Category: ท่องเที่ยว

  • ททท.สำนักงานตราด ปิดฉากกิจกรรม ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก | TOPNEWS

    ททท.สำนักงานตราด ปิดฉากกิจกรรม ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก | TOPNEWS

    ททท.สำนักงานตราด ปิดฉากกิจกรรม “ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก” และ “แหลมงอบใจเกินร้อย” ดึงนักปั่นจาก 25 จังหวัด ร่วมสร้างปรากฏการณ์สุดคึกคัก พร้อมประกาศแผนต่อยอดสู่ “ตราด 100” และไตรกีฬา ที่หาดราชการุณย์

    อ.แหลมงอบ จ.ตราด/เวลา 06.29 น.-12.00 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณลานประภาคารแหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอเเหลมงอบ เป็นประธานกล่าวเปิดการแข่งขันจักรยานทางเรียบรายการ “แหลมงอบใจเกินร้อย” และกิจกรรม “ปั่นชมพระอาทิตย์ขึ้นสุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก” ประจำปี 2568 ที่ทางสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจ.ตราด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ร่วมจัดขึ้น โดยมีภาคเอกชนของจังหวัดตราด ประกอบด้วยหอการค้าจังหวัดตราด และผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมทั้งเทศบาลตำแหลมงอบ ตำรวจท่องเที่ยวตราด ,กู้ภัยหลักเกาะ ร่วมและบริษัท นิธิกานต์ จำกัด ให้การสนับสนุน ที่มีนักปั่นจักรยานทั้งปั่นเพื่อสุขภาพ ปั่นและเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 131 คน และเพื่อการแข่งขัน 163 คน รวมทั้งหมด 194 คน และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ทั้งหมดรวมกว่า 288 คัน สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่คึกคักและส่งเสริมภาพลักษณ์ของจังหวัดตราดในฐานะ “สวรรค์ของนักปั่น”

    โดยกิจกรรมนี้มีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อดึงดูดนักปั่นทั่วประเทศในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาชื่อดังอย่าง คุณเจฟฟรี่ และ คุณเอนลิน (เอ-นลิน) แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ BMC Thailand ที่มีผู้ติดตามนับแสน การปรากฏตัวของทั้งสองท่านไม่เพียงแต่สร้างสีสันและความตื่นเต้น แต่ยังช่วยดึงดูดนักปั่นให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 25 จังหวัด ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี

    ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ทั้งในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วม และการสร้างการรับรู้ถึงเสน่ห์ของจังหวัดตราดในฐานะ ‘เมืองปั่น’ การที่นักปั่น 288 คน จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ ได้มารวมตัวกันที่แหลมงอบ ซึ่งเป็น ‘สุดขอบประเทศไทยภาคตะวันออก’ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมของเราในการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระดับชาติ และยังสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ททท.สำนักงานตราด จะยังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพต่อไป

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวอีกว่า จากความสำเร็จที่จัดในอำเภอแหลมงอบได้ทำให้อำเภอแหลมงอบไม่เงียบอีกต่อไป ซี่งนับเป็นความสำเร็จที่ดี ซึ่งจากนี้ไป ทางททท.สำนักงานตราดมีแผนที่จะจัด Sport tourism: หรือ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา ในรายการ TRAT 100 ซึ่งจะเป็นเส้นทางไปทางอำเภอคลองใหญ่ถึงชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของอำเภอคลองใหญ่ ซี่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบไทยกัมพูชาและฝ่ายความมั่นคงปิดด่านทั้งหมด นอกจากนี้ จะยังจัดกิจกรรมอีก 1 กิจกรรมคือ การจัดไตรกีฬา ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ที่หาดราชการุณย์ (เขาล้าน) อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ทั้งหมดจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดด้วย

    ขณะนายเจฟฟรี่ และ นางสาวเอนลิน (เอ-นลิน) กล่าวว่า พื้นที่แหลมงอบเป็นพื้นที่สวยงาม ทั้งธรรมชาติและบรรยากาศ บ้านเมืองที่สงบ ซี่งยอมรับว่า พื้นทีทท่องเที่ยวทางกีฬาของจังหวัดติดอันดับต้นๆของเอเซีย ซึ่งอยากเชิญชวนนักกีฬาปั่นจักรยานเข้ามาแข่งขันในจังหวัดตราดที่จะมีทัวร์นาเมนต์ระดับชาติ
    มาจัดในปีหน้า และการจัดการแข่งขันแหลมงอบครั้งนี้ จะเห็นถึงเกาะช้าง และน้ำทะเล แสงอาทิตย์ในเวลาเช้าที่สวยงามและมีเสน่ห์

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ – ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392827&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2elK7Qbpd1-4E0LtisNiBY

  • เปิดร่างประกาศใหม่ ผ่อนปรนเวลาขายเหล้า เบียร์ 11.00 – 24.00 น. 6 เดือน

    เปิดร่างประกาศใหม่ ผ่อนปรนเวลาขายเหล้า เบียร์ 11.00 – 24.00 น. 6 เดือน

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ยก ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นไปตามมติของ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากเดิม เพื่อลดข้อจำกัดของภาคธุรกิจที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 

    กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ใช่สินค้าธรรมดา รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านอุบัติเหตุ หรือด้านอาชญากรรม

    โดยมาตรการควบคุมเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางกายภาพที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าจะเกิดประสิทธิผลในการลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

    กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค จึงออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เฉพาะในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น. 

    ยกเว้นการขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และการขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

    ต่อมาคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ได้มีการจัดประชุม เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยทุกภาคส่วนต้องบูรณาการการทำงานตามมาตรการ Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในมาตรการดังกล่าว ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ กนศ. เสนอ

    โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ไห้กับผู้ประกอบการและภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย 

    ทั้งนี้ การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงปัจจัยและผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกมิติ อาทิ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า ความเหมาะสมสอดคล้องกับหลักศาสนาและศีลธรรม ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศโดยรวม อีกทั้งยังต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมในระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันด้วย

    สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

    สำหรับสาระสำคัญของ ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. เป็นการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ในช่วงเวลา 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. แต่ในระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ให้สามารถขายได้ในช่วงเวลา 11.00 น. – 24.00 น. 

    พร้อมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด ดำเนินการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขยายช่วงเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว 

    ล่าสุดได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศฉบับนี้ โดยมีประเด็นคำถามที่รับฟังความคิดเห็น ดังนี้

    1. เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00 น. – 14.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น.
    2. เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติมให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วงเวลา 11.00 น. – 14.00 น. เป็นระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
    3. เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วนำมารายงานต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาต่อไป
    4. เห็นด้วยหรือไม่กับการยกเว้นเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
    5. มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับร่างประกาศฉบับนี้หรือไม่อย่างไร

    อ่านรายละเอียด : ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ….

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/644155&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OfOxjz77jvR6S5ySFMb4v

  • วังน้ำเขียวอุณหภูมิต่ำสุด 15 องศา เผยท่องเที่ยวยังชะงักจากเหตุชายแดน

    วังน้ำเขียวอุณหภูมิต่ำสุด 15 องศา เผยท่องเที่ยวยังชะงักจากเหตุชายแดน

    ลมหนาวมาเยือน “วังน้ำเขียว” อุณหภูมิต่ำสุด 15 องศาเซลเซียส ปธ.ชมรมส่งเสริมท่องเที่ยว เผย การท่องเที่ยวยังชะงักจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา จึงอยากให้คลายปัญหาโดยเร็ว

    16 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้ อุณหภูมิที่อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ดินแดนที่ได้ชื่อว่าแหล่งโอโซนที่บริสุทธิ์อันดับ 7 ของโลก ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้เมื่อช่วงเช้าประมาณ 15 – 18 องศาเซลเซียส ทั่วพื้นที่

    โดย นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวตอนนี้มีหลายปัจจัยที่คิดว่าน่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางในพื้นที่

    สตริงเกอร์ นครราชสีมา
    วังน้ำเขียว

    อาทิ สภาพอากาศที่เริ่มหนาวเย็น ซึ่งเมื่อวันนี้อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15 – 18 องศาเซลเซียส และมีลมเย็นสบายตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตอนนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัวแล้ว อีกทั้งหลังจากนี้ทางหน่วยงานภาครัฐก็จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    ขณะเดียวกันผลผลิตทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของอำเภอก็กำลังพากันให้ผลผลิตต่อเนื่อง อย่างเช่นพุทรานมสด ที่ออกสู่ตลาดมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว

    นอกจากนี้ โครงการคนละครึ่งพลัสของทางรัฐบาลเองก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และการท่องเที่ยวได้ดี

    แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจภาพรวมทั้งภายในและต่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ความตรึงเครียดบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ในช่วงนี้การท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวชะงักไป 

    สตริงเกอร์ นครราชสีมา
    นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

    ดังนั้น จึงอยากจะให้ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาความตรึงเครียดแนวชายแดนไทย กัมพูชา จบลงโดยเร็ว  เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรอว่าสถานการณ์จบลงก่อน จึงจะวางใจและสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ 

    เพราะหากสถานการณ์ยังตรึงเครียดเช่นนี้ต่อไป ประชาชนก็จะต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง 

    อย่างไรก็ตามปีนี้ยังเชื่อว่าจะยังคงมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังต้องการท่องเที่ยวอยู่เช่นเดิม  แต่ก็คาดการณ์ว่าจะมียอดเงินสะพัดขั้นต่ำประมาณ 30 ล้านบาทตลอดช่วงไฮซีซั่น 2 – 3 เดือนนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/261619&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F8MGJGBulTR5gmaLjgzP8

  • กำไรบจ. ดีเกินคาด มาตรการรัฐหนุนส่งโค้งท้าย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กำไรบจ. ดีเกินคาด มาตรการรัฐหนุนส่งโค้งท้าย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สัปดาห์สุดท้ายของการประกาศกำไรบริษัทจดทะเบียนงวด Q3/68   โดย บล.ดาโอ(ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิจัยฯประเมินกำไรบจ.งวด Q3/68  ไว้ที่ 2.59 แสนลบ. โต 30% YoY และลดลง -23% QoQ  ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯได้รวบรวมกำไรจำนวน 393 บริษัท กำไร SET อยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท โต 49% YoY แต่ลดลง 23% QoQ  หรือคิดเป็นสัดส่วน 82% ของกำไรที่เราคาดไว้ และกำไรบจ.ที่ออกมาแล้ว ดีกว่าตลาดคาด 5.6%

    สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมของไทย  ปริมาณน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ติดตามสถานการณ์การระบายน้ำอย่างใกล้ชิด หากระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแตะระดับ 3,000 ลบ.ม./วินาที ผลกระทบและความเสียหายจะมากขึ้น  ซึ่งจะมีต่อผลิตผลทางการเกษตร หุ้นที่มีธุรกิจในภูมิภาคที่น้ำท่วม และหุ้นการเงินที่อาจเจอปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น ขณะที่โรงงานหรือนิคมฯ ส่วนใหญ่ ทำกำแพงกั้นน้ำไว้แล้ว

    ท่องเที่ยวส่งสัญญาณฟื้น

    บล.เอเซียพลัส  มองว่า ตลาดหุ้นไทย ยังถูกต่างชาติขายต่อเนื่อง แม้กำไรงวด Q3/68  จะออกมาดีกว่าคาด 4.5% แต่อาจเป็นความกังวลสถานการณ์น้ำท่วม  นักท่องเที่ยวชะลอ  หุ้นไอพีโอ UNDERPERFORM

    กระทรวงท่องเที่ยว อัปเดตสถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 9 พ.ย.68 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้าไทยราว 27.59 ล้านคน ซึ่งลดลงราว 7.14%YOY และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 1.275 ล้านล้านบาท แต่หากพิจารณาในสัปดาห์ล่าสุด (3–9 พ.ย. 2568) มีนักท่องเที่ยว ต่างชาติรวมประมาณ 698,389 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.42% เฉลี่ยวันละ 99,770 คน ซึ่งปัจจัยที่ช่วย หนุน ได้แก่ ภาวะฤดูกาลท่องเที่ยวที่เข้ามาไฮซีซั่น, มาตรการอำนวยความสะดวกจากรัฐบาล เช่น การยกเว้นบัตร ตม.6 และการกระตุ้นเที่ยวบินเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี

    ดังนั้น แม้ภาพรวมปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะ ยังไม่กลับขึ้นเท่ากับปีพีค(2019) แต่มีสัญญาณดีในช่วงไฮซีซั่น และตลาดหลายชาติ โดยเฉพาะ มาเลเซีย จีน อินเดีย เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นชัดเจน YOY ซึ่งน่าจะเป็นตัวพยุง GDP ไทยได้ระดับหนึ่ง โดยภาคท่องเที่ยวคิด เป็นสัดส่วน 12% ของ GDP

    เกาะติดน้ำท่วม  

    ส่วนปัจจัยอย่างน้ำท่วมเป็นอีก 1 สิ่งที่ต้องกังวล และอาจกดดันต่อ GDP ภาพรวมทั้งการบริโภค การลงทุน รวมถึงภาคส่วนท่องเที่ยว โดยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้ GDP ไทยแทบ “หยุดโต” อยู่ที่เพียง +0.8%YOY(ทั้งปี 2554) จากปกติที่ควรโต 4 –5%YOY สร้างความเสียหายราว 1.4 ล้านล้านบาท (13% ของ GDP) และหลังจาก นั้นรัฐบาลตั้งงบประมาณฟื้นฟู ประมาณ 350,000 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบ

    ข้อมูลล่าสุดจากกรมชลประทานระบุว่า ระดับน้ำในเขื่อนหลักของประเทศหลายแห่งอยู่ในเกณฑ์วิกฤต เขื่อน ใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะ ภูมิพลและสิริกิติ์ มีน้ำเกือบเต็มความจุ  ส่งสัญญาณให้ต้องเร่งบริหาร จัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการล้นเขื่อนและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

    ขณะเดียวกันยังต้องจับตาฝน ปลายฤดูซึ่งอาจเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอีก หากการระบายน้ำดำเนินไปพร้อมกับฝนตกเพิ่ม มีความเสี่ยงที่ หลายพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนล่างจะเผชิญภาวะน้ำท่วมในระยะสั้น ซึ่งต้องติดตามว่าความรุนแรงจะ เกิดขึ้นวงกว้างและนานเพียงใด

    มาตรการรัฐหนุนส่งGDP

    ทั้งนี้ ปัจจัยน้ำท่วม สิ่งที่ต้องกังวลอาจกดดันต่อGDP โดยเปรียบเทียบน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ทำให้GDP ไทยแทบ “หยุดโต”  GDP ไทยยังน่าเป็นห่วงแต่ใน Q3-Q4/68 น่าจะดีขึ้น   GDP GROWTH Q3/68 ของไทย เตรียมประกาศ 17 พ.ย.68 ทาง BLOOMBERG คาดการณ์ว่าจะออกมาที่ +1.4%YOY  หากผลลัพธ์ตามคาด จะหนุนให้การเติบโตเชิง QoQ อยู่ที่ -0.3%QoQ และมีความเสี่ยงเกิด TECHNICAL RECESSION ได้

    อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะเกิด TECHNICAL RECESSION ยังน้อยอยู่ คาดมี โอกาสเพียง 10-15% เท่านั้น บวกกกับ Q4/68  มีหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากคลัง อาทิ โครงการ เที่ยวดีมีคืน คาดเติมเต็ม GDP ใน Q4/68  ราว 0.04%YoY ส่วนมาตรการคนละครึ่งพลัส + บัตรสวัสดิการ คาด หนุน GDP ใน 4Q68 ราว 0.4%YOY ซึ่งน่าจะเป็นตัวพยุง GDP ไทยให้อยู่ในโซนบวกได้(ไม่เกิด TECHNICAL RECESSION)

                  ส่วนอีก 1 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ BOI ได้อนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูล (DATA CENTER) ขนาดใหญ่ จำนวน 4 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุนเกือบ 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

                  พร้อมเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานคนไทยไม่น้อยกว่า 50% ภายใน 3 ปี โดยให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3–8 ปี ตามพื้นที่ลงทุน และยังมีการเปิดตัวมาตรการ “FASTPASS” และโครงการ “QUICK BIG WIN” เพื่อเร่งรัดการอนุมัติ/อนุญาตโครงการลงทุน โดยลดเวลาการ พิจารณาได้ถึง 20-50% จาก 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเพิ่ม “ความสะดวกในการลงทุน” (EASE OF DOING BUSINESS) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/16/594695/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cJshccUqz96LdvJWVdxT0

  • ชื่นชม คนขับรถโดยสารเก็บกระเป๋า นทท.สาวแคนาดา รีบนำส่ง ตร.ทท.สานต่อภารกิจจนสำเร็จ

    ชื่นชม คนขับรถโดยสารเก็บกระเป๋า นทท.สาวแคนาดา รีบนำส่ง ตร.ทท.สานต่อภารกิจจนสำเร็จ

    มีเรื่องราวน่ายินดีที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์อันดีของเมืองท่องเที่ยวไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพลเมืองดีซึ่งเป็นคนขับรถโดยสารรับจ้าง ได้เก็บกระเป๋าสะพายสำคัญของนักท่องเที่ยวสาวชาวแคนาดาได้ และรีบนำส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามหาเจ้าของ ก่อนที่ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ จะเข้าสานต่อภารกิจจนสามารถนำทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็ว

    โดยขณะที่นักท่องเที่ยวสาวชาวแคนาดากำลังเดินเที่ยวอยู่บริเวณลานประตูท่าแพ และใช้บริการรถโดยสาร กระเป๋าสะพายสีดำที่ติดตัวมาภายในมีหนังสือเดินทาง บัตรเครดิต และของใช้ส่วนตัว ได้สูญหายไประหว่างการเดินทาง จึงได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ และได้ประสานขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมที่จุดบริการนักท่องเที่ยวตลาดไนท์บาซ่าร์ของตำรวจท่องเที่ยวในเวลาต่อมา

    จนกระทั่งเมื่อค่ำวานนี้ (15 พ.ย. 68) เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้งข่าวดีอย่างเร่งด่วนจาก สภ.เมืองเชียงใหม่ ว่า มีพลเมืองดีซึ่งเป็นคนขับรถโดยสารรับจ้างได้เก็บกระเป๋าใบดังกล่าวได้ และนำส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเชียงใหม่เก็บรักษาไว้

    เมื่อทราบเรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ จึงรีบอำนวยความสะดวก นำพานักท่องเที่ยวสาวคนดังกล่าวเดินทางไปยัง สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อแสดงตนและรับมอบทรัพย์สินคืน การตรวจสอบยืนยันว่า ทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ครบถ้วนเรียบร้อย ไม่มีการสูญหายแต่อย่างใด

    นักท่องเที่ยวสาวชาวแคนาดาได้แสดงความซาบซึ้งและกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและเป็นกันเอง การปฏิบัติงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์อันดีของตำรวจท่องเที่ยวไทยในการดูแลและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ตำรวจท่องเที่ยวขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวทุกคนระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัวขณะเดินทางท่องเที่ยวในที่สาธารณะ ควรเก็บสิ่งของมีค่าไว้ในที่ปลอดภัย และจดบันทึกข้อมูลสำคัญ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สามารถขอความช่วยเหลือจากตำรวจท่องเที่ยวได้ทันที

    • พบเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อตำรวจท่องเที่ยวได้ทันทีที่หมายเลข: 1155 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
    • หรือผ่านแอปพลิเคชัน: Thailand Tourist Police Application (TPB APP).

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3823130/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HLPVQ-Mc7tqopvEk9Rjyg

  • ดุสิตโพล เผยคนหวัง “ซีเกมส์” ช่วยเสริมท่องเที่ยว-ศก.ไทย ฝากรัฐบาลคุมเข้มความปลอดภัย : อินโฟเควสท์

    ดุสิตโพล เผยคนหวัง “ซีเกมส์” ช่วยเสริมท่องเที่ยว-ศก.ไทย ฝากรัฐบาลคุมเข้มความปลอดภัย : อินโฟเควสท์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ ครั้งที่ 33” สรุปผลได้ ดังนี้

    Print
    หมวด อันดับ รายการ ร้อยละ (%)
    1. การรับทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ 1 ทราบ 82.67
      2 ไม่ทราบ 17.33
    2. สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากการเป็นเจ้าภาพ 1 ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ 68.85
      2 สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ 61.12
      3 พัฒนาสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา 60.66
    3. กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทอง 1 กรีฑา 22.25
      2 มวยไทย 12.18
      3 เซปักตะกร้อ 11.01
      4 วอลเลย์บอล 10.07
      5 เทควันโด 8.90
    4. สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์ 1 ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน 66.98
      2 อำนวยความสะดวกให้นักกีฬา เช่น ที่พัก การเดินทาง การฝึกซ้อม 61.59
      3 สนับสนุนงบประมาณให้นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ 58.78
    5. ผลกระแส “หมอนทองฟีเวอร์” ต่อความสนใจกีฬาซีเกมส์ 1 สนใจเฉพาะกีฬาฟุตบอลมากขึ้น 35.83
      2 สนใจกีฬาอื่น ๆ มากขึ้น 31.15
      3 สนใจเหมือนเดิม 27.17
      4 ไม่สนใจ 5.85

    ทั้งนี้ ผลการสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์ และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546221&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kaTYiD30Dis1ysFTtY73L

  • ททท. ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวทางการบิน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิก

    ททท. ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวทางการบิน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิก

    ททท. ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวทางการบิน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียแปซิฟิก


    16/11/2568 | 130 |

    วานนี้ (15 พฤศจิกายน 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่สมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (AAPA) ครั้งที่ 69 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญที่รวมผู้นำสายการบินระดับภูมิภาคร่วมหารืออนาคตของอุตสาหกรรมการบินในศตวรรษที่ 21

    การประชุมครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการ ผลักดันให้ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพด้านการบินระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านเส้นทางบินระหว่างประเทศ รวมถึง ททท. ยังใช้โอกาสนี้ต่อยอดความร่วมมือกับสายการบินชั้นนำ ดังนี้
    ✅ ส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่เที่ยวบินสู่ประเทศไทย
    ✅ ผลักดันความร่วมมือด้านการตลาดการบิน (Aviation Marketing Cooperation)
    ✅ สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับสายการบินระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดท่องเที่ยวโลก
    ✅ ขยายความร่วมมือในโครงการด้านความยั่งยืน (Sustainable Tourism) ให้สอดคล้องกับแนวทางการบินสีเขียวของภูมิภาค

    นอกจากนี้เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่ ททท. สร้างความเชื่อมั่นไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ  พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง พร้อมร่วมจัดกิจกรรม One-day Trip สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 โดยจะเดินทางไปเยี่ยมชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) และล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน 

    ททท. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมจุดแข็งของประเทศไทยให้ก้าวสู่ “Avaiation Hub” พร้อมยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยในแบบ “Amazing Thailand : Healing is the New Luxury” อย่างแท้จริง


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/443140&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qP0HfeOvRY48beP7L1N-M

  • เที่ยวดีมีคืน! รู้ไหมว่า เที่ยวปลายปี ใช้สิทธิคืนภาษีได้ด้วย

    เที่ยวดีมีคืน! รู้ไหมว่า เที่ยวปลายปี ใช้สิทธิคืนภาษีได้ด้วย

    การเงิน-การลงทุน

    เที่ยวดีมีคืน! รู้ไหมว่า เที่ยวปลายปี ใช้สิทธิคืนภาษีได้ด้วย

    ส่องรายละเอียดโครงการเที่ยวดีมีคืน 2568 นำค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้จริง ได้เที่ยว แล้วยังช่วยคืนภาษีตอนยื่นปลายปีได้อีกต่อด้วย

    ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนเริ่มวางแผนท่องเที่ยวพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นทริปทะเล ภูเขา หรือเที่ยวเมืองเก่าก็ล้วนแต่ช่วยชาร์จพลังให้ชีวิตกลับมาสดใสอีกครั้ง แต่รู้ไหมว่า…การเที่ยวของคุณ อาจช่วยลดภาษีได้ด้วย!

    ใช่แล้วค่ะ รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุน “การท่องเที่ยวภายในประเทศ” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายบางส่วนจากการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้จริง

    เรียกได้ว่า เที่ยวก็ได้พักผ่อน แถมยังช่วยคืนภาษีตอนยื่นปลายปีอีกต่อ ถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่คนทำงานไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

    รัฐกระตุ้นท่องเที่ยว…คนไทยได้ประโยชน์สองต่อ

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐมักออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น หนึ่งในโครงการยอดนิยมที่หลายคนคุ้นชื่อคือ “เที่ยวเมืองไทย ใช้จ่ายได้คืน” หรือโครงการที่คล้ายกัน เช่น “ช้อปดีมีคืน” ที่เปิดโอกาสให้นำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

    แม้รายละเอียดของแต่ละปีอาจเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐบาล อย่างเช่นปีนี้ใช้ชื่อโครงการเป็น “เที่ยวดีมีคืน” ซึ่งโดยหลักแล้วแนวคิดยังคงเดิมคือสนับสนุนให้คนไทยออกไปจับจ่ายภายในประเทศ ทั้งกิน เที่ยว และซื้อของจากผู้ประกอบการไทย

    ประเภทค่าใช้จ่ายแบบไหนที่นำมาลดหย่อนได้บ้าง

    โดยทั่วไป มาตรการท่องเที่ยวเพื่อคืนภาษี จะกำหนดให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายภายในประเทศมาใช้ลดหย่อนได้ เช่น

    1. ค่าที่พักโรงแรมหรือรีสอร์ตที่จดทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว ต้องเป็นที่พักที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง เช่น โรงแรม รีสอร์ต หรือโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ซึ่งชื่อผู้จองต้องตรงกับผู้ขอลดหย่อนภาษีด้วย

    2. ค่าอาหาร หรือร้านในพื้นที่ท่องเที่ยว ที่มีการจด Vat แล้ว บางปีรัฐบาลอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายในหมวดอาหาร หรือสินค้าท้องถิ่นที่มีใบเสร็จภาษีเต็มรูปแบบ (ใบกำกับภาษีเต็มรูป) มาลดหย่อนได้ด้วย

    ทั้งนี้ ควรเก็บหลักฐานให้ครบ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานการโอนเงินผ่านบัญชี เพราะเอกสารเหล่านี้เป็นสิ่งที่กรมสรรพากรใช้ตรวจสอบสิทธิ์จริง

    ช่วงเวลาที่ใช้สิทธิได้

    มาตรการลักษณะนี้มักเปิดให้ใช้จ่ายในช่วง ไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งในปีนี้เปิดใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และสามารถนำหลักฐานไปยื่นตอนทำภาษีในปีถัดไป

    ดังนั้นหากใครกำลังวางแผนเที่ยวปลายปี ก็อย่าลืมตรวจสอบข่าวจากกรมสรรพากรหรือกระทรวงการคลัง เพื่อดูว่าปีนี้เปิดโครงการใดอยู่บ้าง
    เคล็ดลับคือ ให้จองที่พักหรือทัวร์ในช่วงเวลาที่มาตรการมีผลเท่านั้น เพราะหากจ่ายก่อนหรือหลังช่วงเวลาที่กำหนด จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้

    เที่ยวอย่างฉลาด ได้ทั้งสุข ได้ทั้งประหยัด

    นอกจากเรื่องภาษี การวางแผนเที่ยวปลายปีให้คุ้มยังมีอีกหลายจุดที่ควรคำนึงถึง เช่น

    • จองล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เพื่อได้ราคาที่พักและตั๋วเดินทางที่ถูกกว่า
    • เลือกจุดหมายที่ไม่แออัดมาก เช่น เมืองรองหรืออำเภอเล็กๆ ที่ยังคงความธรรมชาติ และช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน
    • ใช้จ่ายแบบมีสติ แม้จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็ควรเลือกใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

    รู้ไว้ก่อนยื่นภาษี

    หลายคนมักพลาดสิทธิ์เพราะ “ลืมเก็บใบกำกับภาษี” หรือไม่ทราบว่าร้านที่ใช้จ่ายไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จึงไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนได้ ดังนั้นก่อนชำระเงิน ควรถามร้านหรือผู้ประกอบการให้แน่ใจว่าออก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ได้หรือไม่

    อีกเรื่องที่สำคัญคือ ใบเสร็จและชื่อผู้ชำระเงินต้องตรงกับผู้ยื่นภาษีเท่านั้น

    สรุป…เที่ยวให้คุ้ม อย่าลืมใช้สิทธิ์ภาษีให้ครบ

    การเที่ยวปลายปีไม่ได้เป็นแค่การพักผ่อน แต่ยังเป็นโอกาสดีในการบริหารภาษีให้คุ้มค่า ด้วย ถ้าวางแผนดี เก็บหลักฐานครบ และเลือกใช้จ่ายกับผู้ประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ทั้งความสุขจากการเดินทาง และประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีในเวลาเดียวกัน

    ดังนั้นก่อนเก็บกระเป๋าออกเดินทางปีนี้ ลองเพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอนง่ายๆ ตรวจดูว่าสิทธิ์ “เที่ยวแล้วลดหย่อนภาษี” ยังเปิดอยู่หรือไม่ แล้วเก็บใบเสร็จทุกใบไว้ให้ครบ เท่านี้การเที่ยวของคุณก็จะกลายเป็น “ทริปแห่งความคุ้มค่า” ที่ทั้งช่วยเศรษฐกิจไทย และช่วยเงินในกระเป๋าคุณไปพร้อมกัน

    อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
    Source : Inflow Accounting

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1207860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20uSHHccNXCgw5j_fGx9Vz

  • ผ่าร่างประกาศ สธ. ขยายเวลาเปิดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ ได้อีก 1 ชม.

    ผ่าร่างประกาศ สธ. ขยายเวลาเปิดนั่งดื่มแอลกอฮอล์ ได้อีก 1 ชม.

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ยกร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อยกเว้นมาตรการห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ณ สถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหมดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นต่อเนื่องไปได้อีกเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง

    ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

    โดยพ.ร.บ.ดังกล่าว ได้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 และนำหลักการเรื่องการห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย ณ สถานที่ขาย มากำหนดไว้ในมาตรา 32 แห่งพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อรวมบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ในกฎหมายหลักฉบับเดียว

    ทำให้ผู้ใช้บังคับกฎหมายและประชาชนผู้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย สามารถเข้าถึงกฎหมายได้โดยสะดวกและสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อนำหลักการตามประกาศของคณะปฏิวัติมากำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ก็จะสามารถยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ที่มีผลใช้บังคับมานานแล้วได้ไปในคราวเดียวกัน

    ทั้งนี้ เมื่อนำหลักการดังกล่าวมากำหนดไว้ในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้มีการแก้ไขมาตรการดังกล่าวให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

    โดยการกำหนดบทกำหนดโทษสำหรับการฝ่าฝืนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย ณ สถานที่ขาย เป็นโทษปรับเป็นพินัย และกำหนดให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถกำหนดข้อยกเว้นหรือเงื่อนไขสำหรับมาตรการดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็น

    ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ได้มีการจัดประชุมเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 และพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ต่อมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ กนศ. เสนอ และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนกฎหมายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว 

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ไห้กับผู้ประกอบการและภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย 

    ทั้งนี้ การพิจารณาในเรื่องดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงปัจจัยและผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกมิติ อาทิ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า ความเหมาะสมสอดคล้องกับหลักศาสนาและศีลธรรม ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรม การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศโดยรวม อีกทั้งยังต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรมในระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันด้วย

    ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค จึงได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งที่ประชุมมีมติมอบหมายให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พิจารณาดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว 

    โดยได้ให้ความเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. …. โดยกำหนดระยะเวลาให้ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหมดเวลาขาย สามารถบริโภคต่อได้อีกหนึ่งชั่วโมงนับจากสิ้นสุดเวลาขาย เพื่อลดข้อจำกัดของภาคธุรกิจที่มีผลต่อการท่องเที่ยวและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    อ่านรายละเอียด : ร่างประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ….

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/644156&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WvArrDLi5JmDF5f7anzQS

  • สวนดุสิตโพล หวัง “ซีเกมส์” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมท่องเที่ยว

    สวนดุสิตโพล หวัง “ซีเกมส์” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมท่องเที่ยว


    สวนดุสิตโพล เผย คนไทยหวัง “ซีเกมส์” ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจในประเทศ ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ชี้ กระแส “หมอนทองฟีเวอร์” ช่วยขยายเพิ่มความสนใจมากขึ้น 

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ครั้งที่ 33” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พ.ย. 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งที่ 33 โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬา ฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่น ๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกันกระแส“หมอนทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้น นับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนโดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือน “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2) การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย” คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการใช้Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวก ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน ดังนั้น ความท้าทายของภาครัฐคือการบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy)ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37577&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbiLFDECZmFqzvQW5nrwQ