Category: ท่องเที่ยว

  • กรุงเทพฯ ดาวเด่นติดอันดับ 22 เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2026

    กรุงเทพฯ ดาวเด่นติดอันดับ 22 เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2026

    รายงาน “World’s Best Cities for 2026” ที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง Resonance Consultancy ได้เผยรายชื่อเมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกจากทั้งข้อมูลจริง (quantitative data) และข้อมูลจากผู้ใช้งานจริง (user-generated data) ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความอยู่ดีมีสุข วัฒนธรรม การเชื่อมต่อ และภาพลักษณ์ของเมืองในระดับโลก รายงานนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในดัชนีวัด “คุณภาพเมือง” ที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือที่สุดในโลก เนื่องจากผสานมุมมองของนักวิจัย นักวางผังเมือง และผู้คนกว่า 21,000 คนจาก 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งตอบแบบสำรวจของ Ipsos เกี่ยวกับเมืองที่พวกเขาอยากอยู่อาศัย ทำงาน และลงทุนมากที่สุด

    ในปีนี้ ลอนดอน (London) ยังคงครองตำแหน่ง “เมืองที่ดีที่สุดในโลก” เป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักรแห่งนี้โดดเด่นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น Livability (ความอยู่ดีมีสุข) ที่จัดอยู่ในอันดับ 3 ของโลก, Lovability (ความน่าหลงใหล) ที่อยู่ในอันดับ 2 และ Prosperity (ศักยภาพทางเศรษฐกิจ) ที่รั้งอันดับ 1 อย่างแข็งแกร่ง ลอนดอนถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา ผสมผสานทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างลงตัว และยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษาอันดับต้นของโลก

    ลำดับถัดมา นิวยอร์ก (New York) ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 2 สะท้อนถึงพลังทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก แม้จะเผชิญความท้าทายทางสังคมและการเมือง แต่เมืองนี้ก็ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้มีความสามารถจากทั่วโลก

    ส่วนปารีส (Paris) คว้าอันดับ 3 ในฐานะ “ห้องทดลองของเมืองแห่งอนาคต” ที่หลอมรวมประวัติศาสตร์ ศิลปะ และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน ขณะที่เมืองอื่น ๆ ใน Top 10 ได้แก่ โตเกียว (Tokyo), มาดริด (Madrid), สิงคโปร์ (Singapore), โรม (Rome), ดูไบ (Dubai), เบอร์ลิน (Berlin) และบาร์เซโลนา (Barcelona) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความสามารถในการดึงดูดผู้คน

    รายงานฉบับนี้ยังเน้นให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญของเมืองในยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ เมืองที่ได้รับการจัดอันดับสูงในปี 2026 มักเป็นเมืองที่ลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น ไฟป่า คลื่นความร้อน หรือการขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ เมืองที่โดดเด่นยังต้องมุ่งพัฒนา “การเชื่อมต่อหลายมิติ” (multimodal connectivity) ระหว่างระบบขนส่ง มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (innovation ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีสะอาด (cleantech)

    กรอบการประเมินของ Resonance อิงหลักการที่เรียกว่า “Place Power™ Score” ซึ่งประกอบด้วยสามเสาหลัก ได้แก่ Livability (ความน่าอยู่ – โครงสร้างพื้นฐาน สวนสาธารณะ การเดินเท้า คุณภาพอากาศ), Lovability (ความน่ารักน่าอยู่ – ศิลปวัฒนธรรม ไนต์ไลฟ์ การสื่อสารภาพลักษณ์) และ Prosperity (ความมั่งคั่ง – การจ้างงาน การศึกษา การเชื่อมต่อทางอากาศ และศักยภาพทางเศรษฐกิจ) โดยในปี 2026 Resonance ยังได้เพิ่มเกณฑ์ใหม่ เช่น ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (climate resilience), การผลิตเชิงกลับ (reshoring), รูปแบบการเคลื่อนย้ายใหม่ (new mobility) และภาพลักษณ์ระดับโลก (global perception) ซึ่งทั้งหมดสะท้อนแนวคิดว่า “เมืองแห่งอนาคต” จะต้องมีทั้งโครงสร้างทางกายภาพและจิตวิญญาณของเมืองที่พร้อมปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ในรายชื่อ 100 เมืองที่ดีที่สุดในโลกปี 2026 น่าสังเกตว่า สหรัฐอเมริกาครองจำนวนเมืองมากที่สุดถึง 19 เมือง ตามด้วยเยอรมนี 8 เมือง และจีน 7 เมือง

    อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตได้รวดเร็วกว่าทวีปอื่น ๆ โดยหนึ่งในดาวเด่นของภูมิภาคนี้คือ กรุงเทพมหานคร (Bangkok) ซึ่งได้รับการจัดให้อยู่ใน อันดับที่ 22 ของโลกในรายงานปี นี้

    น่าสนใจจากการก้าวกระโดดจากอันดับที่ 32 ในปี 2025 มาถึง 10 อันดับสู่อันดับที่ 22 โดยรายงานระบุว่า กรุงเทพฯ ถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้าน Lovability และ Prosperity เนื่องจากเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเด่นชัด อาหารอร่อย การต้อนรับอบอุ่น และมีความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากช่วงโควิด-19 เมืองหลวงของไทยได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจ

    Resonance ยังคาดการณ์ว่า กรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในเมืองที่มี “การเติบโตของนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนมากกว่า 50% ในอีก 5 ปีข้างหน้า” ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนถึง ความท้าทายที่กรุงเทพฯ ต้องเร่งปรับปรุง หากต้องการก้าวเข้าสู่ระดับ Top 20 ในอนาคต ได้แก่ ระบบขนส่งมวลชนที่ยังต้องขยายความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เมืองและชานเมือง คุณภาพอากาศที่ยังไม่คงที่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสิ่งแวดล้อมเมืองที่ต้องตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น หากกรุงเทพฯ สามารถเร่งการพัฒนาในด้านเหล่านี้ได้ พร้อมกับใช้ประโยชน์จากศักยภาพของท่าอากาศยานนานาชาติและบทบาทในฐานะ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Regional Hub) เมืองนี้ก็มีโอกาสสูงที่จะขยับอันดับขึ้นไปในอนาคต

    รายงานของ Resonance Consultancy สำหรับปี 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียง “การจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่” เท่านั้น แต่ยังเป็น แผนที่ยุทธศาสตร์ของโลกเมือง ที่ชี้ให้เห็นว่า เมืองใดกำลังกลายเป็นศูนย์กลางของโอกาส และเมืองใดต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด กรุงเทพฯ จึงไม่เพียงถูกมองว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ยังเป็น “เมืองแห่งศักยภาพ” ที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่เวทีโลกในฐานะตัวแทนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พร้อมจะเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเมืองยุคใหม่อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733342&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Llt1dKZjy8etilpMtOS7

  • &

    &

    สายเที่ยวเตรียมตัวให้พร้อม เพราะมหกรรมท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เหล่าสาวกเจแปนเลิฟเวอร์ตั้งตารอมากที่สุดกลับมาแล้ว! กับงาน “เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง & ทัวร์ ครั้งที่ 17″ (Visit Japan FIT Fair #17) โดยองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) สำนักงานกรุงเทพฯ ซึ่งครั้งนี้มาในธีม “ญี่ปุ่น ‘เมืองหลัก เมืองรอง’ ที่คุณจะหลงรัก” ที่คุณจะได้พบกับบูธกิจกรรมกว่า 160 บูธ รวมถึงโปรโมชันสุดพิเศษจากสายการบิน โรงแรม และทัวร์ญี่ปุ่นชั้นนำที่พาเหรดกันมาสานฝันคนอยากเที่ยวญี่ปุ่นให้เป็นจริง พร้อมกิจกรรมสุดคาวาอี้ ทั้งโชว์วัฒนธรรมญี่ปุ่น ทอล์กโชว์สุดสนุก ของพรีเมียมสุดคิ้วท์จาก JNTO และมินิคอนเสิร์ตสุดเซอร์ไพรส์จากเหล่าดารา-อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่จะมามอบความสนุกต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แล้วพบกันวันศุกร์ที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5

    ภายในงานจัดเต็มด้วยกองทัพศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสัน และกิจกรรมไฮไลต์สุดฟินตลอด 3 วัน ที่รวบรวมมาไว้ครบทั้งช้อป-ชิม-แชร์ อาทิ

    • วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 รับชมการแสดงเปิดงานแฟร์สุดอลังการ “ระบำซันสะ” ระบำพื้นบ้านชื่อดังจากเมืองโมริโอกะ จังหวัดอิวาเตะ, พิธีเปิดโดยผู้บริหาร JNTO และ ฯพณฯ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แล้วพบกับ นน ชิโนรส ChinoToShare และแอดอ้น แอดมินเพจ Go!Graph Japan ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์เที่ยวเมืองรองญี่ปุ่นในสไตล์อบอุ่น สนุก และเที่ยวตามได้ง่ายๆ
    • วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เต็มอิ่มกับกิจกรรมสไตล์ญี่ปุ่นทั้งวัน เช่น พูดคุยกับ บุ๋น นพณัฐ, บีม กวี และออย อฏิพรณ์, แดน วรเวช, เรโกะซัง ws, พิมขจร Pimkhajon, บีม Beam Sensei, แป้ง Kirarista และอีกมากมาย ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นในหลากหลายแง่มุมผ่านคอนเทนต์สนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจ
    • วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568 วันสุดท้ายของการจัดงาน พบกับเหล่า YouTuber และ Blogger สายเจแปนที่จะมาเล่าประสบการณ์เที่ยวญี่ปุ่นแบบ Unseen ที่จะทำให้คุณอยากแพ็กกระเป๋าทันที อาทิ แอดอ้น แอดมินเพจ Go!Graph Japan, นัท Eat Chill Wander, ฮารุปี้ Harupiii, เคนจิ หรือมะม่วง ญี่ปุ่นมั้ย? by Kenji และแขกรับเชิญพิเศษ หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา พร้อมรับชมโชว์ “นินจา” สุดว้าวที่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ผู้สนใจยังสามารถร่วมวัดระดับความรู้เรื่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ในกิจกรรม “กูรูเรื่องเที่ยวญี่ปุ่น ครั้งที่ 2” เพื่อชิงตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ญี่ปุ่นฟรี! พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษได้ภายในงาน ได้แก่ ร่วมตอบแบบสอบถาม รับ “ที่รองแก้วลายดารุเหมียว” จาก JNTO หรือซื้อสินค้าหรือบริการครบ 8,000 บาท สามารถนำใบเสร็จแลกรับฟรี “หมอนโมมิจิใบไม้เปลี่ยนสี” สุดน่ารัก และเมื่อซื้อสินค้าเที่ยวญี่ปุ่นเมืองรองครบ 2,000 บาท รับ “กระเป๋าปลา” หรือ “Have Fun Pass” พาสท่องเที่ยวญี่ปุ่นสุดคุ้ม ฟรีทันที (เงื่อนไขตามที่ JNTO กำหนด)

    ใครหลงรักญี่ปุ่นต้องห้ามพลาด! ร่วมสัมผัสกลิ่นอายสไตล์ต้นตำรับในใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างใกล้ชิด เดินชิลเหมือนไปญี่ปุ่นจริง เจอครบทั้งเมืองหลัก-เมืองรอง พร้อมโปรฯ เที่ยวสุดคุ้มในงาน “เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง & ทัวร์ ครั้งที่ 17” (Visit Japan FIT Fair #17) ระหว่างวันที่ 21 – 23 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietltaetog189d8x21g8j9d7b284ula5&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w76euIE0TlpNpE6H7kcZp

  • ตม.ขอนแก่นร่วมตำรวจท่องเที่ยว รวบหนุ่มจีนหนีคดี ‘ฉ้อโกง’ ซ่อนตัวหรูใจกลางเมือง เตรียมผลักดันกลับจีน

    ตม.ขอนแก่นร่วมตำรวจท่องเที่ยว รวบหนุ่มจีนหนีคดี ‘ฉ้อโกง’ ซ่อนตัวหรูใจกลางเมือง เตรียมผลักดันกลับจีน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/110007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00h0gjxk7zDlS1e5oUwuOL

  • “พล.ต.อ.ประจวบ” ที่ปรึกษา รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นประธานพิธีเปิดป้ายมอบอาคารเรียน รร.ตชด. จ.เชียงใหม่

    “พล.ต.อ.ประจวบ” ที่ปรึกษา รมว.ท่องเที่ยวฯ เป็นประธานพิธีเปิดป้ายมอบอาคารเรียน รร.ตชด. จ.เชียงใหม่

    เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย ผศ.พรพิมล วงศ์สุข รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดป้ายและมอบอาคารเรียน “อาคาร พลตำรวจเอกประจวบ วงศ์สุข และกัลยาณมิตร” ที่โรงเรียนตระเวนชายแดน (รร.ตชด.) รางวัลอินทิรา คานธี บ้านพะกะเช ต.แม่ตื่น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

    อาคารดังกล่าว เป็นอาคารเรียนคอนกรีต 1 หลัง ขนาด 1 ชั้น 3 ห้องเรียน (ห้องเรียน ขนาด 6×8 เมตร) พื้นที่ใช้สอย 192 ตารางเมตร ใ้ช้งบประมาณ 2,200,000 บาท

    ทั้งนี้ ยัง มี พล.ต.ท.สรไกร พูลเพิ่ม อดีต ผทค.พิเศษ ตร., พล.ต.ท.สรร พูลศิริ อดีต ผทค.พิเศษ ตร., พล.ต.ต.กำพล กุศลสถาพร, พล.ต.ต.ชุมพล ชาญชนะโยธิน, คุณอรพิม วังปรีชา ผอ.สาขาภาคเหนือ มูลนิธิโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในราชูปถัมภ์, คุณวันชัย ดุลยธรรมภักดี, พ.ต.ท.นิรันดร์ ไชยรัตน์ รอง ผกก.ตชด.33, พ.ต.ท.หญิง ภครัตน์ เอนกบุณย์ ผบ.ร้อย ตชด.332 และคณะกัลยาณมิตร รวมทั้ง ครูใหญ่ รร.ตชด.รางวัลอินทิรา คานธี พร้อม คณะครูและนักเรียน เข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง

    ในขณะเดียวกันนี้ได้ร่วมรับชมการแสดงจากนักเรียน รร.ตชด.รางวัลอินทิรา คานธี การแสดงชุด “รำกระทบไม้และได้มอบ ผ้าห่มและอุปกรณ์การเรียน ให้แก่ รร.ตชด.ฯ

    ต่อมาคณะฯ ยังได้เยี่ยมชมสถานที่และกิจกรรมการเรียนการสอน ได้แก่ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน (แปลงเกษตร) โครงการฝึกอาชีพ (ทอผ้า,ทำขนมทองม้วน) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (ตำข้าวครกกระเดี่ยง) และนวัตกรรมการเรียนการสอน (การอ่านการเขียนภาษาไทย)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/256594&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ER8cqFTZpuNF4loXrgEG2

  • ททท. ชี้ทิศทางใหม่การท่องเที่ยวไทย สู่

    ททท. ชี้ทิศทางใหม่การท่องเที่ยวไทย สู่

    ททท. ชี้ทิศทางใหม่การท่องเที่ยวไทย สู่ “New Thailand” เน้น “คุณค่าเหนือปริมาณ” และ “Wellness Economy”


    12/11/2568 | 86 |

    (12 พฤศจิกายน 2568 ) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็น Keynote Speaker ในงาน 55th Nation Group THAILAND’s NEW PROSPECT ณ สเฟียร์ ฮอลล์  โดยมีนายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป นายเกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ กรรมการบริหารอาวุโส เดอะมอลล์กรุ๊ป และเอ็ม ดิสทริค นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติร่วมปาฐกถาภายในงาน 

    ผู้ว่าการ ททท. ได้ฉายภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมชี้ทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “Wellness Economy” และแนวคิด “Value over Volume”ก้าวข้ามจาก Mass Tourism สู่ Premium Destination ที่ให้ความสำคัญกับ คุณค่าของประสบการณ์มากกว่าจำนวนตัวเลข

    ตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย จำนวน 27 ล้านคน ซึ่งททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ New Thailand ด้วยแนวทาง Amazing 5-Economy ประกอบด้วย 

    -Wellness Economy : ยกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพใหม่ กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้เกษียณ วัยทำงานและผู้บริหารรุ่นใหม่
    -Sub-culture Economy : เจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพใหม่(Potential Market) จากกลุ่ม Mass ไปเป็นกลุ่ม Niche Market เช่น Film Maker, Sports Tourism, Yacht & Cruise, Private Jet
    -Night Economy : สร้างสีสันการท่องเที่ยวยามค่ำคืน
    -Tax-Free Economy: มาตรการคืนภาษี การลดภาษีนำเข้า หรือมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ร้านค้า (Instant Tax Refund) และการลดภาษีนำเข้า (Import Tax)
    – Prompt-pay Economy: สนับสนุนการอำนวยความสะดวกการชำระเงินด้วยระบบดิจิทัล

    นอกจากนี้ ททท. ยังขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย World Class Destination ด้วยแนวทาง Value over Volume with 6S ได้แก่ 
    -Smart Experience ยกระดับห่วงโช่อุปทานของการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี
    -Soundness with Wellness
    ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ช่วยเติมเต็มคุณค่าทางด้านจิตใจเป็นสำคัญด้วย Health and Wellness
    -Segmentation for Competition เจาะกลุ่มศักยภาพใหม่ใช้เสน่ห์ไทยกับ 5 must do เป็นจุดขายหลัก และเพิ่มความโดดเด่นด้วยเทศกาล
    – Story to Tell สร้างความรู้ ความเข้าใจ และข้อเท็จจริงของการท่องเที่ยวไทย -Sustainable Tourism พัฒนาเป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน
    – Safety & Security สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทางด้วยความร่วมมือของหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และได้ริเริ่มโครงการ Trusted Thailand ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “ปลอดภัย คุณภาพสูง และเชื่อถือได้” โดยเชิญชวนผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยสมัครเข้ารับการประเมิน เพื่อรับตราสัญลักษณ์

    ประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพเป็น World Class Destination มาร่วมสร้าง New Thailand ใหม่ไปด้วยกัน เพราะอนาคตของการท่องเที่ยวโลก จะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วย “จำนวนเครื่องบินที่ลงสนามบิน” แต่ด้วย “คุณค่าที่ผู้คนได้รับเมื่อได้เหยียบแผ่นดินไทย ”Amazing Thailand“จากดินแดนแห่งรอยยิ้ม… สู่ดินแดนแห่งความหมาย” นี่คือ Thailand’s New Prospect 🇹🇭


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/441809&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gOXx1ktLU7aY1x8i6ccWQ

  • กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตยั่งยืน

    กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตยั่งยืน

    กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตยั่งยืน

    กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างคุณค่าร่วม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันที่ 11 พ.ย. 68 นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความยั่งยืนของประเทศเริ่มต้นจากความเข้มแข็งของชุมชน เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตจากฐานราก สนับสนุนให้ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้ต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    สำหรับเรา การพัฒนาชุมชนไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบขององค์กร แต่เป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ที่กลุ่มเซ็นทรัลยึดถือมายาวนาน เรามุ่งใช้พลังของธุรกิจเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงคุณค่าของผู้คน ท้องถิ่น และสังคม ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อให้ความเจริญทางเศรษฐกิจเดินคู่ไปกับความภูมิใจในรากเหง้าความเป็นไทย เราจึงมุ่งมั่นร่วมพัฒนาสินค้าชุมชน (Community Product) ให้มีศักยภาพทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตรในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงบนพื้นฐานของความยั่งยืน”

    กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในมิติต่างๆ ดังนี้

    โครงการด้านความยั่งยืน เซ็นทรัล ทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล

    • โครงการ “ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา” อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Earth Net Foundation) ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ขับเคลื่อนการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลผลิต การรับซื้อ แปรรูป และจัดจำหน่ายผ่าน “จริงใจ Farmers’ Market” และ “ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต” รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโลจิสติกส์ให้ได้มาตรฐาน อย. นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แกนิก” เป็นศูนย์การเรียนรู้และโฮมสเตย์ด้านเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 14 ล้านบาท มีจำนวนสมาชิกกว่า 130 ครัวเรือน และต้อนรับผู้มาเยือนและศึกษาดูงานกว่า 800 คน ในปี 2567
    • โครงการศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และวิสาหกิจชุมชน พัฒนาเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคนิคคาร์บอนต่ำ พลิกฟื้นพื้นที่เสื่อมโทรมกว่า 5,000 ไร่ สู่เกษตรยั่งยืน นำผลผลิตจำหน่ายที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ จริงใจ Farmers’ Market สร้างรายได้รวมกว่า 41 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,000 ราย โครงการยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนระดับเขตเข้าประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ และได้รับการต่อยอดโดยโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้พัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวชุมชนเชิงเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี
    • โครงการศูนย์การเรียนรู้ทอผ้าย้อมครามและสีธรรมชาติ บ้านกุดจิก วิสาหกิจชุมชนทอผ้าแปรรูปบ้านกุดจิก จ.สกลนคร สืบสานภูมิปัญญาการย้อมครามและสีธรรมชาติ พัฒนานวัตกรรมย้อมผ้าให้ทันสมัยและคงทน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมสร้างโรงย้อม โรงทอ และพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ ได้มีการส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายผ่าน Good Goods และห้างเซ็นทรัล ช่วยขยายตลาด และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจาก 3.5 แสนบาท เป็นกว่า 3.6 ล้านบาท ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คนต่อปี สะท้อนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กับการส่งเสริมสินค้าชุมชน และในมิติต่างๆ

    • Central Robinson Love the Earth Project มุ่งสนับสนุนสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่าน Central Edition ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากชุมชนทั่วไทย และร่วมกับดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ 24 ราย นำวัสดุเหลือใช้กลับมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างประโยชน์และรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ล่าสุดเปิดตัว Organic Zone ในแผนกบิวตี้ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเป็นครั้งแรกของห้างในไทยที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังรณรงค์ใช้วัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ หรือรีไซเคิลได้ เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง พร้อมส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสสู่ชุมชน รวมถึงเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนที่ผลิตจากวัสดุพื้นถิ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ ครอบคลุมทุกหมวดสินค้าในห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันทั่วประเทศ
    • “ท็อปส์ ท้องถิ่น” เป็นโครงการสนับสนุน SME ไทยที่มีศักยภาพสูง แม้เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ให้สามารถเติบโตและเข้าถึงเครือข่าย Tops ทั่วประเทศ รวมถึงขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Local Discoveries – Supporting Thai SMEs to Create Sustainable Growth Together” โครงการได้ผลักดันผู้ประกอบการกว่า 140 ราย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนด้านการตลาด การตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QA) การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขพิเศษ เช่น เครดิตเทอม 15 วัน และไม่มีค่าแรกเข้า โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี และพนักงานไม่เกิน 50 คน เข้าร่วมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่น “ท็อปส์ ท้องถิ่น” เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจเล็กคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มั่นคงและยั่งยืน
    • จริงใจ Farmers’ Market ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้นำพืชผักปลอดภัยและสินค้าขึ้นชื่อของชุมชนมาวางจำหน่ายในพื้นที่ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำไปพัฒนาสินค้า พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้คน (Central to Life) และการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจทั้งในระดับชุมชนและประเทศ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2561 ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัล อุดรธานี ปัจจุบันขยายผลสู่ 28 จังหวัด สนับสนุนกว่า 12,300 ครัวเรือน ยกระดับสินค้าชุมชนกว่า 5,000 SKU สร้างรายได้รวมกว่า 160 ล้านบาทในปี 2025
    • โครงการสนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่นขนาดเล็ก รวมถึงการสนับสนุนผู้ค้า, เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค โรบินสันไลฟ์สไตล์และท็อปส์พลาซ่า สนับสนุนวิสาหกิจท้องถิ่น ผู้ค้า และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยจัดสรรพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม. สำหรับจำหน่ายและแสดงสินค้าชุมชน เพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สร้างรายได้กว่า 20 ล้านบาท และอาชีพกว่า 3,000 ตำแหน่งในไตรมาส 1–3 ปี 2568 พร้อมจัดพื้นที่ประจำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในหลายจังหวัด เช่น กาดเมืองราช, Sea, Kids Market, ตลาดชุมชนคนแปดริ้ว และอาหารดีวิถีเมืองเพชร
    • ไทวัสดุ เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ออกสู่ตลาด เพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการชุมชน 5 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ นครปฐม ปราจีนบุรี มหาสารคาม และลำปาง นำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายในสาขาไทวัสดุทั่วประเทศ ความร่วมมือนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้เกิดรายได้รวมกว่า 5.1 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุม 166 ครัวเรือน และสินค้ากว่า 34 SKU สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
    • ตลาดนัดชุมชน โก โฮลเซลล์ โก โฮลเซลล์ไม่เพียงเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งโอกาสและความใส่ใจต่อชุมชนในทุกจังหวัดที่เปิดสาขา โดยเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนนำสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ชุมชนเติบโตไปพร้อมกัน ปัจจุบันโก โฮลเซลล์มี 13 สาขา สนับสนุนร้านค้าชุมชนแล้วกว่า 247 ร้าน สร้างรายได้รวมกว่า 6.1 ล้านบาท เพราะสำหรับเรา การทำธุรกิจไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการร่วมแบ่งปันความสุขและความสำเร็จกับชุมชนที่เราอยู่ร่วมกัน
    • เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม เดินหน้าโครงการ “Livelihood for Community” เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนภูเขา ผ่านแนวคิด “สร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value)” ที่เติบโตไปพร้อมธุรกิจอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2017 โครงการได้ช่วยเกษตรกรรายได้น้อยกว่า 7 ล้านด่งต่อเดือน ขยายผลในปี 2024 ครอบคลุม 6 โครงการใน 3 จังหวัด สร้างมูลค่าผลผลิตกว่า 4.4 พันล้านด่อง และยกระดับชีวิตเกษตรกรกว่า 126 ครัวเรือน

    บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) กับการส่งเสริมสินค้าชุมชน

    • เซ็นทรัลพัฒนา กับการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายให้กับชุมชน มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยเปิดพื้นที่ภายในศูนย์การค้าทั่วประเทศให้ชุมชนได้นำสินค้าท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ OTOP และของดีประจำจังหวัดมาจำหน่าย รวมกว่า 2,700 กิจกรรม อาทิ งาน Sacit, เพลิน Craft, งานโครงการหลวง และงานจำหน่ายผลไม้ล้นตลาด พร้อมทั้งจัดกิจกรรม “จริงใจมหานคร” ที่เซ็นทรัลเวิลด์เป็นครั้งแรก และร่วมจัดนิทรรศการ Thailand Rice Fest เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวจากเกษตรกรไทย รวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนและสนับสนุนพื้นที่ฟรีสำหรับกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่น อาทิ งาน “มีเทศน์ มีทอล์ค”, พิธีทำบุญตักบาตร, สรงน้ำพระ, งานประเพณีจังหวัด และการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายใต้โครงการ Go Local Love Local ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่ออนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เขาพับผ้า Unseen Thailand จ.นครศรีธรรมราช, งานแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี และงาน ปักษ์ใต้ดีไซน์วีค จ.สงขลา เป็นการสร้างรายได้ กระจายโอกาส และขับเคลื่อนความยั่งยืนให้กับชุมชนทั่วประเทศ

    บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา

    •  เซ็นทารา มุ่งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยนำเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาประยุกต์ในการออกแบบ การตกแต่ง และการบริการภายในโรงแรม รวมถึงสนับสนุนสินค้าชุมชนและงานหัตถกรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชน ทั้งยังให้ความสำคัญกับการเคารพวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสถานที่ทางประวัติศาสตร์ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านกิจกรรม อาหาร และการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อสร้างความเข้าใจและคุณค่าในความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ในปี 2024 โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา สนับสนุนผลิตภัณฑ์สินค้าที่ระลึกจากชุมชน จำนวน 6,066 ชิ้นสินค้า จาก 23 ชุมชน เพื่อวางจำหน่ายในโรงแรมและใช้เป็นของที่ระลึกในห้องพักสำหรับการ เปิดเตียง (Turndown Service) ให้กับลูกค้า

    บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)

    • บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ร่วมกับ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ จำกัด (สลัดแฟคทอรี่) เดินหน้าสานต่อพันธกิจความยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนและพัฒนา “ฟาร์มสามารถ” ณ สมาคมคนพิการ จังหวัดปทุมธานี เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างอาชีพให้ผู้พิการอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนงบประมาณรวม 1,000,000 บาท สำหรับปรับปรุงพื้นที่ สร้างโรงเรือนปลูกผักปลอดสาร พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้พิการ และจำหน่ายใน “ฟาร์มสามารถ คาเฟ่”
    • ขณะเดียวกัน สลัดแฟคทอรี่ ยังส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่น ด้วยการรับซื้อผักจากกลุ่มเกษตรกรกว่า 45 ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในร้าน ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมส่งมอบอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภค

    กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของความยั่งยืนของประเทศ เพราะในทุกผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นล้วนสะท้อนเรื่องราวของผู้คน ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน การต่อยอดและพัฒนาให้สินค้าชุมชนเติบโตอย่างเข้มแข็งจึงเป็นมากกว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่คือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของสังคมไทยให้คงอยู่และก้าวไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิ

    กลุ่มเซ็นทรัลจะยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้กับผู้คนในทุกพื้นที่ ส่งเสริมให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยไปด้วยกันบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน เพื่อให้ความเจริญเติบโตเกิดขึ้นอย่างมีคุณค่า แบ่งปันความภาคภูมิใจและความงดงามของความเป็นไทยสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2894936&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VnqXo7XG9-PyD2Gy5BeLH

  • แผนแก้เกมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมา?

    แผนแก้เกมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมา?

    กว่า 30 ปีที่ประเทศไทยครองตำแหน่ง ‘แชมป์การท่องเที่ยวของภูมิภาค’ สร้างรายได้และการจ้างงานรวมกว่า 20% ของ GDP ผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยสูงเกือบ 40 ล้านคนต่อปี แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า เทคโนโลยีใหม่ และวิถีชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนไป ไทยจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อยู่?

    ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวที The Game Changer in Global Experiential Destination พลิกเกมท่องเที่ยวไทย สู่จุดหมายประสบการณ์ระดับโลก ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ได้ฉายภาพว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องรักษาความเป็นแชมป์การท่องเที่ยวเอาไว้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่การจะรักษาแชมป์ไว้ได้ต้องอาศัยเรื่องเล่าใหม่ ไม่ใช่ขายแค่ Sea Sand Sun แบบเดิม เพราะสิ่งเหล่านั้นประเทศอื่นก็ทำได้ไม่แพ้กัน

    การท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ต้องเล่าเรื่องให้เป็น

    ขณะนี้เดโมกราฟิกของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยเปลี่ยนไป จากจีนกลายมาเป็นมาเลเซีย และอินเดียที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนจากยุคโพสต์รูป-เช็กอิน มาเป็นยุคของ Meaningful Experience คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z มองการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่พักผ่อน แต่เป็นการค้นหาความหมายในชีวิต

    ดังนั้น ประเทศไทยต้องก้าวข้ามจาก Tourist Destination หรือประเทศปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วไป ไปสู่ Experiential Destination หรือ จุดหมายแห่งประสบการณ์ ที่ผู้มาเยือนรู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องราว วัฒนธรรม และผู้คน เช่น ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาไทย ได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น หรือได้ทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อชุมชน

    อีกปัจจัยที่น่ากังวลและไทยต้องแก้ไขให้ได้คือ ‘ความปลอดภัย’ ภาพจำของประเทศไทยจากเคยถูกมองว่าเป็นประเทศอบอุ่น ปลอดภัย มีรอยยิ้มและน้ำใจเป็นจุดขาย วันนี้มีเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

    แม้การแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันที คือ ปรับการรับรู้ของผู้คนทั่วโลกให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง ในโลกยุคดิจิทัล การรับรู้ของผู้คนไม่ได้เกิดจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลแต่เกิดจากสิ่งที่พวกเขาเห็นบนหน้าจอมือถือทุกวัน

    หากคอนเทนต์เกี่ยวกับประเทศไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะของจีน เต็มไปด้วยข่าวลบหรือเหตุการณ์ที่ดูน่ากลัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันละหลายครั้ง ภาพลักษณ์ประเทศจะค่อยๆ เสื่อมถอยโดยอัตโนมัติ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องใช้กลไกการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกโดยตรง ผ่านภาษาที่เข้าใจง่ายและสื่อที่พวกเขาใช้จริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ปลอดภัย อบอุ่น และเป็นมิตร

    End Game การท่องเที่ยวไทย

    ชฎาทิพ ย้ำว่า การท่องเที่ยวไทยยังไม่สิ้นหวัง เพราะสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยไม่ใช่ ภูเขา ทะเล หรืออาหารอร่อยที่สุดในโลก แต่อยู่ที่ ‘คนไทย’ คนที่มีน้ำใจ และอัธยาศัยดี นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกตกหลุมรักประเทศไทย คนไทยทุกคนจึงควรปรบมือให้ตัวเอง เพราะเราคือทุนที่มีค่าที่สุดของชาติ แต่เมื่อเรารู้แล้วว่า เรามีของดี เราจะทำอย่างไรให้สิ่งนี้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศได้จริง

    ชฎาทิพเสนอแนวคิด Bottom-Up Collaboration หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจหรือโครงการจากฐานรากขึ้นสู่ระบบใหญ่ โดยเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ไม่ใช่รอรับนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว โมเดลนี้ถูกพิสูจน์ผลลัพธ์แล้วในเมือง ‘สุขสยาม’ ซึ่งกลุ่มสยามพิวรรธน์จับมือกับภาครัฐ จังหวัด สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และชาวบ้านทั่วประเทศ เพื่อดึง Local Heroesให้กลายเป็น Global Heroes 

    เมืองสุขสยามทำหน้าที่เป็น Development Platform ที่ให้ชาวบ้านจาก 77 จังหวัดนำของดีอาหาร ผ้าทอ กาแฟ งานหัตถกรรมมาขายจริง เรียนรู้จริง และพัฒนาธุรกิจจริง โดยมีนักท่องเที่ยวกว่า 70,000 คนเข้าเยี่ยมชมต่อวัน สินค้าท้องถิ่นถูกนำไปสร้างเป็นคอนเทนต์กว่า 10 ล้านคอนเทนต์ทั่วโลก และในเวลาเพียง 7 ปี ช่วยปลดหนี้ได้กว่า 32,500 ครอบครัว 

    แนวคิดเดียวกันยังถูกต่อยอดสู่เทศกาลอวดเมือง ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จากแต่ละจังหวัดนำเสนอเมืองของตัวเอง โดยผสานการท่องเที่ยว การค้า และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน

    ในระดับประเทศ ชฎาทิพยกตัวอย่างโครงการใหม่ของสยามพิวรรธน์ชื่อ ‘Nextopia’ ซึ่งจะเปิดในสยามพารากอนเร็วๆ นี้ เป็นเมืองแห่งอนาคต ที่รวบรวมธุรกิจด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Sustainability หรือความยั่งยืน เช่น Upcycling, Refill, Farm-to-Table มานำเสนอในรูปแบบที่จับต้องได้จริง เพื่อให้การรักษ์โลก ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นกิจกรรมที่ผู้คนร่วมสร้างได้

    ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ End Game ของการท่องเที่ยวไทย ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือยอดการใช้จ่าย แต่คือการทำให้คนเหล่านั้น รักประเทศไทย จนอยากมาใช้ชีวิตที่นี่ อยากลงทุน อยากย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัท มาตั้งในประเทศไทย หรือแม้แต่ย้ายถิ่นฐานมาพำนักถาวร

    แต่รัฐบาลต้องวางแผนจริงจัง โดยเริ่มจากคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยต้องการคนแบบไหนให้เข้ามาลงทุน? ต้องการธุรกิจประเภทใดที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และยกระดับประเทศ? และเราจะออกแบบระบบอย่างไรให้คนเหล่านี้อยากมาอยู่กับเรา?

    ชฎาทิพเตือนว่า หากไม่วางระบบอย่างรอบคอบ ไทยอาจดึงดูดคนที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาและสร้างปัญหาในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลต้องเป็นผู้ออกแบบระบบที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับกฎหมาย ภาษี และเงื่อนไขการลงทุนที่ยังเป็นอุปสรรค 

    พร้อมทิ้งท้ายว่า การจะรักษาแชมป์การท่องเที่ยวให้ได้ ต้องไม่ใช่การแข่งขันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว แต่แข่งขันกันด้วยความเร็วในการปรับตัว ประเทศที่เร็วกว่าจะได้ใจคนทั่วโลกก่อน ไทยจึงต้องเร่งปรับให้ทัน

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที  (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990.-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-34/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uqd6aCw52sKYCok3TCFs7

  • จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศนำทัพลุยศึกเลือกตั้ง 2569 ภายใต้แนวคิด “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ประเทศในภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    • นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศความพร้อมนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569
    • พรรคก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม
    • พรรคมองว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย

    จตุพร หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ประกาศนำทัพลุยศึกเลือกตั้ง 2569 ภายใต้แนวคิด “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” มุ่งสร้างความหวังใหม่ให้ประเทศในภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรค “โอกาสใหม่” ประกาศความพร้อมอย่างเป็นทางการในการนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ภายใต้สโลแกน “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” โดยยืนยันว่าพรรคจะเป็นทางเลือกใหม่ที่เน้นการรวมตัวของคนทุกเจเนอเรชัน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้กลับมามีศักยภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    นายจตุพร กล่าวว่า พรรคโอกาสใหม่เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานภาครัฐที่เข้าใจระบบราชการอย่างลึกซึ้ง ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่มองโลกในมุมใหม่ เพื่อออกแบบนโยบายที่ “ทำได้จริง และเห็นผลจริง”

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    “วันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รายได้ครัวเรือนลดลง ภาระหนี้สูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายตัว ในขณะที่ปัญหาชายแดนยังคงมีอยู่ ตลอดชีวิตราชการและการทำงานเพื่อประเทศ ผมเห็นศักยภาพของคนไทยมากมายที่ยังไม่ได้รับโอกาส  นี่คือเวลาที่ประเทศไทยต้องการ ‘โอกาสใหม่’  เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมกลับมามั่นคงอีกครั้ง”

    นายจตุพรกล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านของโลกเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจดิจิทัล คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันยังขาดนโยบายชัดเจนในการเตรียมคน เตรียมธุรกิจ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้น

    จตุพร นำทัพ โอกาสใหม่ ลุยเลือกตั้ง 2569 ชู โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

    “พรรคโอกาสใหม่” จะเป็นเวทีของคนทุกวัย ที่รวมความคิดและลงมือทำ เราจะไม่ปล่อยให้ประเทศนี้ติดอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง แต่จะเดินหน้าเพื่ออนาคตของลูกหลาน ให้ประเทศไทยกลับมามีศักยภาพและศักดิ์ศรีบนเวทีโลกอีกครั้ง”นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860693&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tnZhiR6It5ee6hiTrpiZh

  • “นฤมล” ต้อนรับ “หมอนทองวิทยา” ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง เชิญ “อ.สกล” นั่งที่ปรึกษา สพฐ.

    “นฤมล” ต้อนรับ “หมอนทองวิทยา” ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง เชิญ “อ.สกล” นั่งที่ปรึกษา สพฐ.

    “นฤมล” ต้อนรับฮีโร่ “หมอนทองวิทยา” ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง เชิญ “อาจารย์สกล” นั่งที่ปรึกษา สพฐ.ร่วมพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอล สั่งจัดงบดูแลอาคารฝึกซ้อม-หอพักนักเรียน

    วันที่ 12 พ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้การต้อนรับทีมนักฟุตบอลและโค้ชโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่สร้างปรากฏการณ์แฟนบอลเชียร์แน่นสนามศุภชลาศัย ในศึกฟุตบอลนักเรียน 7 คน นำโดย นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา พร้อมด้วยนักเตะเยาวชน และนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของนักเรียนและครูผู้ฝึกสอน ที่สามารถผลักดันให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบของโรงเรียนที่มีศักยภาพ เด็กมีความสามารถ มีหัวใจนักสู้ และได้รับแรงสนับสนุนจากครูและผู้บริหารที่ทุ่มเท จนกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกีฬาในสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเยาวชนทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิ

    “กระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันให้จัดตั้งโรงเรียนกีฬาฟุตบอล ภายใต้สังกัด สพฐ. ตามข้อเสนอของอาจารย์สกล และได้ขอเชิญอาจารย์สกล ซึ่งมีประสบการณ์มาเป็นที่ปรึกษาของ สพฐ. เพื่อร่วมกันวางแนวทางพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอลในทุกภูมิภาค โดยจะจัดทำแผนระยะยาวในการบูรณาการงบประมาณ สนับสนุนอุปกรณ์การฝึกซ้อม และพัฒนาโค้ชผู้ฝึกสอน สร้างระบบการเรียนรู้และการฝึกกีฬาให้มีมาตรฐานระดับประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาเยาวชนด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ให้เด็กได้เรียนรู้ควบคู่กับการฝึกฝนในสิ่งที่รัก และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพนักกีฬาในอนาคต” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่โรงเรียนหมอนทองวิทยา แจ้งว่ายังขาดแคลนหอพักนักเรียน ห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา ห้องฟิตเนส และอาคารฝึกซ้อมที่ยังไม่เพียงพอนั้น ได้มอบหมายให้ทาง สพฐ. เตรียมจัดงบประมาณลงไปดูแลให้เรียบร้อยแล้ว ปีหน้าเราก็จะตามเชียร์กันต่อไป และหวังว่าน้อง ๆ จะคว้าชัยชนะมาให้ชาวบางน้ำเปรี้ยวได้ชื่นชมอีกครั้ง ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ

    ด้านนายอรรถกร กล่าวว่า ตนในฐานะ สส.ฉะเชิงเทรา ขอขอบคุณน้อง ๆ และผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยาที่นำความสุขมาให้คนไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้คนบางน้ำเปรี้ยว สิ่งหนึ่งที่ตนตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ก่อนนัดชิง คืออยากมอบของขวัญที่ไม่ใช่สิ่งของที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นสิ่งที่น้อง ๆ จะเก็บไว้ระลึกได้ตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งพวกคุณคือฮีโร่ของคนฉะเชิงเทราและประเทศไทย

    “จากนี้จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการพัฒนากีฬาในระดับเยาวชน ผมขอขอบคุณทีมหมอนทองวิทยาจากใจ และขอให้น้อง ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขมาก ๆ” นายอรรถกร กล่าว

    ในโอกาสนี้ ผอ.โรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง ตรวจสอบปัญหาความเดือดร้อน และเร่งรัดงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อรองรับสถานีชาร์จรถ EV และระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีความพร้อมทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

    จากนั้น ทีมหมอนทองวิทยาได้โชว์ทักษะฟุตบอลที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมี ศ.ดร.นฤมล และนายอรรถกร ร่วมชมและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/451444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XBjIV4huNCqit8M5NKYeO

  • T

    T

    Ready to make this year-end truly unforgettable? When you book your November or December stay directly through our official website, you’ll receive a Special Gift – just for you! It’s our way of saying thank you for choosing us and making your holiday moments extra special.

    The best memories start with the right choice. Book direct now and let's make magic together this festive season!

    Don’t settle for ordinary when extraordinary is just a click away. Treat yourself to the comfort and joy you deserve—secure your spot today and unlock a delightful surprise upon arrival.

    The best memories start with the right choice. Book direct now and let’s make magic together this festive season!

    Book Now ONLY at https://www.furama.com/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/en/ietltado995ujcwhzn134p5b3tuvfj1x&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IBD925FAuAFBMYVwMLEHQ