซ่อน เพื่อไม่ให้ปกคอหลุดออกขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ลายพื้นหลังของเสื้อผู้ชายตัวนี้เป็นลายพราง Realtree APG ที่มีลวดลายสบายตากว่าลายทั่วไปและโทนสีที่เป็นกลาง ผสานกับการปักลาย H-D Bar & Shield ที่หน้าอกอย่างลงตัว

    H-D Realtree(R) APG Trucker Cap

    หมวกสไตล์ทรัคเกอร์ที่มาพร้อมกับแถบปรับขนาดด้านหลัง เพื่อความกระชับพอดีกับศีรษะ ตาข่ายด้านหลังช่วยระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สวมใส่เย็นสบายไม่รู้สึกอับชื้น บริเวณแผงด้านหน้าและปีกหมวกโดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG ลิขสิทธิ์เฉพาะ ที่มีโทนสีสบายตาและสว่างกว่าลายพรางทั่วไป ปิดท้ายด้วยการปักโลโก้ ชื่อรุ่นอย่างประณีต พร้อมมอบลุคที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Harley-Davidson ได้อย่างแท้จริง

    H-D Realtree(R) APG Twill Jacket พร้อมจำหน่ายทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

    เสื้อแจ็คเก็ตตัวนอก Outerwearผลิตจากผ้าคอตตอนแคนวาสเนื้อหนาเพื่อความทนทานพร้อมบุฉนวนใยโพลีเอสเตอร์แบบบุนวม ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น โดยผ่านกระบวนฟอกจนให้สัมผัสที่นุ่มสวมใส่สบายตัว โดดเด่นด้วยกระเป๋าล้วงมือที่มีพื้นที่กว้างขวาง และยังมีกระเป๋าซิปด้านในสำหรับเก็บของจำเป็น นอกจากนี้ยังมีฮู้ดบุนวม และขอบผ้าแบบถักเป็นริ้ว Rib-Knit จึงเพิ่มความยืดหยุ่น โดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG ที่ผสมผสานภาพป่าไม้ พุ่มสน ทุ่งหญ้า และพื้นดินริมน้ำ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่เข้ากับบรรยากาศกลางแจ้งอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

    H-D Realtree(R) APG Utility Cargo Pant พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้หญิง

    กางเกงตัวนี้ผลิตจากผ้าคอตตอนทวิล เนื้อหนาที่มีความทนทานสูง แต่ระบายอากาศได้ดี และผ่านการฟอกเพื่อให้ผ้านุ่มพร้อมสัมผัสสบายพอดีตัว ด้วยรูปทรง Cargo ที่ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวตั้งแต่ช่วงสะโพกถึงต้นขา มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นในทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นห่วงคล้องอเนกประสงค์ด้านข้าง และกระเป๋าที่มีพื้นที่จัดเก็บกว้างขวาง รวมถึงกระเป๋าเฉพาะสำหรับใส่โทรศัพท์มือถือด้านข้าง โดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานภาพป่าไม้ พงสน ทุ่งหญ้า และพื้นดินริมน้ำ เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างลงตัว

    คอลเลกชัน Harley-Davidson(R) x Realtree(R) จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ h-d.com/realtree และตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietkthb99a80ru9yghlerz8um1igp9ta&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_weCgmFj1xg6IEBoBnYRP