Category: ท่องเที่ยว

  • พังงาเข้มตั้งโต๊ะกลั่นกรองคนต่างด้าว ป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ปลอดภัยรับท่องเที่ยว

    พังงาเข้มตั้งโต๊ะกลั่นกรองคนต่างด้าว ป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ปลอดภัยรับท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    พังงาเข้มตั้งโต๊ะกลั่นกรองคนต่างด้าว ป้องกันพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างภาพลักษณ์ปลอดภัยรับท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมดีบุก ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองพฤติการณ์ของคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักร (จังหวัดพังงา) เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม หรือเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย
        
    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
        
    ที่ประชุมได้พิจารณาคำสั่งจังหวัดพังงา เพื่อทราบขอบข่ายอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังรายงานสถานการณ์และแนวโน้มของคนต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดพังงา ตลอดจนถอดบทเรียนจากกรณีศึกษา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
        
    ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ประธานการประชุมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เข้มงวด และเป็นธรรม เพื่อให้จังหวัดพังงายังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453867&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OTafhkU5BaXxFS9o7oADY

  • ปรับ 2,000 บาท! แม่ค้าตลาดน้ำดังขายเสื้อ-กางเกงช้าง ให้

    ปรับ 2,000 บาท! แม่ค้าตลาดน้ำดังขายเสื้อ-กางเกงช้าง ให้

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.

    ปรับเรียบร้อย 2 พัน! พาณิชย์ จังหวัดราชุรี พร้อม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว พร้อมสื่อมวลชล ลุยตรวจร้านค้าตลาดน้ำดำเนินสะดวก ขายสินค้าเกินราคา หลังดราม่าขายกางเกงช้างตัวละ 400 เสื้อเชิ้ตตัวละ 500 บาท ให้พี่จอง-คัลแลน ไม่ติดป้ายแสดงราคา ส่วนขายของแพง รอตรวจสอบข้อเท็จจริง

    11 พ.ย. 68 จากกรณีคลิปในช่องของอินฟลูอินเซอร์ชาวเกาหลีชื่อดัง ขวัญใจคนไทย “พี่จองและคัลแลน” ที่ทำคลิป ตอน “ขึ้นลงเรือเยอะ..มุ่งหน้าสู่ประจวบกิจกรรม” โดยระบุข้อความ “วันนี้คัลแลนและพี่จองจะขับรถไปเที่ยวที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กันครับ แต่ระหว่างทางคัลแลนอยากพาพี่จองไปเที่ยวกินช้อปที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกก่อน และต่อด้วยลงเรือชมวิวภูเขาที่ คลองเขาแดง และจบด้วยกินข้าวกันที่ริมทะเลบรรยากาศดีๆสงบๆครับ คลิปนี้จะสนุกหรือทุลักทุเลแค่ไหนต้องรับชมให้จบคลิปนะครับ” โดยที่กำลังเป็นกระแสประเด็นกันในโซลเชียลของบรรดาแฟนคลับที่พูดถึงกันมาก ถึงการจำหน่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวปักลายมังกร และกางเกงช้าง ที่ราคาแพงเกินจริง ซึ่งในคลิป ระบุ “เดินทางไปแวะเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ขณะที่ล่องเรืออยู่นั้นได้แวะร้านค้าร้านหนึ่ง และสนใจซื้อเสื้อ แต่เมื่อถามราคาแม่ค้ากลับไม่ยอมบอกราคาต่อตัวสักที พูดว่า “ไม่แพงๆ“ และเมื่อถามย้ำหลายๆ ครั้ง จึงบอกว่า เสื้อเชิ้ตสีขาวปักลายมังกร อันนี้สำหรับคุณคิดตัวละ 600 บาทพอ โดยอ้างว่าไม่แพงเพราะเป็นปักลายมังกร ไทยแลนด์ๆ ขณะที่อินฟลูฯต่อราคาแม่ค้าก็บอกว่า “ไม่ได้“ เพราะมันคือไทยแลนด์ จนสุดท้ายยอมจบที่ราคา 500 บาท อีกด้านได้นำ “กางเกงช้าง“ มาให้ดูด้วย พร้อมบอกว่า เอาแค่ 400 บาทพอ รวมทั้งหมด 2 ชิ้น เสื้อเชิ้ตและกางเกงช้าง 900 บาท พร้อมบอกว่าลดไม่ได้แล้วจริงๆ ต้อง 1,000 บาท แต่ลดเหลือ 900 บาทแล้ว ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความเหมาะสมของราคาขาย ว่าขายเกินราคาหรือไม่?”

    ล่าสุด นายธรณินทร์ บรรยงวรพินิจ พาณิชย์จังหวัดราชบุรี พร้อมด้วย นางกาญจน์กุระ ฮัยสคาเนน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี นายบุญสืบ ขลิบเพ็ง ผอ.กลุ่มส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เจ้าหน้าที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี และ ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรี พร้อมสื่อมวลชน ได้เดินทางเข้าตรวจสอบร้านค้าดังกล่าวภายในตลาดน้ำดำเนินสะดวก พบกับ นางประภาพร (สงวนนามสกุล)  เจ้าของร้านดังกล่าวที่ปรากฎในคลิป โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้ทางเจ้าของร้าน นำเสื้อสีขาวที่อินฟลูเกาหลีทั้ง 2 ซื้อ มาให้เจ้าหน้าที่ดู เป็นเสื้อสีขาวปากลายมังกร ขายในราคา 600 บาท

    โดยทาง นางประภาพร (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้านยอมรับว่าวันที่ขาย เกินช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแวะที่ร้านตนก็ขายของตามปกติทั่วไปที่มีนักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้าที่ร้าน ก็พูดคุยกันดี ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่วันนี้มีการพูดถึงร้านตนว่าขายของแพง ซึ่งยอมรับว่าตอนที่ขายให้อินฟลูทั้ง 2 คนนั้นไม่ได้ติดป้ายราคาสินค้า

    ส่วนกางเกงลายช้าง ทางเจ้าของร้านก็อธิบายว่า “กางเกงมันมีหลายเกรด อย่างของจีน ทุนที่ 50 บาทเอง เราไม่สามารถติดราคาได้ เพราะแขกต่างชาติ เขาต่อราคาเราเยอะมาก แบบบอกราคา 600 เขาจะต่อ เหลือ 100 บาท

    ทั้งนี้ในช่วงการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ เจ้าของร้านเผยว่า “ถ้าเวลาขายต่างชาติหนูจะบอกเยอะกว่านี้นะ แต่ว่าเราเห็นเป็นคนดัง เราเลยขายในแบบราคาคนไทย” 

    ทางด้านเจ้าหน้าพาณิชย์จังหวัดราชบุรี จึงได้อธิบายว่า จากกรณีดังกล่าวทาง นางประภาพร (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้านยอมรับว่าไม่ติดป้ายแสดงราคาจริง ซึ่งมี่ความผิดตามข้อกฎหมาย ซึ่งส่วนนี้จะมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ต้องปรับเลย เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมทั้งทำบันทึก และ ออกใบเสร็จค่าปรับ ให้กับนางประภาพร (สงวนนามสกุล) เจ้าของร้าน และในส่วนการขายสินค้าราคาแพง ทางร้านต้องไปแจงข้อเท็จจริงที่สำนักงาน ว่าสินค้าที่ขายมีต้นทุนเท่าไหร่อย่างไรต่อไป พร้อมกำชับให้ทางร้านติดแผ่นป้ายแสดงราคาให้นักท่องเที่ยว หรือ ผู้ที่จะเข้ามาซื้อสินค้าภายในร้านทราบอย่างชัดเจน

    ด้านนางประภาพร เจ้าของร้าน กล่าวว่า ตนต้องฝากขอโทษอินฟลูทั้ง 2 คน หากต้องการเงินคืนตนก็พร้อมที่จะโอนคืนให้เต็มจำนวนและสินค้าไม่รับคืน และต้องขออภัยทุกๆท่านไม่สบายใจ ซึ่งตนเองก็ขายของอยู่ที่นี่มากว่า 20 ปีแล้วและไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

    ขณะที่ นายธรณินทร์ บรรยงวรพินิจ พาณิชย์จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า หลังจากที่เกิดประเด็นทางสื่อโซลเชียลที่มีนักอินฟลูชาวเกาหลีทั้ง 2 ท่าน เดินทางมาเที่ยวที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก และ เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม มีการซื้อขายกันในราคาที่สูงเกิน จนเป็นกระแสโซเชียล ทางจังหวัดราชบุรี โดยทีมงานของจังหวัดที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องตลาดน้ำดำเนินสะดวก ประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว จึงได้รีบเดินทางเข้ามาตรวจสอบโดยทันที หลังจากที่เข้าไปตรวจสอบกับทางร้านก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งทางเจ้าของร้านยอมรับว่าขายของไม่แสดงราคาจริง ส่วนขายของเกินราคานั้น เราต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงต้นทุนต่างๆ ของทางร้าน โดยที่ทางร้านต้องนำมาแสดงเพื่อพิสูจน์ให้ทราบได้ว่ามีราคาต้นทุนอย่างไรบ้าง สมเหตุสมผลกับราคาที่ขายหรือไม่ หากตรวจสอบว่าขายเกินราคาต้องดำเนินการตามกฎมายต่อไป ส่วนวันนี้ตรวจพบว่าขายของโดยไม่แสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท วันนี้จึงปรับไป 2,000 บาท พร้อมกำชับว่าให้ทางร้านติดแสดงป้ายราคาให้ชัดเจน หากพบการกระทำความผิดอีก ต้องดูดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเลี่ยงไม่ได้

    อย่างไรก็ดีจึงอยากแจ้งถึงนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป ว่าขอให้เดินทางมาท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกอย่างมั่นใจ เพราะตลาดน้ำดำเนินสะดวกยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังให้ความสนใจ และ นักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ชื่นชอบในเรื่องของการล่องเรือเที่ยว หากพบการกระทำความผิดของร้านที่ขายสินค้าเกินราคาและไม่เป็นธรรมสามารถแจ้งใด้ที่พาณิชย์จังหวัดราชบุรี หรือ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และ ตำรวจท่องเที่ยวที่ประจำอยู่ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกได้ทันที

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/927154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14SG4dhSvRa47UqEoKgNXK

  • สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล เสนอมุ่งแก้ปัญหาเยาวชน-เมาแล้วขับ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล เสนอมุ่งแก้ปัญหาเยาวชน-เมาแล้วขับ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    กรุงเทพฯ 11 พฤศจิกายน 2568 – ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 นี้ แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดีในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและการเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วง 14.00-17.00 น. ไว้ และยังเพิ่ม มาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ “ห้ามบริโภค” ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย อาจสร้างความท้าทายต่อนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    TDRI ชี้ “การห้ามขาย 14-17 น.” ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย

    การห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. เป็นมาตรการที่บังคับใช้มานานกว่า 50 ปี (ตั้งแต่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ในปี 2515) โดยที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง จนกระทั่งรายงานการศึกษาเชิงลึกโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ชี้ชัดว่ามาตรการนี้ไม่บรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุข และอาจสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจ

    รายงานของ TDRI ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 1,370 ราย และผู้ประกอบการ 283 ราย สรุปอย่างชัดเจนว่า “การจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.01 – 17.00 น. อาจไม่ได้ผลในการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายตั้งใจไว้”

    ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ยืนยันว่า:

    •    การบริโภคไม่ลดลง: ปริมาณการบริโภคต่อหัวประชากรยังคงที่ แม้บังคับใช้กฎหมายนี้มานาน

    •    การดื่มหนักยังคงเดิม: ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มกลับมาอยู่ที่ 26 ลิตรต่อปี ซึ่ง TDRI ระบุว่า “สูงมากผิดปกติ” (5.4 แก้วมาตรฐานต่อวัน)

    •    มีการละเมิดสูง: ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถหาซื้อเครื่องดื่มในช่วงเวลาห้ามขายได้ และผู้ประกอบการถึง 39% รายงานว่าพบเห็นการจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ใกล้เคียง

    การที่ พ.ร.บ. 2568 ใหม่ เพิ่มการ “ห้ามดื่ม” เข้ามา อาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยข้อมูล TDRI ชี้ว่าการห้ามช่วงบ่ายเป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียโอกาสทางธุรกิจ

    เสียงสะท้อนจากภาคค้าปลีกและท่องเที่ยว หวั่นกฎหมายใหม่สวนทางนโยบายรัฐ

    อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง (ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว) ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย TDRI ระบุว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ

    ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย (TRA) ให้ความเห็นว่า “การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการทุกขนาด จากข้อมูล TDRI ที่ชี้ว่ามีการละเมิดสูงอยู่แล้ว การปลดล็อกจะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และช่วยให้หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นทรัพยากรไปแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม”

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มองว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้างอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล

    นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวเสริมว่า “ข้อจำกัดการห้ามขายในช่วงบ่ายเป็นกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวปัจจุบัน การปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาจำหน่ายให้ถึงตี 2 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล ดังที่เห็นจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการถึง 20-30% และพนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ภาคธุรกิจพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลและป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการที่เรามีอยู่แล้ว เช่น การจัดจุดพักคอยสำหรับผู้มีอาการมึนเมา และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม”

    TDRI ชี้เป้า “แก้ให้ตรงจุด” มุ่งเน้น “เมาแล้วขับ” และ “เยาวชน”

    รายงานของ TDRI ไม่เพียงชี้ว่าการห้ามขาย 14.00-17.00 น. ไม่ได้ผล แต่ยังชี้เป้าว่าปัญหาที่แท้จริงที่สังคมกำลังเผชิญและภาครัฐควรทุ่มทรัพยากรไปจัดการ

    •    การขายให้เยาวชน: TDRI พบว่า 30% ของร้านค้ายังคงละเมิดกฎหมายขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี

    •    การเมาแล้วขับ: อุบัติเหตุ 22% เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ TDRI จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ระบบหักคะแนนแบบขั้นบันได

    •    อิทธิพลจากโฆษณาต่ำ: TDRI พบว่าเยาวชนได้รับอิทธิพลจาก “เพื่อน” มากถึง 35.5% เทียบกับอิทธิพลจาก “โฆษณาออนไลน์” ที่มีเพียง 1.8% เท่านั้น

    TABBA เรียกร้องให้รัฐทบทวน “กฎหมายใหม่” ให้สอดคล้อง “นโยบายเศรษฐกิจ”

    TABBA ย้ำว่านานาประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ และเยอรมนี แม้จะไม่มีข้อจำกัดเวลาขายในช่วงบ่าย แต่ก็ประสบความสำเร็จในการจัดการผลกระทบทางสังคมโดยมุ่งเน้นมาตรการที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีทางเลือกที่ชัดเจนในการบริหารนโยบาย คือการบังคับใช้มาตรการที่ข้อมูล TDRI ชี้ว่า “อาจไม่ได้ผล” และกำลังถูกเพิ่มความเข้มงวดด้วย พ.ร.บ. ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ รัฐบาลสามารถเลือกปรับมาตรการเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของตนเอง โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 28 (ใหม่) ใน พ.ร.บ. 2568 ซึ่งให้อำนาจ “คณะกรรมการควบคุมฯ” ในการกำหนดเวลา

    ภาคธุรกิจจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ เร่งพิจารณาข้อมูลของ TDRI และ ทบทวนการห้ามขายและห้ามบริโภคในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องใช้กฎระเบียบที่ทันสมัยและอิงตามข้อมูลเชิงประจักษ์ การปรับเปลี่ยนนโยบายเช่นนี้จะช่วยให้ทรัพยากรของรัฐถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อภาคธุรกิจ และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

    ###

    เกี่ยวกับสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย

    สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันวัฒนธรรมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ และร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดผลกระทบจากการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/pr-news/ch3onlinenews/451346&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PWNOaF3RFmd-g7Zopj9iL

  • เปิดแล้วเทศกาลดอกบัวตองบานที่ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

    เปิดแล้วเทศกาลดอกบัวตองบานที่ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

    เปิดแล้วเทศกาลดอกบัวตองบานที่ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางดอกบัวตองที่บานสะพรั่งกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ บนยอดดอยที่มีอากาศหนาวเย็นด้านนักท่องเที่ยวพากันหลั่งไหลไปเที่ยวอย่างคับคั่ง

    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ วนอุทยานทุ่งบัวตอง บริเวณศาลาแปดเหลี่ยม คอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6ตำบลแม่ดูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน น นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน บนดอยแม่ดูคอ ประจำปี 2568 โดยปลัดอาวุโส รักษาราชการแทนนายอำเภอขุนยวม กล่าวต้อนรับ และนางสาวริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

    จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งการท่องเที่ยว ทางธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บำไม้และภูเขาที่สูงชันสลับซับช้อน สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์หนึ่งที่มีชื่อเสียง และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ ทุ่งบัวตองดอยแม่อูคอ

    ดอยแม่อูคอ มีเนื้อที่ประมาณ 515 ไร่ ตั้งอยู่บนดอยแม่อูคอ ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ซึ่งอยู่ในพื้นพื้นที่รับผิดชอบ ขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ ที่ระดับความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวนิยมชื่นชมความสวยงาม ของดอกบัวตองและธรรมชาติ อากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์

    เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวทุ่งบัวตอง คอยแม่อูคอ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ร่วมกับ เทศบาลตำบลขุนยวม และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่อูคอ จึงจัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลัก ส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเทศกาลดอกบัวตองบานอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมย่อยที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ
    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและยก ระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ” เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นักท่องเที่ยว ได้เห็นถึงความสวยงามของธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังช่วยส่งเสริม รายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่คนในท้องถิ่นและเทศกาลนี้เป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างนักท่อง เที่ยวและชุมชน รวมถึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่ รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3819113/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i3L3PnKPHdO8j3QKpvFd3

  • แม่ฮ่องสอนเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน ที่ดอยแม่อูคอ

    แม่ฮ่องสอนเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน ที่ดอยแม่อูคอ

    ภูมิภาค

    แม่ฮ่องสอนเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบาน ที่ดอยแม่อูคอ

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ณ ที่ดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อเวลาประมาณ 10.30น.ของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นางสาวชุติพร  เสซัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานพิธีเปิดเทศกาลการท่องเที่ยวดอกบัวตองบานที่ดอยแม่อูคอ ประจำปี 2568  โดยนางสาววริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวราบงาน มีหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องกลุ่มชาติพันธ์ ประชาชนทั่วไป ตลอดถึงนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน ที่ไปเที่ยวชมความสวยงามของดอกบัวตอง เข้าร่วมกิจกรรมด้วย ก่อนที่เริ่มกิจกรรมทุกคนจะยืนขึ้นสงบนิ่งเพื่อแสดงความอาลัยพระแม่ของแผ่นดิน ขณะนี้ดอกบัวตองเริ่มบานแล้วประมาณ 80%ของพื้นที่ นักท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นมาเที่ยวชมในวันนี้รายหนึ่งกล่าวว่า เป็นคนต่างจังหวัดได้มาเที่ยวชมทุ่งบัวตองเป็นครั้งแรกตามข่าวประชาสัมพันธ์ เมื่อมาแล้วก็พบกับบรรยากาศเย็นสบายพร้อมความสวยงามของดอกบัวตองสวยงามม๊ากมาก อยากบอกถึงผู้ที่ยังไม่ได้มาก็รีบมาได้ซึ่งขณะนี้ดอกกำลังเริ่มบาน
        
    วัตถุประสงค์การจัดงานในครั้ง เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยงเชิงกีฬา ดนตรี และศิลปะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยพัฒนาศักยาภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮาองสอน และเพิ่มศักยาภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเพื่อบกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีมาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น.อุณภุมิในพื้นที่เวลา 06.30น จะอยู่ที่ 10.15 องค์ศา
        

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/453878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qtPFbAiQqwQPcKcbKhRWq

  • สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล

    สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ชี้ผล TDRI ยัน ข้อห้ามขายช่วงบ่ายไม่ได้ผล

    วันนี้ (11 พฤศจิกายน) สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนข้อกำหนดห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยอ้างอิงผลวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ชี้ชัดว่ามาตรการดังกล่าว ‘ไม่ได้ผลตามเป้าหมายด้านสาธารณสุข’ และอาจกระทบต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของรัฐบาล

    TDRI ระบุว่าการห้ามขายในช่วง 14.00–17.00 น. ซึ่งมีผลบังคับมานานกว่า 50 ปี ไม่ได้ช่วยลดการบริโภคจริง ปริมาณการดื่มต่อหัวประชากรยังคงเท่าเดิม ขณะที่ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถซื้อได้ในช่วงเวลาห้ามขาย และผู้ประกอบการ 39% ยอมรับว่าพบเห็นการจำหน่ายในพื้นที่ใกล้เคียง การเพิ่มข้อ ‘ห้ามบริโภค’ ตามกฎหมายใหม่อาจซ้ำเติมภาคธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมายและผลักให้เกิดการซื้อขายนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีโดยไม่เกิดผลเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

    ภาคค้าปลีกและท่องเที่ยวมองว่ากฎหมายใหม่นี้สวนทางกับเป้าหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดย TDRI ประเมินว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่องมีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 3 แสนแห่งทั่วประเทศ

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย ระบุว่าการปลดล็อกข้อจำกัดเวลา “จะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และเปิดโอกาสให้รัฐมุ่งแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน”

    ขณะที่ ดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวว่า “ข้อจำกัดนี้ล้าสมัย หากปลดล็อกและขยายเวลาจำหน่ายถึงตี 2 จะช่วยเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการ 20–30% โดยไม่เพิ่มปัญหาสังคม หากมีมาตรการกำกับที่เหมาะสม”

    TDRI ยังชี้ว่าปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขจริงคือการขายให้เยาวชน ซึ่งยังมีอัตราละเมิดสูงถึง 30% และปัญหาเมาแล้วขับที่คิดเป็น 22% ของอุบัติเหตุทั้งหมด พร้อมเสนอให้รัฐใช้ระบบหักคะแนนผู้ขับขี่แบบขั้นบันไดเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง

    TABBA ย้ำว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ และเยอรมนี ไม่มีข้อจำกัดเวลาขายช่วงบ่าย แต่สามารถจัดการผลกระทบทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาคมเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ทบทวนข้อห้ามดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tabba-tdri-alcohol-afternoon-ban-ineffective-review/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k286okFmuP-Zbblqp8izH

  • พาณิชย์จับมือท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว ‘ชิม ช้อป เชียร์ by MOC’

    พาณิชย์จับมือท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว ‘ชิม ช้อป เชียร์ by MOC’

    วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา และจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย จัดจำหน่ายสินค้าของของกิน ของใช้ และของที่ระลึก ให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้ง 11 ประเทศ ในบริเวณสนามกีฬาต่างๆ โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 150 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า

    โดยเน้นผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้รับจากผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ในช่วงเวลานี้ (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี) ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการดังกล่าว และเพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้

    1) กรุงเทพมหานคร ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 (ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์) ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม รวม 40 บูธ

    2) จังหวัดชลบุรี ณ ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดน (จันทบุรี ตราด และสระแก้ว) รวม 40 บูธ

    3) จังหวัดสงขลา ณ สนามกีฬาติณสูลานนท์ ระหว่างวันที่ 7 – 11 ธันวาคม 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง รวม 50 บูธ

    4) จังหวัดนครราชสีมา ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) รวม 20 บูธ

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และการบรรเทาผลกระทบการค้า ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากยอดขายที่จะเกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมจำหน่ายสินค้าก็มีโอกาสได้ทราบถึงแนวโน้มตลาดว่า ผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจสินค้าประเภทใด ลักษณะใด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและพัฒนาตลาดในโอกาสต่อไป

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและสากลได้จริง พร้อมทั้งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์เป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ ในขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้เป็นการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากท้องถิ่นต่างๆ ให้เหล่ากองเชียร์และนักกีฬาได้เลือกซื้อกันได้โดยสะดวกถึงในบริเวณสนามกีฬา

    กระทรวงพาณิชย์จึงขอเชิญชวนประชาชน นักกีฬา และแฟนกีฬา มาร่วมในงาน “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC”กันมากๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/927083&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KKShjNDlR8PF8OWOeOlOi

  • ระอุโซเชียล!”พี่จอง-คัลแลน” ดราม่า”แม่ค้าตลาดน้ำราชบุรี”วิจารณ์แรงอึ้ง

    ระอุโซเชียล!”พี่จอง-คัลแลน” ดราม่า”แม่ค้าตลาดน้ำราชบุรี”วิจารณ์แรงอึ้ง

    ระอุโซเชียล!

    ระอุโซเชียล!”พี่จอง-คัลแลน” ดราม่า”แม่ค้าตลาดน้ำราชบุรี”วิจารณ์แรงอึ้ง

    กลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ชั่วข้ามคืน เมื่อเทปรายการท่องเที่ยวของคู่หูอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเกาหลี “คัลแลน–จอง (Callan & Jeong)” ได้เผยประสบการณ์เที่ยวตลาดน้ำชื่อดังของจังหวัดราชบุรี แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกต้องตะลึงกลับไม่ใช่แค่บรรยากาศสวยงามของตลาดน้ำไทย หากแต่เป็น “ราคาสินค้า” ที่แพงจนหลายคนถึงกับร้อง “โอ้แม่เจ้า!”

    ระอุโซเชียล!

    ภายในคลิป ปรากฏข้อมูลค่าใช้จ่ายที่ “คัลแลน–จอง” จ่ายในทริปครั้งนี้ ได้แก่

    • ค่าเรือมอเตอร์ 1 ชั่วโมง ราคา 1,600 บาท
    • ส้มโอ 1 ลูก 100 บาท
    • ไส้กรอกอีสานไม้เดียว 100 บาท
    • น้ำมะพร้าวลูกละ 120 บาท
    • เสื้อและกางเกงชุดไทย รวม 900 บาท

    ราคาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันที หลายคนตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับตลาดน้ำไทย?” และ “นักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังกล้ากลับมาอีกหรือไม่” เพราะภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ควรสร้างความประทับใจ กลับกลายเป็นดราม่าที่สั่นสะเทือนชื่อเสียงในโลกโซเชียล 

    ระอุโซเชียล!

    หลังดราม่าขยายวงอย่างรวดเร็ว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจทางการ โดยระบุว่า

    กรณีอินฟลูเอนเซอร์เกาหลีซื้อเสื้อผ้าที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกในราคาสูง เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ตักเตือน และดำเนินการปรับตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ย้ำว่าจะเข้มงวดตรวจสอบร้านค้าภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีลักษณะนี้ซ้ำ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวจังหวัดราชบุรีและประเทศไทยโดยรวม

    ขณะที่ในโลกออนไลน์ ผู้ชมจำนวนมากแสดงความคิดเห็นสองฝั่ง — บ้างมองว่า “ควรตั้งราคาชัดเจนและเป็นธรรม” เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเสียความรู้สึก ขณะอีกฝั่งให้กำลังใจแม่ค้าท้องถิ่น โดยอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยจัดระบบราคากลางให้เหมาะสม

    ควันหลงดราม่าครั้งนี้ยังไม่จาง เพราะหลายคนตั้งคำถามต่อว่า “การค้าขายในแหล่งท่องเที่ยวไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด?” และ “ภาพลักษณ์การต้อนรับนักท่องเที่ยวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างไรต่อไป”

    ระอุโซเชียล!

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    ดราม่าราคาสินค้า “ตลาดน้ำราชบุรี” ปะทุแรงหลังอินฟลูฯ เกาหลีโพสต์คลิปเจอของแพง เจ้าหน้าที่จังหวัดไม่ปล่อยผ่าน ลงพื้นที่ตรวจสอบ–ตักเตือน–ปรับจริง ชาวเน็ตตั้งคำถามหนัก “ท่องเที่ยวไทยควรยืนตรงไหน?”

    #ตลาดน้ำดำเนินสะดวก #ดราม่าแม่ค้า #คัลแลนจอง #ราชบุรี #ข่าวบันเทิงร้อนแรง #คมชัดลึก

    ระอุโซเชียล!

    ระอุโซเชียล!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/609733&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jzi_AhrrXBmsbsiuFfnBT

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 27.5 ล้านคน โกยรายได้แล้ว 1.2 ล้านลบ. มาเลย์ยังแชมป์ : อินโฟเควสท์

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 27.5 ล้านคน โกยรายได้แล้ว 1.2 ล้านลบ. มาเลย์ยังแชมป์ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-9 พ.ย. 68 ทั้งสิ้น 27,587,845 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,275,522 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,971,783 คน จีน 3,870,078 คน อินเดีย 2,056,933 คน รัสเซีย 1,478,167 คน และเกาหลีใต้ 1,308,510 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (3-9 พ.ย. 68) จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) นั้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 2 กลุ่มตลาด จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดหลัก อาทิ มาเลเซีย จีน และอินเดีย และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป และอเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของตลาดระยะไกลในฤดูกาลท่องเที่ยวของ Season นี้

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 698,389 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 54,210 คน หรือ 8.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 99,770 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 89,931 คน จีน 74,538 คน อินเดีย 55,466 คน รัสเซีย 47,319 คน และสหรัฐอเมริกา 30,620 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 16.66% 16.29% 9.40% 2.85% และ 1.81% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P6qpDtGHnEPD0e3-AJPTo

  • กุ้ยหยางชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเมืองด้วยกลยุทธ์พัฒนาสองแกน ทั้งเขต “ใหม่-เก่า”

    กุ้ยหยางชูท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเมืองด้วยกลยุทธ์พัฒนาสองแกน ทั้งเขต “ใหม่-เก่า”

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยาง

    เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ได้มีการเผยแพร่รายงานดัชนีการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม ประจำปี 2568 อย่างเป็นทางการ ผลปรากฏว่า นครกุ้ยหยางคว้าอันดับหนึ่งในกลุ่ม “เมืองที่สวยงาม” มาครองด้วยคะแนนสูงถึง 96.39 อีกทั้งยังติดอันดับท็อปเทนในกลุ่ม “เมืองที่น่าอยู่ที่สุด” ของจีนด้วย ความสำเร็จที่โดดเด่นนี้มีเบื้องหลังมาจากการเสริมสร้างศักยภาพให้กับแบรนด์ประจำเมืองอย่าง “Cool Guiyang” ทั้งยังได้แรงขับเคลื่อนอย่างแข็งแกร่งจากการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเมืองให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กุ้ยหยางได้ใช้มิติทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเมืองให้สอดประสานกันในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเขตเมืองเก่าได้เสริมฐานรากให้แข็งแกร่งด้วยการดึงเอาบริบททางประวัติศาสตร์มาชูโรง ขณะที่เขตเมืองใหม่ก็ได้ขยายมิติด้วยความมีชีวิตชีวาแห่งยุคสมัยใหม่ สองพื้นที่ทั้งเก่าและใหม่นี้ทำหน้าที่เป็น “สองแกนหลัก” ในการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งกำลังผนึกกำลังกันเพื่อกำหนดทิศทางใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมนวัตกรรม พร้อมยกระดับประสบการณ์ และเพิ่มมูลค่าของแบรนด์เมืองให้สูงยิ่งขึ้น

    เขตหยุนเหยียน ปลุกชีวิตเมืองเก่า สืบสานมรดกประวัติศาสตร์

    เขตหยุนเหยียนเป็นศูนย์กลางและเป็น “แกนหลัก” ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกุ้ยหยาง โดยได้กำหนดบทบาทหน้าที่อย่างใกล้ชิดให้เป็น “ศูนย์กลางเมือง จิตวิญญาณเมืองเก่า ศูนย์รวมวัฒนธรรม และถิ่นฐานทางจิตวิญญาณ” พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการอนุรักษ์แบบองค์รวมและสืบทอดมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมีพลวัต ทั้งยังออกแบบภูมิทัศน์ใหม่เพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่ เหมาะแก่การท่องเที่ยว และเอื้อต่อธุรกิจมากยิ่งขึ้น

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขตหยุนเหยียนได้เชื่อมโยงหน่วยพิทักษ์โบราณวัตถุ จำนวน 68 แห่งภายในพื้นที่ และได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญ เช่น ย่านเฉาฮุ่ย ถนนไท่ผิง, ย่านเหวินชางเก๋อ, และย่านซินหยิน 1950 ซึ่งเป็นการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเมืองเก่า ควบคู่ไปกับการเติมกิจกรรมการค้าใหม่ ๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มชีวิตชีวา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย่านเฉาฮุ่ย ถนนไท่ผิง ได้มีการปลุกชีวิตและยกระดับผู้ประกอบการ พร้อมดึงดูดหลาย ๆ แบรนด์เข้ามาเปิดสาขาแรก ขณะที่ย่านซินหยิน 1950 ก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดแบรนด์คุณภาพสูงจำนวนมากให้มาลงหลักปักฐาน พร้อมสร้างสรรค์ถนนสายอาหารเฉพาะทาง เช่น ถนนหลี่อวี่ และถนนหมินเซิง เพื่อสำรวจแนวคิดในการใช้วัฒนธรรมยกระดับการท่องเที่ยว และใช้การท่องเที่ยวนำเสนอวัฒนธรรม

    นอกจากนี้ การผลิบานของธุรกิจรูปแบบใหม่ในเศรษฐกิจตามท้องถนน เช่น “กาแฟกลางวัน เบียร์กลางคืน” (กลางวันเสิร์ฟกาแฟพิเศษ กลางคืนขายคราฟต์เบียร์พิเศษ) ยังช่วยเติมเต็มเขตหยุนเหยียนให้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและชีวิตชีวาของการใช้ชีวิตอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ “จอภาพยนตร์เดียวจุดประกายความรุ่งเรืองให้ทั้งเมือง” ในโรงภาพยนตร์ครอสช่วงเทศกาลตรุษจีน ไปจนถึงกระแสการแห่เช็คอินตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะเฉียนหลิงซาน ถนนไท่ผิง และถนนเหวินชางเก๋อ เขตหยุนเหยียนก็ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งมิติใหม่ในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วยข้อมูลการบริโภคจริงและคำชื่นชมจากนักท่องเที่ยว โดยสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติประจำปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเขตนี้ก็เพิ่มขึ้นถึง 14.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 1.356 พันล้านหยวน ทั้งยังตอกย้ำสถานะของกุ้ยหยางในการเป็น “หินโรยทาง” และ “เสาหลักแห่งการเติบโต” เพื่อผลักดันการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง

    เขตกวนซานหู พัฒนาและยกระดับสู่การเป็น “มหานครทันสมัย” สุดอินเทรนด์

    หากจะกล่าวว่าเขตหยุนเหยียนคือ “นามบัตรทางประวัติศาสตร์” ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของกุ้ยหยางแล้ว เขตกวนซานหูก็ย่อมเป็น “หน้าต่างแห่งยุคสมัย” โดยสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเปิดเผยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขตกวนซานหูได้ยึดมั่นกับเป้าหมายในการสร้าง “เมืองแห่งสี่วิสัยทัศน์” โดยมุ่งสร้างสรรค์แบรนด์อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งบุกเบิกเส้นทางใหม่ในการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่นักท่องเที่ยวด้วยมิติทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย

    เพื่อเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดใจให้เมืองกุ้ยหยาง เขตกวนซานหูได้ทุ่มเทสร้าง “เมืองดนตรี” และ “เมืองแห่งการอ่าน” โดยตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ได้มีการจัดมหกรรมดนตรีขนาดใหญ่ไปแล้วถึง 26 งาน สามารถดึงดูดแฟนเพลงให้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 500,000 คน และสร้างยอดการบริโภคโดยรอบได้สูงถึงกว่า 300 ล้านหยวน ขณะเดียวกัน ได้ใช้แบรนด์ “อ่านและสัมผัสกวนซานหู” เป็นแกนหลักในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่านไปแล้วมากกว่า 200 รายการทั่วทั้งเขตนี้ ซึ่งเข้ามายกระดับรสนิยมทางวัฒนธรรมของเมืองนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในมิติของการปลุกเร้าความมีชีวิตชีวาของเมืองนั้น เขตกวนซานหูได้มุ่งมั่นพัฒนาให้เป็น “เมืองแห่งมหกรรมกีฬา” และ “เมืองแห่งความบันเทิงสมัยใหม่” โดยยึดหลักแนวคิด “ท่องเที่ยวตามอีเวนต์กีฬา” และสร้างแบรนด์กิจกรรมกีฬาที่มีพลังขับเคลื่อนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับนานาชาติและประเทศ ไปจนถึงระดับมณฑล เทศบาล และระดับเขต ตั้งแต่รายการกุ้ยหยางมาราธอน ไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโอเพ่น “ซานหูคัพ” มีการจัดงานกีฬาไปแล้วเกือบ 70 รายการตลอดทั้งปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 800,000 คน ขณะที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่าง CCPARK และ Mixc ก็ดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการนำโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา ส่งผลให้มีลูกค้าหมุนเวียนและการบริโภคยามค่ำคืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวันหยุดเทศกาลวันชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    เขตกวนซานหูเป็นเขตเมืองใหม่ของกุ้ยหยาง โดดเด่นในเรื่องทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่หาได้ยาก โดยสวนสาธารณะกวนซานหู ขนาดกว่า 5,500 หมู่ (ประมาณ 3.67 ตารางกิโลเมตร) เปรียบเสมือนปอดสีเขียวเชิงนิเวศของเมืองนี้ ขณะที่อุทยานคาสต์นำเสนอความมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาอันเป็นเอกลักษณ์ จุดชมวิวทะเลสาบไป๋ฮวานำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศคุณภาพสูง พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยากุ้ยโจวจัดแสดงประวัติศาสตร์วิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของกุ้ยโจว และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัย เช่น ศูนย์กีฬาโอลิมปิกและย่านการเงิน ที่เข้ามาเสริมให้เขตกวนซานหูมีฟังก์ชันบริการทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่ครบวงจร การผสมผสานอันลงตัวระหว่างทรัพยากรทางธรรมชาติกับวัฒนธรรมเหล่านี้ จึงเป็นรากฐานอันอุดมสมบูรณ์ในการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอย่างแท้จริง

    นอกเหนือจาก “สองแกนหลัก” ที่นำโดยเขตหยุนเหยียนและเขตกวนซานหูแล้ว กุ้ยหยางยังได้รับการสนับสนุนจากรูปแบบการพัฒนาอย่าง “สองแกน หลายคลัสเตอร์” โดยอาศัยการจัดวางผังเขตกันชนเชิงนิเวศอย่างมีหลักการ ทำให้แต่ละเขตสามารถพัฒนาได้อย่างแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น การพักผ่อนหย่อนใจในเมืองของเขตหนานหมิง สุขภาพและสุขภาวะทางนิเวศในเขตหัวซี รีสอร์ตน้ำพุร้อนในเขตอู่ตัง และประสบการณ์เมืองริมทะเลสาบในเมืองชิงเจิ้น ต่างก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่ เพราะมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องแข่งขันกันซ้ำซ้อน และเสริมเติมฟังก์ชันซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการทรัพยากรไปจนถึงการเชื่อมโยงเส้นทาง ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนฐานลูกค้าไปจนถึงการสร้างแบรนด์ แต่ละเขตได้ร่วมกันทลายขีดจำกัดด้านการบริหาร และทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพทั้งในด้านการวางแผนวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน การตลาดและการส่งเสริมการขาย ทำให้นามบัตรทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่าง “Cool Guiyang” นั้นมีมิติที่กว้างขวางและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดเป็นพลังประสานที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวทั้งเมืองกุ้ยหยางอย่างยั่งยืน

    สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยางเปิดเผยว่า ในอนาคตนั้น กุ้ยหยางจะยังคงเดินหน้าปลูกฝังแบรนด์ประจำเมือง “Cool Guiyang” อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งขยายผลรูปแบบการพัฒนา “สองแกน หลายคลัสเตอร์” ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความลึกซึ้งในการบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว นิเวศวิทยา และกีฬา เพื่อปั้นกุ้ยหยางเป็นเมืองที่ไม่เพียงแต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและธรรมชาติเขียวสมบูรณ์ เท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยพลังขับเคลื่อนและความทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งพลเมืองและนักท่องเที่ยวในการมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก เพื่อพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพต่อไป

    ติดต่อ: สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลนครกุ้ยหยาง

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAA0PR3PP1ME7BHDKNS049IFTRY8HU3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UIm5tS4nNePHG5i2wnP7K