Category: ท่องเที่ยว

  • “เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 23” กระตุ้นการท่องเที่ยว

    “เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 23” กระตุ้นการท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    “เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 23” กระตุ้นการท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    12 พฤศจิกายน 2568 สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทยร่วมกับโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน แถลงข่าวการจัดงาน “เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 23” ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์วันวาน…สีสันเมืองทะเล” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

    งานนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 โดยเพิ่มจังหวัดเพชรบุรีเข้าในชื่อ งานจะมีขบวนรถโบราณและรถคลาสสิคจากกรุงเทพฯ-หัวหิน พร้อมกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจะมีการเดินทางจากพิพิธภัณฑ์คนรักรถ AUTO RENDEZVOUS MUSEUM ไปยังโรงแรมดุสิตธานี หัวหินในวันที่ 19 ธันวาคม ผู้เข้าร่วมสามารถชมรถโบราณที่หาชมได้ยาก

    นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของหัวหินและเพชรบุรี พร้อมเสริมสร้างมิตรภาพในวงการรถโบราณ และยินดีที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างดี

    นายพิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน กล่าวเพิ่มเติมว่าโรงแรมฯ ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับหัวหิน ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว
    งานนี้จะเปิดให้ชมฟรีตลอดเส้นทางและเชิญชวนประชาชนร่วมชมขบวนรถคลาสสิคในงาน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454022&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-vJfDcwXKgD_NaQaQq896

  • “ภูมิกิตติ์” ชู Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “ภูมิกิตติ์” ชู Wellness Tourism เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งงาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวในการเสวนา “The Future of Wellness Economy” ในงาน 55th Nation Group THAILAND’s NEW PROSPECT ว่า “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กำลังกลายเป็นหนึ่งใน เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวนักท่องเที่ยว และยืดระยะเวลาการพักเฉลี่ยของนักเดินทางทั่วโลกในไทย

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีทั้งแบบ Primary Wellness Tourism คือเดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง เช่น สปา ดีท็อกซ์ ฟื้นฟูร่างกาย และ Secondary Wellness Tourism คือการท่องเที่ยวทั่วไปที่ผสมกิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น โยคะ อาหารสุขภาพ หรือกีฬาเบา ๆ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตสูงทั่วโลก

    นายภูมิกิตติ์ชี้ว่า ตลาดแห่งโอกาสที่สำคัญในปัจจุบันคือ ตลาดมุสลิม ซึ่งมีประชากรมุสลิมกว่า 5.2 พันล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดซาอุดีอาระเบีย ที่มีการเติบโตของนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยสูงถึง 300% หลังจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เคยเป็นกลุ่ม Big Medical Tourism มาก่อน แต่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่าน (shift) ไปสู่ Wellness Tourism เนื่องจากรัฐบาลประเทศเขาเริ่มลดภาระในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และหันมาสนับสนุนให้ประชาชนหันมาดูแลไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น

    “กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเหล่านี้มีศักยภาพสูง เนื่องจากพวกเขามาในรูปแบบครอบครัวขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะมาเพื่อรับบริการ หรือการออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น  เช่น การมาตรวจเลือดทุก 3 หรือ 6 เดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงทั้งต่อการท่องเที่ยวและสุขภาพของไทย” นายภูมิกิตติ์ กล่าว

    นายภูมิกิตติ์ ย้ำว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่น ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บริการด้านสุขภาพ และอาหารที่หลากหลาย สามารถต่อยอดสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ ระดับโลกได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ มาตรฐานบริการ บุคลากรสุขภาพที่มีความพร้อม ไปจนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเองต้องดีด้วย

    ทั้งนี้ ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกฎหมาย และพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้เพียงพอ ทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ช่วยทางการแพทย์ เพื่อรองรับตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งการท่องเที่ยวจะยั่งยืนได้ ต้องลงมือทำ 

    “ถ้าเราอยากเป็น Wellness Tourism อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีก่อน ประเทศจะดึงดูดนักท่องเที่ยวสุขภาพได้ ก็ต่อเมื่อคนในประเทศสุขภาพดีพอจะเป็นตัวอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ต้องถามภาครัฐถึงนโยบายสนับสนุน เพื่อสร้างความพร้อมก่อน จะจุดธูปอย่างเดียวไม่ได้ต้องทำด้วย” นายภูมิกิตติ์ กล่าว

    นายภูมิกิตติ์ กล่าวว่า ในปี 2569 ประเทศไทยเตรียมจัดงาน World Wellness ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 7–10 พฤศจิกายน 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่ศูนย์กลาง Wellness Tourism ของโลก 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733344&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j2P_1EYslN5ai-YKqeez7

  • กาญจนบุรี//สมาคมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกาญจนบุรีผนึกกำลัง! ร่วมงาน “FD Expo 2025” 11-14 ธ.ค.นี้ ไบเทค บางนา | TOPNEWS

    กาญจนบุรี//สมาคมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกาญจนบุรีผนึกกำลัง! ร่วมงาน “FD Expo 2025” 11-14 ธ.ค.นี้ ไบเทค บางนา | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 12/11/2025 17:10

    สมาคมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กาญจนบุรี ขานรับ นำผู้ให้บริการด้านสุขภาพตบเท้าเข้าร่วมงานใหญ่ FD Expo 2025  “งานเวลเนสและการท่องเที่ยวเพื่อคนวัยเก๋าและมนุษย์ล้อ”  ที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในภูมิภาคอาเซียน 11-14 ธ.ค.2568 ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค-บางนา กรุงเทพมหานคร

    มูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล รายการกฤษนะทัวร์ยกล้อ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผนึกกำลังส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคเท่าเทียมเพื่อคนทั้งมวล เตรียมจัดงานใหญ่ส่งท้ายปี ในงาน “Thailand Friendly Design,Wellness,Sport & Tourism for All Expo 2025: มหกรรมอารยสถาปัตย์ นวัตกรรมสุขภาพ กีฬาและการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 9” ในวันที่ 11-14 ธันวาคม 2568 ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค-บางนา กรุงเทพมหานคร

    นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวว่า FD Expo ก้าวสู่ปีที่ 9 ภายใต้แนวคิด “การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม” (Equal Access for All) รวมพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “Active Aging, Health, Wellness, Longevity, Soft Power, MICE, Sports and Tourism for All ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ สร้างสรรค์สังคมสุขภาพดี มีชีวิตยืนยาว ส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ ธุรกิจไมซ์ กีฬาและการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล“ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางสุขภาพระดับนานาชาติ (Medical Hub), เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism), เมืองไมซ์เพื่อทุกคน (MICE for All), เมืองกีฬาและการท่องเที่ยวที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Sports&Tourism for All)

    “FD Expo 2025 คืองานเวลเนสสำหรับคนวัยเก๋าและมนุษย์ล้อ ที่มุ่งส่งเสริมนวัตกรรม เทคโนโลยีและการออกแบบรวมถึงการท่องเที่ยว เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข มีสิทธิความเสมอภาคเท่าเทียมในการใช้ชีวิต และการเดินทางพักผ่อนท่องเที่ยว โดยสะดวกและปลอดภัย ก่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม ตามกติกาสากลว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างล่าง และไม่ทิ้งใครไว้ในรถอีกต่อไป งานนี้ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่จะแสดงศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ในการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กีฬาและการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยมีอารยสถาปัตย์ (Friendly Design) หรือการออกแบบที่เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่มวัยและทุกสภาพร่างกายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” นายกฤษนะกล่าว

    นอกจากนี้ยังเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการเวลเนสในหลายจังหวัดเพื่อ  แนะนำการดูแลสุขภาพ และการใช้ชีวิตอย่างยืนยาว  โดยนางจิตติมาพร นิลมัย นายกสมาคมการท่องเที่วยเชิงสุขภาพ จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ในงาน FD Expo 2025  ที่จะมีขึ้น 11-14 ธ.ค.นี้ กลุ่มผู้ประกอบการด้านสุขภาพของจังหวัดกาญจนบุรี จะเข้าร่วมงาน โดยนำเวลเนสอัตลักษณ์ไทย ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภูมิปัญญาไทยและสมุนไพร กลุ่มสุขภาพองค์รวม โภชนาการอาหาร  และการดูแลสุขภาพความงาม ด้วยธรรมชาติผสมผสานเทคนิคไยและเกาหลี มาร่วมให้ความรู้และทดลองอย่างเต็มรูปแบบ

    คาดการณ์ว่า งาน FD Expo 2025 จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online จากทั่วโลก รวมถึงมีบูธจัดแสดงสินค้านวัตกรรม เทคโนโลยี และบริการด้านสุขภาพ เวลเนส กีฬาและการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล กว่า 250 บูธ จากองค์กรชั้นนำภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,500 ล้านบาท

    Thailand Friendly Design Expo 2025 เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะแนวคิด “Leave No One Behind – ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม มีสุขภาวะ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

    สนใจออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าหรือบริการ สอบถามข้อมูลได้ที่ Facebook: Thailand Friendly Design Expo โทร: 098-1199888, 081-8551199, 083-1398888

    ปภัชญา ศรีวิเชียร ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.กาญจนบุรี

    ปก web คุณพระช่วย

    SOCAIL 16-9_2ok-Recovered

    “กองทัพภาค1” โดย “กองกำลังบูรพา” ยืนยันพร้อมเดินหน้าปกป้อง ทวงคืนอธิปไตยไทย เข้มปิดด่านตลอดแนว

    ลุงซิ่งเก๋งเสยท้ายกระบะ หลานวัย 1 ขวบ กับ 15 ปี บาดเจ็บสาหัส

    พิธีเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68

    สมุทรสาคร////นายก อบจ.สมุทรสาคร พร้อมด้วย ผู้แทน JMC และ กรมชลประทาน ลงพื้นที่เตรียมพร้อมรับน้ำหลากจากแม่กลองสู่ท่าจีน

    AIS คว้าสุดยอดรางวัลระดับโลก Female Thought Leader of the Year จากเวที The Stevie Awards 2025

    ราชบุรี/// แถลงข่าวจับสลากแบ่งสาย “โอ่งมังกรเกมส์ 2025” เตรียมต้อนรับนักกีฬาเยาวชนทั่วภาคกลางร่วมประชันฝีมือกว่า 16 ชนิดกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1388184&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xjQWkcJ2gqYXTitF1lZ4G

  • ดราม่าตลาดน้ำดำเนินสะดวกจากแม่ค้าถึงพี่จอง-คัลแลนกับการขายสินค้าที่ไม่มีราคากลางอยู่จริง

    ดราม่าตลาดน้ำดำเนินสะดวกจากแม่ค้าถึงพี่จอง-คัลแลนกับการขายสินค้าที่ไม่มีราคากลางอยู่จริง

    กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ถูกวิจารณ์หนักบนโลกโซเชียลเมื่อ จอง และ คัลแลน ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากช่อง Cullen HateBerry ได้เดินทางไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีเพื่อถ่ายทำคอนเทนต์ท่องเที่ยว 

    สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นใหญ่คือมีแม่ค้าที่ตลาดพยายามขายเสื้อผ้าในราคา 600 บาททั้งๆ ที่สินค้านี้ตามปกติมีราคาไม่ถึง พร้อมทั้งได้มีภาพของการเจรจาและการต่อรองสินค้ากันอยู่นานจนกลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกนำเสนอออกมาและกลายเป็นเรื่องราวต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในการขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ  

    ปฏิกิริยาจากคนไทยและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ 

    เมื่อคลิปนี้แพร่กระจายออกไปในโลกออนไลน์ทำให้ชาวเน็ตไทยแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก โดยเฉพาะต่อการที่แม่ค้าขายสินค้าราคาแพงให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเจอกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามเป็นล้าน  

    ความคิดเห็นที่โดดเด่นจากชาวเน็ตไทยคือการที่เห็นจองและคัลเลนบ่นเรื่องราคาสินค้าแพงเป็นครั้งแรกทั้งที่เขาทั้งคู่เป็นนักเดินทางที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย แสดงให้เห็นว่าราคาที่เก็บนั้นสูงกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น  

    การตอบสนองของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือกรมการค้าจังหวัดราชบุรี ได้ออกใบสั่งปรับแม่ค้ารายนี้ทันทีที่พบว่าขายสินค้าในราคาแพงเกินควรเป็นเงิน 2,000 บาท อย่างไรก็ตามชาวเน็ตหลายคนมองว่าค่าปรับนี้ยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดขึ้น 

    รากลึกของปัญหาการตั้งราคาสินค้าแบบสองมาตรฐาน 

    ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บราคาแบบสองมาตรฐานที่แพร่หลายในภาคท่องเที่ยวไทยตั้งแต่อุทยานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ สวนน้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ 

    ในหลายกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่ายเงินสูงกว่าคนไทยถึงสามเท่าสำหรับการบริการเดียวกัน การปฏิบัตินี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนระหว่างโครงสร้างการท่องเที่ยวของไทยกับแนวทางธุรกิจในพื้นที่ที่ผู้ขายและผู้ประกอบการมองว่าการเก็บค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความสามารถในการจ่าย 

    ที่ตลาดแบบไม่เป็นทางการ เช่น ตลาดน้ำ แผงลอย และร้านอาหารในพื้นที่ท่องเที่ยวเหล่าบรรดาผู้ขายจะตั้งราคาสูงในตอนแรกเพื่อคาดหวังให้นักท่องเที่ยวต่อรองลงมา บางสถานประกอบการใช้กลยุทธ์ที่ละเอียดกว่า เช่น การจัดเตรียมเมนูที่แตกต่างกันพร้อมราคาและตัวเลือกสินค้าที่แตกต่างกันสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเปรียบเทียบกับลูกค้าไทย 

    การตอบสนองของภาครัฐและความท้าทายด้านกฎระเบียบ 

    หน่วยงานราชการของไทยได้ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าปัญหาการตั้งราคาแบบสองมาตรฐานเป็นเรื่องที่ต้องเข้ามาดูแลและจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสบการณ์การท่องเที่ยวในเชิงลบและความคิดเห็นเชิงลบทางออนไลน์ได้ตามมาคุกคามอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ  

    เหตุการณ์นี้ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกได้กระตุ้นให้เกิดการดำเนินการด้านการบริหาร กรมการค้าจังหวัดราชบุรีออกมาตรการปรับ 2,000 บาทจากผู้ขายที่ขายสินค้าเกินราคา สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อสังคมเกิดการกระเพื่อมอะไรสักอย่างหนึ่งทางภาครัฐก็พร้อมที่จะจัดการให้ทันท่วงทีเช่นกัน  

    ท้ายที่สุดคำถามที่หลายคนๆ ผุดขึ้นมาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ก็คือ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องที่ว่าผู้ขายสินค้าควรเก็บราคาค่าสินค้าหรือบริการที่เท่าไหร่ แต่เป็นคำถามที่ลึกซึ้งว่าประเทศไทยต้องการให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกรู้สึกอย่างไรเมื่อพวกเขากลับบ้านไปเพราะแต่ละคนที่มาเยือนประเทศไทยทุกคนล้วนแล้วแต่ได้รับเรื่องราวหลายๆ อย่างจากประสบการณ์กลับไปบอกเล่าให้ผู้คนมากมายได้ฟัง ฉะนั้นแล้วเราอยากให้มองประเทศเราแบบไหน เป็นประเทศที่อบอุ่นน่าเดินทางมาเที่ยวมาจับจ่ายใช้สอยหรือเป็นแค่ประเทศหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการขูดรีดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็อยู่ที่ว่าหน่วยงานหรือภาครัฐจะเลือกดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/culture/thai-floating-market-dual-pricing-controversy-korean-youtubers&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p1Z2lXB3itUS3Qzg25rhx

  • ททท. เปิด 6 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ New Prospect

    ททท. เปิด 6 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ New Prospect

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยในงาน 55th Nation Group THAILAND’s NEW PROSPECT ภายใต้หัวข้อ “THAILAND’s NEW PROSPECT” ว่า การท่องเที่ยวเป็นองค์ประกอบที่ สำคัญที่ทำให้เกิดโอกาสใหม่ของประเทศไทย 

    ในยุคปัจจุบันพลังของนวัตกรรม ความเชื่อ และจิตวิญญาณ เริ่มที่จะเดินไปด้วยกัน แม้หลายคนอาจมองว่าขัดแย้งกันก็ตาม ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับและเปลี่ยนแบบสมาร์ท เพื่อให้ทันต่อโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเผชิญความท้าทาย

    ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยวถูกยกให้เป็น “เดอะ แบก” ความหวังของคนทั้งประเทศ แต่ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนหลายประการ ได้แก่ 

    1.ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในประเทศ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 1.8-2.3% ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน GDP
     
    2.สังคมและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยในเรื่องของภัยพิบัติของธรรมชาติก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่สามารถควบคุมได้ และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    3.การเมือง ความมั่นคง และภาพลักษณ์ ประเทศไทยเผชิญกับบททดสอบที่สำคัญ ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ ไปจนถึงกรณีการลักพาตัวชาวจีน ซึ่งกระทบต่อความรู้สึกของคนจีนอย่างรุนแรง จนทำให้นักท่องเที่ยวลดลงถึง 30% ในเดือน ก.พ.2568 ที่ผ่านมา เหตุการณ์เหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาอื่นๆ เช่น แผ่นดินไหว ธุรกิจสีเทา ปัญหาชายแดน และความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์

    ททท. เปิด 6 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ New Prospect ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    “บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากวิกฤตการณ์เหล่านี้ คือ อย่าล้อเล่นกับความรู้สึก ทุกภาคส่วนจึงต้องลงรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างจริงจัง” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว 

    การพลิกโฉมสู่ “คุณค่ามากกว่าปริมาณ”

    แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่ประเทศไทยยังคงเป็น “Amazing Thailand” เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม วัฒนธรรม และความสุข ที่ทั่วโลกจดจำ 

    ทั้งนี้ ความสำเร็จในยุคใหม่ไม่ได้วัดจากจำนวนนักท่องเที่ยว โดย ททท. ให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างการท่องเที่ยวที่เน้น “คุณค่ามากกว่าปริมาณ” เป้าหมายคือการเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศที่ “สร้างตำนานและคุณค่า และ ความหมายให้กับชีวิต”

    จากสถิติในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทย จำนวน 27.76 ล้านคน แม้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมจะลดลง 7% เป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้ลดลง 13.73% อยู่ที่ 19.03 ล้านคน แต่ในมิติของรายได้ พบว่า นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากขึ้น เป็นผลจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป โดยเฉพาะ UK, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, Middle East, และอเมริกา ซึ่งหลายประเทศมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถือเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นแนวคิด “Value over Volume” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในยุคใหม่

    ททท. เปิด 6 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ New Prospect ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    Amazing 5 Economy 

    เพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยงเชิงคุณภาพ ททท. ได้นำเสนอแนวคิด Amazing 5 Economy ประกอบด้วย 

    1. Wellness Economy: เน้นกลุ่มผู้สูงวัยและผู้เกษียณอายุจากทั่วโลกที่ต้องการใช้ชีวิตระยะยาวในไทย โดยเฉพาะการเติมเต็มด้วย Medical Health and Wellness ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่น มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสถานพยาบาลคุณภาพที่ได้รับการรับรอง JCI เป็นจำนวนมาก

    2. Sub-Culture Economy: สร้างความแตกต่างโดยการเจาะลึกความต้องการระดับ DNA ของนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีพลังในการขยายตัวผ่านนวัตกรรมและโอกาสออนไลน์ เช่น กลุ่ม LGBTQ, กลุ่มความสนใจเฉพาะทางอื่นๆ

    3. Night Economy: มุ่งเน้นการกระจายความเจริญไปสู่เมืองหลัก และเมืองน่าเที่ยว หรือเมืองรอง โดยฝากให้รัฐบาลช่วยแก้ไขอุปสรรคและข้อบังคับที่ขัดขวางการพัฒนาในพื้นที่เหล่านี้

    4. Tax-Free Economy: การผลักดันมาตรการภาษี เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพิจารณาการจัดตั้ง Tax-Free Zone ในจังหวัดหลักและเมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ

    5. Prompt-Pay Economy: มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกในการจ่ายเงินทุกระดับประทับ ใจ โดยผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถชำระเงินได้ทุกที่อย่างง่ายดาย

    นอกจากนี้ แนวคิดใหม่ที่นำเสนอทั่วโลก คือ Amazing Thailand New Luxury ซึ่งนิยามความหรูหราใหม่ว่าไม่ใช่สิ่งของราคาแพง แต่เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่า การสร้างคุณค่าให้กับจิตใจ สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลงรัก คือ รอยยิ้ม จากมิตรไมตรีของคน ไทย และความสวยงามของธรรมชาติ

    6 แนวทางในปี 69 ขับเคลื่อนสู่อนาคต 

    ททท. ได้กำหนดแนวทางหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 6S สู่ New Prospect สร้างอนาคตใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยยั่งยืนและมีคุณภาพ

    1. Smart Experience การนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการท่องเที่ยวไทย ผสานโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้เกิดประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ

    2. Soundness with Wellness ตอบรับเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวมากกว่า 50% มีแนวโน้มที่จะใส่ใจสุขภาพและเดินทางมาประเทศไทยเพื่อการ Wellness โดยไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลาง Wellness ของภูมิภาค 

    3. Segmentation for Competition รักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าเดิม ควบคู่กับการหาพันธมิตรใหม่ ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ และยกระดับกิจกรรมท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    4. Story to Tell ส่งเสริมให้คนไทยเป็นผู้สื่อสารความเป็นไทย ถ่ายทอดความมีเสน่ห์และมิตรไมตรี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้โดดเด่นบนเวทีโลก

    5. Sustainable Tourism ผู้ประกอบการที่ไม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนจะเดินหน้าร่วมกับ ททท. ได้ลำบาก ย้ำว่าความยั่งยืนต้องเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา

    6. Safety & Security ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ทั้งระบบ CCTV 24 ชั่วโมง ระบบการเงิน การสื่อสาร การคมนาคมขนส่งนเพื่อให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพการบริหารจัดการของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mjFcT4frG62fIYiyoYuNF

  • เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด คืนชีพรถโบราณสุดคลาสสิก ปลุกท่องเที่ยวสองเมืองทะเล

    เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด คืนชีพรถโบราณสุดคลาสสิก ปลุกท่องเที่ยวสองเมืองทะเล

    เมื่อวันที่ 12 พ.ย.68 สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน แถลงข่าวการจัดงาน “เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 23” ตามแนวคิด “เสน่ห์วันวาน…สีสันเมืองทะเล” ระหว่างวันที่ 19 – 21 ธ.ค.68 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย, ดร.อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี เลขาธิการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย, นายธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี, นางดวงใจ คุ้มสอาด ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี, นางสาววรกานต์ ถาวร รอง ผอ.ททท.สำนักงานประจวบฯ, นายศิรพันธ์ กมลปราโมทย์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน, นายยุทธพล อินมอญ ปลัดเทศบาลเมืองชะอำ, นายพิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ร่วมการแถลงข่าวท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง

    นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ กล่าวว่า “งานเพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 และเป็นครั้งแรกที่เพิ่มจังหวัดเพชรบุรีเข้าไปในชื่องาน โดยจะมีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทางสมาคมฯ ยังคงร่วมกับโรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เป็นปีที่ 4 และยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเช่นเคยจากพันธมิตรเดิมทั้ง หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลนครหัวหิน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมถึงมีพันธมิตรใหม่ “ฮาร์ดร็อค คาเฟ่ หัวหิน” สมาคมฯ หวังสร้างมิตรภาพตลอดการเดินทาง กระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยขบวนรถโบราณและรถคลาสสิคบนเส้นทาง กรุงเทพฯ-หัวหิน ตามแนวคิด “เสน่ห์วันวาน…สีสันเมืองทะเล – The Charm of Yesteryear…a Seaside Town with Local Colour” เพื่อให้บรรดาคนรักรถโบราณได้สัมผัสกับ “หัวหิน” เมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สวยงาม สร้างเสน่ห์ และสีสันที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

    นายพิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน กล่าวว่า โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานขบวนพาเหรดรถโบราณหัวหินต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ขอขอบคุณสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทยที่ให้ความไว้วางใจและเลือกโรงแรมของเราเป็นสถานที่จัดงานอันทรงคุณค่านี้ ขบวนพาเหรดรถโบราณนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ชาวเพชรบุรี-หัวหิน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างรอคอยทุกปี เพราะเป็นโอกาสได้ชื่นชมความงดงามของยนตรกรรมคลาสสิกที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน มีความยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมเปิดพื้นที่อันกว้างขวาง รวมถึงศูนย์การประชุมที่สามารถรองรับการจัดงานและคาราวานรถโบราณได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    สำหรับพิธีปล่อยขบวนรถโบราณ “เพชรบุรี-หัวหิน วินเทจ คาร์ พาเหรด ครั้งที่ 23” จะเริ่มต้นที่ พิพิธภัณฑ์คนรักรถ AUTO RENDEZVOUS MUSEUM-BANGKOK ถนนประชาอุทิศ สู่ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 โดยประชาชนทั่วไปสามารถชมรถคลาสสิค และรถโบราณอันทรงคุณค่าได้อย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/VintageCarClub

    #ภูมิภาค-31

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109894&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R6Ln0KeWtpLnEbC3PtbT3

  • เตรียมเงินไว้! ญี่ปุ่นเตรียมปรับขึ้น “ค่าธรรมเนียมวีซ่า” เพื่อแก้ปัญหาคนเที่ยวล้น!

    เตรียมเงินไว้! ญี่ปุ่นเตรียมปรับขึ้น “ค่าธรรมเนียมวีซ่า” เพื่อแก้ปัญหาคนเที่ยวล้น!

    ใครจะเที่ยวญี่ปุ่น ต้องรู้ไว้ ​รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาเตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2569 (เมษายน 2569 – มีนาคม 2570) มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินศักยภาพในการรองรับของเมือง

    ​โดยการขึ้นครั้งนี้ได้มีการพิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่ามีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการท่องเที่ยวที่มีคนเข้ามามากเกินไป เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและการรักษาสภาพแวดล้อม

    ​แม้ว่ารายละเอียดของอัตราค่าธรรมเนียมใหม่จะยังไม่เป็นที่เปิดเผย แต่การปรับขึ้นนี้จะส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปญี่ปุ่นต้องเตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าที่สูงขึ้น

    471841608_10162199522320560_1

    ​สิ่งที่ต้องเตรียมตัว

    ถึงแม้ว่าตอนนี้ในประเทศญี่ปุ่นเวลาที่คนไทยเข้าจะฟรีวีซ่าอยู่แต่ก็ยังแนะนำให้ ควรติดตามข่าวสารจากสถานกงสุลญี่ปุ่นประจำประเทศไทยอยู่เพื่ออัพเดทข้อมูลว่าเวลาเข้ายังฟรีวีซ่าอยู่หรือไม่

    มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นที่คุณภาพของประสบการณ์ท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ นักท่องเที่ยวควรเตรียมพร้อมและวางแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30cwTMg4PpubbC9VBYaTy1

  • ตร.ท่องเที่ยวกระบี่เดินหน้าสร้างความอุ่นใจ เปิดช่องทางขอความช่วยเหลือผ่านแอปฯ TPB | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวกระบี่เดินหน้าสร้างความอุ่นใจ เปิดช่องทางขอความช่วยเหลือผ่านแอปฯ TPB | TOPNEWS

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 พ.ต.ท.สราวุฒิ เกาะกลาง สว.ส.ทท.3 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมสายตรวจตำรวจท่องเที่ยวเขต 1 (อ่าวนาง) ลงพื้นที่บริเวณแลนด์มาร์คอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ เพื่อประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน THAILAND TOURIST POLICE (TPB App) ในพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง (Strong Tourism Community)

    เจ้าหน้าที่ได้ให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับ การท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย และวิธีขอความช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยสามารถติดต่อผ่านแอปฯ TPB หรือสายด่วน 1155 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่และล่ามแปลภาษา 8 ภาษาให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ในช่วงเปิดฤดูท่องเที่ยว (High Season) รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชนท่องเที่ยวให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1387956&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kHwtJtM-URolovQ1xpqf1

  • สัมผัสเสน่ห์ “กว่างซี” ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมจีน

    สัมผัสเสน่ห์ “กว่างซี” ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมจีน

    กว่างซี (Guangxi) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง” ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศจีน เป็นดินแดนที่มีความโดดเด่นทั้งทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ กว่างซีมีพรมแดนทางทิศใต้ติดกับประเทศเวียดนาม และอ่าวตังเกี๋ย ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ การค้า และการคมนาคมทางทะเลมาตั้งแต่สมัยโบราณภูมิประเทศของกว่างซีส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูงสลับซับซ้อน 

    นอกจากนี้ กว่างซียังเป็นถิ่นอาศัยของชนกลุ่มน้อยจำนวนมาก โดยเฉพาะชนชาติจ้วง (Zhuang) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ผู้คนที่นี่ดำรงชีวิตตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม มีภาษา วัฒนธรรม ดนตรี และงานหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปี กว่างซีจึงเป็นแหล่งกำเนิดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายยังคงหลงเหลืออยู่ในภูมิภาคแห่งนี้

    กว่างซี ดินแดนที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไว้อย่างลงตัว พร้อมพาทุกคนออกเดินทางไปสัมผัสและเรียนรู้ส่วนหนึ่งของเรื่องราวจากแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

    อ่านข่าว : “กว่างซี” ประตูยุทธศาสตร์เชื่อมจีน-อาเซียน ไทยคู่ค้าอันดับ 2 โอกาสสินค้าสู่ตลาดโลก

    “สามถนนสองตรอก” แลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ เสน่ห์วัฒนธรรมจีนโบราณ

    “สามถนนสองตรอก” หรือ ซานเจียเหลี่ยงเซี่ยง (三街两巷) สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชื่อดัง ตั้งอยู่ในเขตซิงหนิง ใจกลางเมืองหนานหนิง เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

    “สามถนน” (三街) หมายถึง ถนนซิงหนิง (兴宁) ถนนหมินเซิง (民生) และถนนเจี่ยฟั่ง (解放)

    ส่วน “สองตรอก” (两巷) ได้แก่ ซอยจินซือ หรือซอยสิงโตทอง และซอยหยินซือ หรือซอยสิงโตเงิน ซึ่งเป็นตรอกโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง มีอายุกว่าร้อยปี

    ในอดีต พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของเมืองหนานหนิง ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นย่านท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมและการค้าสมัยใหม่ โดยคงสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมไว้ได้อย่างงดงาม อาคารเก่าแก่หลายหลังได้รับการปรับปรุงให้กลายเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นเมืองเก่าไว้อย่างชัดเจน

    ย่านนี้ยังเป็นที่ตั้งของโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดเทพเจ้าแห่งเมืองหนานหนิง และอนุสรณ์สถานเติ้งหยิงเฉา สตรีผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองของจีน และภริยาของโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศจีน

    สามถนนสองตรอก ยังเป็นแหล่งรวมอาหารพื้นเมืองชื่อดังของหนานหนิง โดยเฉพาะ “เหล่าโยว่ปิง” (老友併) ขนมแป้งอบสูตรโบราณที่มีความหมายว่า ขนมสหาย หรือ ขนมเพื่อนเก่า ซึ่งถือเป็นของฝากยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

    ด้วยการผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบัน “สามถนนสองตรอก” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองหนานหนิง ที่สะท้อนภาพความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมควบคู่ไปกับความมีชีวิตชีวาของเมืองยุคใหม่อย่างลงตัว

    อ่านข่าว : หนานหนิงศูนย์กลาง AI สะพานเทคโนโลยีจีน-อาเซียนสู่อนาคตดิจิทัล

    ย้อนรอย 2 พันปี “ภาพเขียนผาฮวาซาน” หลักฐานศิลปะและจิตวิญญาณ

    “ภาพเขียนบนหน้าผาฮวาซาน” (Hua Shan Rock Art / 花山岩画) หรือที่ชาวจ้วงเรียกว่า “ผาลาย” หนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมอันทรงคุณค่าแห่งชนชาติจ้วง ตั้งอยู่บนหน้าผาหินปูนริมแม่น้ำหมิงเจียง (Mingjiang River) เมืองหนิงหมิง

    เชื่อกันว่าภาพเขียนเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของชาวจ้วงเมื่อราว 200 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 2,225 ปีมาแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมโบราณและความเชื่อทางจิตวิญญาณของผู้คนในยุคนั้น

    ภาพเขียนประกอบด้วยภาพบุคคล เครื่องมือ และสัตว์ต่าง ๆ รวมกว่า 1,900 ภาพ โดยเฉพาะภาพพิธีกรรม การเต้นรำ การประกอบพิธีทางศาสนา และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของชุมชน ซึ่งเป็นการบันทึกวิถีชีวิตของคนในสมัยโบราณไว้อย่างละเอียด

    หนึ่งในภาพที่มีความหมายโดดเด่นคือ ภาพกบ ซึ่งชาวจ้วงโบราณเชื่อมโยงกับสังคมเกษตรกรรม กบเป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูเพาะปลูก เมื่อกบส่งเสียงร้อง หมายถึงฤดูกาลแห่งการผลิตได้เริ่มต้นขึ้น อีกทั้งกบยังเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อการเกษตร เพราะช่วยกำจัดแมลงในไร่นาโดยไม่ต้องใช้สารเคมี

    ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ ภาพเขียนบนหน้าผาฮวาซานจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 15 ก.ค 2559 หรือเมื่อ 9 ปีที่แล้ว

    “เมืองโบราณไท่ผิง” มรดกแห่งกาลเวลา เมืองเก่ากว่า 1,000 ปี

    “เมืองโบราณไท่ผิง” (Taiping Ancient Town / 太平古城) เมืองเก่าแก่ ที่ตั้งอยู่ในเขตเจียงโจว เมืองฉงจั่ว คือแหล่งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนร่องรอยอารยธรรมจีนโบราณมายาวนานกว่า 1,000 ปี ทั้งยังเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม ประเพณี และสถาปัตยกรรม

    เมืองไท่ผิงเริ่มต้นขึ้นในสมัย ไท่ผิงซิงกั๋ว (ค.ศ. 976–984) แห่งรัชสมัยจักรพรรดิไท่จง ราชวงศ์ซ่ง โดยหมู่บ้านไท่ผิงได้ถูกก่อตั้งขึ้นในยุคนั้น

    จุดนี้เคยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและลำน้ำ เคยผ่านสมรภูมิรบมานับสิบครั้ง ก่อนจะได้รับการพัฒนาและขยายตัวในสมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิง ซึ่งได้ร่วมกันสถาปนาถนนไท่ผิง และเขตปกครองไท่ผิง ตามลำดับ

    หนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองนี้คือ กำแพงเมืองโบราณ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1372 ในสมัยราชวงศ์หมิง เดิมเป็นกำแพงดินสูงราว 7 เมตร ล้อมรอบเมืองยาวกว่า 2 กิโลเมตร ต่อมาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ได้มีการบูรณะเปลี่ยนเป็นกำแพงหิน ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือให้ชมอยู่ประมาณ 1.3 กิโลเมตร

    ปัจจุบัน เมืองโบราณไท่ผิงได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ผสมผสานความเก่าแก่กับความร่วมสมัยนักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสเสน่ห์ของอดีตได้จาก ประตูเมืองเก่า ถนนหินโบราณ และสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่แฝงกลิ่นอายของยุคสมัยราชวงศ์หมิงและชิง อีกทั้งยังได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง ชมการแสดงทางวัฒนธรรม และเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น

    นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ มุมถ่ายภาพยอดนิยม รวมถึงบริการเช่าชุดจีนโบราณ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสวมใส่ถ่ายรูปท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่า

    ประตูมิตรภาพจีน-เวียดนาม จากสมรภูมิรบสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

    “ด่านโหย่วอี้กวาน” (Youyiguan Border / 友谊关) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ด่านมิตรภาพ” เป็นหนึ่งใน 9 ด่านหลักของประเทศจีน และได้รับสมญาว่า “ประตูทางใต้ของจีน” เป็นจุดผ่านแดนทางบกระหว่างจีนกับเวียดนามที่มีทั้งความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ตั้งอยู่ในอำเภอระดับเมืองผิงเสียง เมืองฉงจั่ว

    ซึ่งด่านมิตรภาพแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเป็นสถานที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีนหลายครั้ง

    ยุคราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) ด่านนี้ถูกสร้างขึ้นและได้รับชื่อว่า “เจิ้นหนานกวาน” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ด่านปราบปรามแดนใต้” สะท้อนถึงมุมมองของจักรวรรดิจีนที่มีต่อดินแดนทางใต้ในขณะนั้น

    สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368–1644) ด่านแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นและได้รับชื่อว่า “เจิ้นหนานกวาน” ซึ่งมีความหมายว่า “ด่านปราบปรามแดนใต้” สะท้อนมุมมองของจักรวรรดิจีนที่ต้องการควบคุมดินแดนตอนใต้ในยุคนั้น

    สมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 1953) หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ชื่อด่านถูกเปลี่ยนเป็น “มู่หนานกวาน” ซึ่งมีความหมายในเชิงประนีประนอมมากขึ้นว่า “ด่านปรองดองแดนใต้”

    ยุคสงครามเวียดนาม (ค.ศ.1965) ชื่อของด่านถูกเปลี่ยนอีกครั้งเป็น “โหย่วอี้กวาน” หรือ “ด่านมิตรภาพ” ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจีนคอมมิวนิสต์กับเวียดนามเหนือในเวลานั้น

    ทั้งนี้ ชื่อ “เจิ้นหนานกวาน” จะถูกสลักทางฝั่งที่หันหน้าเข้าสู่ประเทศจีน ส่วนชื่อ “โหย่วอี้กวาน” จะสลักอยู่อีกด้านหนึ่งที่หันหน้าไปทางเวียดนาม

    เหตุการณ์สำคัญที่สุดทางประวัติศาสตร์ของด่านนี้คือ ยุทธการที่ด่านเจิ้นหนานกวาน ในช่วง สงครามจีน-ฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1885 เมื่อกองทัพจีนแห่งราชวงศ์ชิง ปะทะกับกองทัพฝรั่งเศส โดยกองทัพฝรั่งเศสภายใต้การนำของนายพล ฟร็องซัว เดอ เนกริเย พยายามบุกทะลวงด่านนี้เพื่อเข้าสู่มณฑลกวางสีของจีน

    ทางกองทัพจีน ที่นำโดยขุนพล เฝิง จื่อไฉ ซึ่งในขณะนั้น มีอายุ 67 ปี และถูกเรียกตัวกลับมารับราชการ ได้นำทหารจีนบุกเข้าปะทะกับทหารฝรั่งเศสด้วยตนเองอย่างกล้าหาญ การจู่โจมนี้สร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพจีนอย่างมหาศาล

    ในที่สุดกองทัพฝรั่งเศสพ่ายแพ้ ถูกบังคับให้ล่าถอยกลับไปยังเมืองหลั่งเซิน ในเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งในชัยชนะทางบกที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุดของจีนเหนือกองกำลังชาติตะวันตกในศตวรรษที่ 19

    แม้ว่าจีนจะได้รับชัยชนะในสมรภูมินี้ แต่ผลของสงครามโดยรวมก็นำไปสู่การลงนามใน “สนธิสัญญาเทียนจิน” ซึ่งจีนจำต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

    ในปัจจุบัน ด่านมิตรภาพได้แปรเปลี่ยนจากสมรภูมิรบในอดีต มาเป็นหนึ่งในจุดผ่านแดนทางบกที่สำคัญและพลุกพล่านที่สุดระหว่างจีนและเวียดนาม และอาเซียน

    ตัวอาคารด่าน และป้อมปราการโดยรอบ ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมและเรื่องราวทางสงครามในอดีต พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งมิตรภาพระหว่างสองชาติ

    แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งศึกษาทางโบราณคดีที่สำคัญเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกว่างซี ซึ่งไม่เพียงแต่มีคุณค่าในด้านความงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าและความรุ่งเรืองของอารยธรรมจีนในอดีตได้อย่างชัดเจน เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงยังมีสถานที่ทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ทั้งโบราณสถาน เมืองเก่า ศิลปะหิน และพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่รอให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ ค้นหา และสัมผัสเรื่องราวของผู้คนในอดีตกาลที่ส่งต่อจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นปัจจุบัน

    อ่านข่าว :

    “ด่านรถไฟผิงเสียง-โหย่วอี้กวาน” รุกโลจิสติกส์ ประตูเศรษฐกิจผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน

    “คลองผิงลู่” ทางลัดสู่ทะเลในกว่างซี ประตูโอกาสสินค้าจีน-อาเซียน

    “อ่าวเป่ยปู้” ท่าเรืออัจฉริยะศูนย์กลางโลจิสติกส์การค้าทางบก-ทะเล เชื่อมจีนกับอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HJAbwaDilFxWO8a-b2Xje

  •  ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

     ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

    เศรษฐกิจ

     ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

    วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     ททท. ผนึกพันธมิตร เปิดเส้นทางมงคล “เที่ยวไทย 50 ชุมชน”

     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน รวมถึง โรงแรมในเครือ ฟอร์จูน กรุ๊ป  บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)  โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ  บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เปิดโครงการ “Exclusive Trip 2 วัน 1 คืน กรุงเทพฯ – ชลบุรี” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวไทย 50 ชุมชน ศาลเจ้าเก่า สุขใจเสริมมงคล ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–จีน 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างการรับรู้ถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนพิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ โดยมี นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วย อาจารย์คฑา ชินบัญชร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย–จีน และพรีเซ็นเตอร์ “เที่ยวไทยรับพลังบวก” นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย  รวมถึงผู้แทนจากพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่มุ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาวไทย ชาวจีน และชาวไทยเชื้อสายจีน ผ่านการเดินทางตามรอยศรัทธาในเส้นทางศาลเจ้าเก่า พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนในมิติของวัฒนธรรม ความเชื่อ และอาหารท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และรากเหง้าของสังคมไทย–จีนที่อยู่คู่กันมายาวนาน   นอกจากนี้ โครงการยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ชุมชน และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคม

    โดย CP LAND ได้ร่วมผลักดันแนวทางนี้ผ่านเครือโรงแรมในเครือ ฟอร์จูน กรุ๊ป (Fortune Hotel Group) ที่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ททท. และพันธมิตรเชื่อมั่นว่า “Exclusive Trip” ครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลความร่วมมือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในการเดินทางอย่างมีคุณค่า สร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและศรัทธาให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #เที่ยว50ชุมชนศาลเจ้าสานสัมพันธ์ไทยจีน#CPLAND #FortuneHotelGroup      #AccessibleCommunitiesForLife 

    #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต#โรงแรมอวานีรัชดา  #คฑา ชินบัญชร 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/454015&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ftcpc8GOvYU55Gai5Qx7H