Category: ท่องเที่ยว

  • เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    ท่องเที่ยว

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    ททท. เปิดเส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันอก’ ชวนคนกรุงเปิดประสบการณ์ ท่องเที่ยวแบบง่าย ๆ กับรถไฟฟ้า ‘บีทีเอส’ ไปสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออก จับมือ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด รถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) และ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 เปิดเส้นทาง เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง ภายใต้โครงการ เส้นทางอร่อยฟินถิ่นตะวันออก

    เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยว เปิดประสบการณ์ เดินทางไปตามหาของอร่อยและแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย ลดมลภาวะทางอากาศ

    กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เส้นทางอร่อยฟินถิ่นตะวันออก เป็น One Day Trip ที่สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS จากใจกลางกรุงเทพฯ ไปท่องเที่ยวได้

    “โครงการเส้นทางท่องเที่ยว อร่อยฟินถิ่นตะวันออก เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 9 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, ปราจีน และสระแก้ว

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    โดยมีเป้าหมายให้ภาคตะวันออกเป็น สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ง่าย กินอร่อย เที่ยวสนุก จึงได้มีการเปิดตัวเส้นทางนี้ขึ้น

    เราอยากให้ทุกคนเห็นว่า การเดินทางท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สามารถเริ่มต้นได้ใกล้บ้าน ใช้รถไฟฟ้าแทนรถยนต์ส่วนตัว ช่วยลดมลภาวะ และยังได้สัมผัสเสน่ห์ธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่

    จังหวัดสมุทรปราการ มี พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เมืองโบราณ ฟาร์มจระเข้ บางปู สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแล้วต่อด้วยขนส่งสาธารณะท้องถิ่น เป็นการเที่ยวที่สนุก อิ่มอร่อย กระจายรายได้ และรักษ์โลก ไปพร้อมกัน

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    จึงอยากชวนชาวกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวภาคตะวันออก ที่เที่ยวใกล้กรุง อร่อย ฟิน และรักษ์โลกได้จริง

    ซึ่งที่บางปู ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ของทุกปีจะเป็นช่วงที่นกนางนวลจะอพยพหนีหนาวเข้ามาเป็นจำนวนมาก

    สำหรับกิจกรรมพิเศษครั้งนี้ได้พาผู้โชคดี 20 ท่านจากรายการซุปตาร์พาตะลุย  เที่ยวฟิน กินฟรี ที่บางปู มาร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ อาทิ

    • เข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ประติมากรรมลอยตัวเคาะขึ้นรูปด้วยมือแห่งแรกของโลก,
    • ลิ้มลองเมนูรางวัลมิชลินไกด์ ปูทะเลผัดซอสไข่เค็มและอาหารทะเลสดที่ร้านระเบียงทะเล
    • สุดฟินกับกิจกรรมเวิร์คชอป รับประทานเครปกล้วยบางปู ขนมที่ขึ้นชื่อและเครื่องดื่มสุดพิเศษในบรรยากาศริมทะเลในโครงการสายลม-บางปู
    • เที่ยวชมบรรยากาศริมทะเล ยามเย็น ที่สถานตากอากาศบางปู

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    ททท.ภูมิภาคตะวันออก ยังได้จัดทำบัตรโดยสาร Rabbit Card ลายพิเศษ เส้นทางอร่อยฟินถิ่นตะวันออก จำนวนจำกัดเพียง 500 ใบ เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกและผู้ชมทางบ้านที่ร่วมสนุกกับอมรินทร์ทีวี

    โดยผู้ถือบัตร โดยสาร Rabbit Card ลายพิเศษ และลายทั่วไป จะได้รับสิทธิพิเศษจากร้านอาหาร คาเฟ่ ที่ร่วมโครงการใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง พฤษภาคม 2569″

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’ .

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    Cr. Kanok Shokjaratkul

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’ .

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    .

    เที่ยวง่าย กินอร่อย ใกล้กรุง กับ เส้นทาง ‘อร่อยฟินถิ่นตะวันออก’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1207882&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nWPEck2Oqfq3oPMCS_2cN

  • จีนเล่นแรง เตือน พลเมือง “อย่าขนเงินไปญี่ปุ่น” ปมไต้หวันทำความสัมพันธ์วิกฤติ

    จีนเล่นแรง เตือน พลเมือง “อย่าขนเงินไปญี่ปุ่น” ปมไต้หวันทำความสัมพันธ์วิกฤติ

    รัฐบาลจีนเตือนพลเมือง เลี่ยงเที่ยวญี่ปุ่น หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ระบุ ปมไต้หวันเป็นภัยคุกคาม ตลาดหุ้นโตเกียวร่วงทันที นักวิเคราะห์ชี้เป็นการใช้กระเป๋าสตางค์กดดันนโยบาย

    รัฐบาลจีนกำลังใช้ กระเป๋าสตางค์นักท่องเที่ยว เป็นอาวุธทางการทูต เมื่อล่าสุดได้ประกาศเตือนพลเมือง หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นไต้หวัน

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศจีนและสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการ

    คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นตึงเครียดหนักขึ้น โดยมีชนวนมาจากคำพูดของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่

    นายกฯ ทาคาอิจิ ระบุในสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า หากจีนใช้กำลังกับไต้หวัน อาจถือเป็น “ภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น” ซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งไม่พอใจอย่างมาก

    กระทรวงการต่างประเทศจีนให้เหตุผลว่า คำพูดดังกล่าว “สร้างความเสี่ยงสำคัญต่อความปลอดภัยและชีวิตของชาวจีนในญี่ปุ่น”

    คำเตือนนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงแรงทันทีหลังข่าวคำเตือนจากจีน

    นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากการงดเที่ยวนี้ยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวราว 2.2 ล้านล้านเยนต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 0.36% ของ GDP ญี่ปุ่น

    นักวิเคราะห์มองว่า ปักกิ่งกำลังใช้ ข้อห้ามเที่ยวญี่ปุ่น เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ โดยตั้งใจตัดรายได้ภาคท่องเที่ยวของญี่ปุ่น เพื่อลดความนิยมรัฐบาลทาคาอิจิ และกดดันนโยบายเรื่องไต้หวันอย่างจงใจ

    นอกจากนี้ สายการบินใหญ่ของจีน ยังประกาศ คืนเงินค่าตั๋วไปญี่ปุ่นเต็มจำนวน หรือเปลี่ยนเที่ยวบินฟรี ซึ่งเป็นการ “อำนวยความสะดวกในการไม่ไปญี่ปุ่น” อย่างเป็นระบบ

    การเตือน งดเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การเมืองระหว่างประเทศยุคนี้ ไม่ได้สู้กันแค่ด้วยกำลังทัพ แต่สู้กันด้วยนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อของประชาชนตัวเองด้วยเช่นกัน

    ตลาดหุ้นร่วงทันที นักวิเคราะห์ชี้ ตัดท่อน้ำเลี้ยง

    ผลกระทบต่อไทยในเชิงเศรษฐกิจ

    ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ หน้าต่างโอกาส นี้จึงเป็นช่วงทองให้ไทยใช้แก้เกม: หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่อง ความปลอดภัย และ การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ ได้อย่างจริงจัง นักท่องเที่ยวจีนที่เบนเส้นทางจากญี่ปุ่น ก็อาจจะไหลไปประเทศคู่แข่งในอาเซียนแทน

    การที่จีนกล้าใช้กำลังซื้อของประชาชนเป็นอาวุธกดดันญี่ปุ่น ก็เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลไทยและทุกประเทศที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีน ต้องบริหารความเสี่ยงด้านการทูตและระวังจุดยืนที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ให้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1487599/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kLaq-8yOBBYaK6YJFbTAj

  • หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงเช้านี้ หลังจีนเตือนพลเมืองเลี่ยงไปญี่ปุ่น

    หุ้นท่องเที่ยว-ค้าปลีกญี่ปุ่นร่วงเช้านี้ หลังจีนเตือนพลเมืองเลี่ยงไปญี่ปุ่น

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวและค้าปลีกของญี่ปุ่นร่วงลงในช่วงเช้าวันนี้ (17 พ.ย.) หลังจากรัฐบาลจีนออกประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและศึกษาต่อในญี่ปุ่น ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศ

    หุ้นบริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Shiseido Co. ดิ่งลง 11% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีนี้ ขณะที่หุ้น Pan Pacific International Holdings ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าปลีก “Don Quijote” ร่วงลง 8.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2567 โดยสินค้าของทั้งสองบริษัทเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน

    ส่วนหุ้น Isetan Mitsukoshi Holdings ซึ่งเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ร่วงลงกว่า 12% ขณะที่หุ้นของบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันอย่าง J Front Retailing และ Takashimaya ร่วงลง 6%, หุ้น Oriental Land ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ Tokyo Disney Resort ร่วงลงกว่า 5% และหุ้น Fast Retailing บริษัทแม่ของ Uniqlo ดิ่งลง 6.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนก.ค.ปีนี้

    นอกจากนี้ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางก็ร่วงลงในช่วงเช้านี้เช่นกัน โดยหุ้นสายการบิน ANA Holdings Inc. ร่วงลง 3.8% และหุ้น Kyoritsu Maintenance ซึ่งเป็นเครือโรงแรม ดิ่งลง 8.1%

    หุ้นของบริษัทเหล่านี้ ร่วงลงหลังจากทางการจีนได้ออกประกาศเตือนนักศึกษาที่วางแผนจะไปศึกษาในประเทศญี่ปุ่นให้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่พลเมืองจีนอาจจะต้องเผชิญเมื่ออยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยคำเตือนดังกล่าวมีขึ้น หลังจากซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้แสดงความเห็นว่า ในความขัดแย้งใด ๆ เกี่ยวกับไต้หวันนั้น หากมีการใช้กำลังทางทหาร ก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด”

    กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า คำพูดของทาคาอิจิถือเป็นการยั่วยุ โดยหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า “การกระทำเหล่านี้ของญี่ปุ่นได้ก่อให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างมากในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและประชาคมระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAG0IQ1GI24BLWYFHPKL9DUWBAOH1W3&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LFvaqy6nRp9ASRNiXTq99

  • ตามรอยรสชาติที่หายไป! เชียงรายนำ แกงแคไก่เมือง ขึ้นเวทีใหญ่ลำพูน พลิกภูมิปัญญาอาหารสู่รายได้

    ตามรอยรสชาติที่หายไป! เชียงรายนำ แกงแคไก่เมือง ขึ้นเวทีใหญ่ลำพูน พลิกภูมิปัญญาอาหารสู่รายได้

    แกงแคไก่เมือง” จุดพลุ Soft Power เชียงราย จาก “รสชาติที่หายไป” สู่งานมหกรรม 10 จังหวัดภาคเหนือขายหมดเกลี้ยงที่ลำพูน เชื่อมเศรษฐกิจวัฒนธรรม–ท่องเที่ยว

    ลำพูน/เชียงราย, 16 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่ “ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว” เมืองลำพูน กลิ่นสมุนไพรพื้นบ้านคละคลุ้งอยู่เหนือแถวผู้คนที่ทอดยาวไปตามถนนสายวัฒนธรรม เสียงครกตำพริกแกงกระทบสากเป็นจังหวะ ก่อนควันบาง ๆ จากหม้อแกงขนาดใหญ่จะลอยสูงขึ้น ชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านต้องหยุดสูดกลิ่นและหันตามสายตาไปยังป้าย “เชียงราย แกงแคไก่เมือง” เมนูที่ผู้จัดงานนิยามไว้ว่าเป็นหนึ่งใน “รสชาติที่หายไป” ของภาคเหนือ และในค่ำคืนนี้ มันกำลังกลับมาอย่างสง่างาม พร้อม “ยอดขายที่หมดเกลี้ยง” และเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับพลังของอาหารพื้นถิ่นต่อเศรษฐกิจวัฒนธรรม

    งานมหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” จัดขึ้นภายใต้ โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายอนุรักษ์–ฟื้นคืน–และเผยแพร่ “มรดกภูมิปัญญาอาหาร” ที่วันนี้เริ่มหาทานยาก จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำทีมโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี นายอนุสร เทพปินตา เป็นตัวแทนสาธิตและจำหน่ายอาหารจากเชียงราย 3 เมนู ได้แก่ แกงแคไก่เมือง (เมนูไฮไลต์), คั่วแห้มไก่เมือง, และ แกงจิ๊น (แกงเนื้อ)

    บรรยากาศ “ถนนสายวัฒนธรรม”  กลิ่นสมุนไพรที่พาคนทั้งถนนหยุดเดิน

    ภาพแรกที่เตะตาคือ “งานครัวกลางแจ้ง” ที่เปิดหน้าบ้านให้ผู้คนเห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดผักป่า–ยอดผักพื้นบ้าน ไปจนถึงการผัดเครื่องแกงให้หอมขึ้นน้ำมัน ก่อนเติมไก่เมืองลงหม้อและเคี่ยวด้วยไฟพอดี บูธเชียงรายรายล้อมด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว หลายคนตั้งใจว่าจะแวะ “ชิมนิดหน่อย” แต่กลับกลายเป็นการเข้าคิวต่อเนื่อง เพราะ “กลิ่นแกง” ที่หอมฟุ้งไปไกลเกินกว่าจะปฏิเสธได้

    แกงแคไก่เมือง” ไม่ใช่แกงเผ็ดธรรมดา หากเป็น “สารานุกรมกินได้” ของป่าและสวนหลังบ้าน ชื่อ “แค” ในที่นี้ มิได้หมายถึงดอกแคเสมอไป ทว่าเป็นรหัสของ “พืชผักหลายอย่าง” ที่ชุมชนเลือกมาใส่ตามฤดูกาล ความงามของแกงแคจึงอยู่ที่ “ความหลากหลาย” และ “ความสด” พริก ข่า ตะไคร้ ผักชีลาว ยอดมะม่วงหิมพานต์ (ในบางฤดู) ชะอม ปูนาแห้งเล็กน้อย (ในสูตรโบราณบางถิ่น) ล้วนเป็นองค์ประกอบที่เล่าเรื่องภูมิปัญญาการกินของคนเหนือ ซึ่ง “หยิบของใกล้ตัวมาใช้” อย่างรู้คุณค่า และรู้จักสร้างสมดุลระหว่างโปรตีนจากไก่บ้านกับเส้นใย–สารต้านอนุมูลอิสระจากผักพื้นบ้าน

    ผู้ร่วมงานจำนวนมากเลือกซื้อทั้ง 3 เมนูกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงชื่นชมที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ บูธคล้ายกันว่า “หอมมาก กินแล้วคิดถึงบ้าน” และไม่นานนัก แกงทั้งสามชนิดก็จำหน่าย “หมดเกลี้ยง” ซึ่งไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงพาณิชย์ของ “รสชาติที่ยังมีคนโหยหา” หากยังสะท้อนความพร้อมของอาหารพื้นถิ่นเชียงรายในการขยับขึ้นสู่ “Soft Power” ที่จับต้องได้

    จากครัวบ้านสู่ครัวมหกรรม  เหตุใด “แกงแคไก่เมือง” จึงทรงพลัง

    1. ตัวแทนชีวภาพของภูมิภาค   แกงแคผูกติดกับ “ฤดูกาล–ภูมิประเทศ” โดยตรง ผักแต่ละชนิดบอกพื้นที่ปลูกและป่าที่หากิน เมื่อยกหม้อแกงขึ้นโต๊ะ เท่ากับยกภูมิประเทศขึ้นมาด้วย
    2. โภชนาการในครัวเรือน   แกงแคเป็นเมนูที่ผสาน “โปรตีนเนื้อสัตว์ + ผักพื้นบ้านหลากชนิด” ได้ในจานเดียว สอดคล้องแนวคิดอาหารสุขภาวะร่วมสมัย
    3. เรื่องเล่า–ความคิดถึง–อัตลักษณ์   สำหรับชาวเชียงราย–ล้านนา แกงแคคือ “รสมือแม่–รสชุมชน” เมื่อถูกจัดวางในงานมหกรรม จึงกระตุ้นความผูกพันทางอารมณ์และความทรงจำร่วม

    ผลลัพธ์คือ การขายหมดอย่างรวดเร็วของทั้ง 3 เมนู และ “แถวคอย” ที่ยังไม่สลาย แม้ป้าย “สินค้าหมด” จะถูกตั้งไว้แล้วก็ตาม

    Soft Power ที่มีราก  เมื่อ “ทุนทางวัฒนธรรม” กลายเป็น “รายได้”

    งานครั้งนี้เน้นชัดว่า อาหารพื้นถิ่นไม่ใช่เพียงวัตถุแห่งความทรงจำ แต่คือ “ทุน” ที่ต่อยอดเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้จริงในสามระดับ

    • ระดับผู้ประกอบการรายย่อย  ผู้ค้าย่อมมียอดจำหน่ายทันทีจากการเข้าร่วมงาน ขณะเดียวกันยังได้ “ฐานแฟน” ใหม่ ๆ ซึ่งติดตามไปสู่การสั่งจอง–พรีออเดอร์ในอนาคต
    • ระดับชุมชนและห่วงโซ่วัตถุดิบ  เมื่อเมนูได้รับความนิยม ความต้องการวัตถุดิบพื้นบ้านเพิ่มขึ้น เกิดการเชื่อมโยงกับเกษตรกรรายเล็ก–ผู้รวบรวมผักป่า–ผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง
    • ระดับเมืองและการท่องเที่ยว  เมนูเด่นกลายเป็น “เหตุผลในการเดินทาง” นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งตั้งใจ “มากินที่ต้นทาง” สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนแก่ร้านอาหารชุมชน–โฮมสเตย์–ตลาดวัฒนธรรม

    กล่าวได้ว่า “แกงแคไก่เมือง” ในบูธเชียงรายไม่ใช่หม้อแกงใบเดียว แต่คือ “แบบจำลองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่จุดติดได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

    บทบาทของหน่วยงานรัฐ  ทำอย่างไรให้ “รสชาติที่หายไป” อยู่ยาว

    สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ทำหน้าที่ “ยกเวที–จัดแสง–เปิดพื้นที่” ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้นำเสนอเมนูที่เสี่ยงจะเลือนหายต่อหน้าสาธารณะ พร้อมสื่อสาร “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ให้สาธารณชนเข้าใจว่า อาหารพื้นถิ่นคือองค์ความรู้รวมหมู่ ไม่ใช่เพียงสูตรลับส่วนตัว

    ในทางปฏิบัติ บทบาทรัฐที่เห็นผลได้จริงในงานครั้งนี้มีอย่างน้อยสี่ประการ

    1. คัดเลือกเมนูเชิดชูอัตลักษณ์   เลือกเมนูที่สื่อความเป็นเชียงรายชัดเจน มีเรื่องเล่า มีวัตถุดิบเฉพาะถิ่น
    2. ยกระดับมาตรฐานการสาธิต   การทำครัวกลางแจ้งแบบเปิด เพื่อให้คนดู “เรียนรู้ผ่านสายตา” เข้าใจเครื่องแกง–ขั้นตอน–เหตุผลของวัตถุดิบ
    3. เชื่อมเครือข่ายผู้ประกอบการ   ดึงผู้ประกอบการที่มีความรู้และรสมือเป็นที่ยอมรับ เช่น นายอนุสร เทพปินตา มาเป็น “ครูภาคสนาม” ให้ผู้ชมได้ซักถาม
    4. เก็บข้อมูล–ต่อยอดเชิงนโยบาย   สำรวจความนิยมของเมนู–ความพร้อมของวัตถุดิบ–ศักยภาพขยายตลาด เพื่อนำไปออกแบบโครงการต่อเนื่อง

    สูตรที่เล่าเรื่อง  เคล็ดลับของความ “หอมกรุ่น”

    แกงแคไก่เมืองที่ขายหมดเกลี้ยงในคืนนี้ ไม่ได้โดดเด่นที่ “ความเผ็ด” หากโดดเด่นที่ “ความหอม” ซึ่งมาจากสามชั้นสำคัญ

    • ชั้นเครื่องแกง  พริก–ข่า–ตะไคร้–ผิวมะกรูด–กะปิ–กระเทียมตำสด ผัดให้หอมขึ้นน้ำมันก่อนเติมน้ำซุป
    • ชั้นผักพื้นบ้าน  ชะอม–ผักชีลาว–ยอดฟักทอง–ถั่วฝักยาว–ใบชะพลู (ขึ้นกับฤดูกาล) ที่ให้กลิ่นเฉพาะ
    • ชั้นเนื้อไก่เมือง  เนื้อแน่น–ไขมันน้อย เคี้ยวได้รสและกลิ่นควันไฟอ่อน ๆ เมื่อเคี่ยวพอดี

    การเลือกไก่เมืองแทนไก่เนื้อทั่วไปทำให้ “น้ำแกงไม่เลี่ยน” และ “กลิ่นสมุนไพรชัด” ซึ่งสอดรับกับรสนิยมร่วมสมัยที่เน้นรสสมุนไพร–ผักพื้นบ้าน และการกินอย่างรู้แหล่งที่มา (origin)

    คำถามสำคัญหลังหม้อแกง  จะทำอย่างไรให้ “ความนิยมวันนี้” กลายเป็น “เศรษฐกิจยั่งยืน”

    การขายหมดในงานมหกรรมคือสัญญาณเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย หากต้องการให้ “แกงแคไก่เมือง” เป็น Soft Power เชิงระบบ ที่พาเชียงรายไปต่อ มีข้อเสนอเชิงปฏิบัติการ 4 ด้านดังนี้

    (1) มาตรฐาน–ถ่ายทอด–สร้างคนทำแกงรุ่นใหม่

    • จัดทำ “ชุดตำรับมาตรฐาน” (Standardized Recipe) ที่ยังยืดหยุ่นต่อฤดูกาล
    • เปิดคลาสสาธิตต่อเนื่องในจังหวัด เชื่อมครัวโรงเรียน–วิทยาลัยอาชีวศึกษา–มหาวิทยาลัย
    • สร้าง “ช่างทำแกงแคประจำชุมชน” ที่รับงานจัดเลี้ยง–ครัวเทศกาลได้

    (2) วัตถุดิบ–ห่วงโซ่–การรับรองแหล่งที่มา

    • พัฒนาเครือข่ายผู้ปลูกผักพื้นบ้าน–ผู้เลี้ยงไก่เมือง พร้อม “ป้ายบอกแหล่งที่มา” ในงาน/ร้าน
    • ส่งเสริม “ตลาดนัดผักพื้นบ้าน” รายสัปดาห์ในเชียงราย เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงของสดง่ายและคงคุณภาพ

    (3) เมนูต่อยอด–แพ็กเกจท่องเที่ยว–เส้นทางอาหาร

    • สร้างเมนูคู่ขวัญ (เช่น คั่วแห้ม–แกงจิ๊น) ให้เป็น “ชุดประสบการณ์ล้านนา”
    • ทำ “เส้นทางแกงแค” เชื่อมชุมชน–ครัวบ้าน–ร้านอาหาร–ตลาดวัฒนธรรม
    • ผนวกกิจกรรม “ครัวสาธิต” ในแพ็กเกจทัวร์เรียนรู้ เพื่อเพิ่มเวลาใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในเชียงราย

    (4) การสื่อสาร–แบรนด์–ตลาดออนไลน์

    • สร้างแบรนด์ “Lost Taste Chiang Rai” ทำโลโก้–เรื่องเล่า–วิดีโอสั้น
    • เปิดพรีออเดอร์ชุดแกง (ชุดเครื่องแกง–ผัก–คู่มือ) จัดส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ
    • ใช้คอนเทนต์คู่ความรู้ เช่น สรรพคุณสมุนไพร–เรื่องเล่าฤดูกาล ช่วยสร้างการจดจำ

    เสียงสะท้อนจากพื้นที่จัดงาน  “กินแล้วนึกถึงบ้าน”

    แม้ในงานไม่ได้มีการจัดเวทีเสวนาเฉพาะของเชียงราย แต่ “สนามจริง” หน้าเตา–หน้าหม้อคือพื้นที่พูดคุยที่ดีที่สุด หลายครอบครัวเล่าให้กันฟังว่ารสนี้ “ทำให้คิดถึงแม่” บางคู่พาผู้สูงอายุมาชิม พร้อมอธิบายว่าครั้งหนึ่งเคยกินจากฝีมือคุณยายในงานบุญ สิ่งเหล่านี้คือ “ทุนทางความทรงจำ” ที่เงินโฆษณาซื้อไม่ได้ และเป็นแรงส่งให้เมนูพื้นถิ่นมีชีวิตอยู่ต่อในเศรษฐกิจร่วมสมัย

    ก้าวถัดไปของเชียงราย  จากบูธมหกรรมสู่ “เมืองรสชาติ”

    ความสำเร็จที่ลำพูนทำให้เห็นว่า เชียงรายมีศักยภาพจะประกาศตัวเองในฐานะ “เมืองแห่งรสชาติพื้นถิ่นล้านนา” ได้อย่างไม่ขัดเขิน และหากขยับอย่างเป็นระบบ เมืองสามารถมี “ปฏิทินอาหารพื้นถิ่น” รายไตรมาส จัดหมุนเวียนในอำเภอต่าง ๆ (เมือง–แม่สาย–เชียงแสน–เวียงชัย–เวียงเชียงรุ้ง ฯลฯ) เพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่ผสานตลาดชุมชน–งานวัฒนธรรม–และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

    สำหรับหน่วยงานรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษาในพื้นที่ การจับมือกันทำ “ห้องทดลองอาหารพื้นถิ่น” (Living Lab) จะช่วยรวบรวมสูตร–เครื่องมือ–และความรู้การแปรรูป เช่น ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–น้ำพริกแกงแคพร้อมใช้–ชุดผักแห้งอบกรอบเสริมใย–แคริ่งแพ็กเกจเพื่อคนเมืองที่อยากทำแกงแคเองในคอนโด แกนกลางของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “ขายได้” แต่คือ “รักษาได้” รักษาสูตร–รักษาฤดูกาล–รักษาผู้ประกอบการรายเล็ก ให้เดินไปพร้อมเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

    ประโยคชวนคิด  ถ้าหม้อแกงหนึ่งใบทำให้คนหันกลับมามองผักพื้นบ้านและไก่เมืองทั้งห่วงโซ่ได้ นั่นไม่ใช่แค่ยอดขายที่หมดเกลี้ยง หากคือ “ระบบคุณค่าที่กลับมามีชีวิต”

    สรุปแกนความสำเร็จในลำพูน 

    • เมนูเชิดชูอัตลักษณ์  แกงแคไก่เมือง สื่อเรื่องฤดูกาล–ภูมิประเทศ–โภชนาการ
    • รูปแบบนำเสนอ  ครัวสาธิตกลางแจ้ง เห็นทุกขั้นตอน–ถามตอบได้จริง
    • ผลตอบรับ  ผู้คนต่อคิวยาว ยอดจำหน่าย 3 เมนู “หมดเกลี้ยง” ภายในงาน
    • โอกาสต่อยอด  สร้างแบรนด์รสชาติ–เส้นทางท่องเที่ยว–ชุดเครื่องแกงพร้อมปรุง–ตลาดผักพื้นบ้าน
    • หัวใจเชิงนโยบาย  รัฐเป็น “ผู้เปิดพื้นที่–เชื่อมเครือข่าย–คุ้มคุณค่า” เอกชน–ชุมชน–คนรุ่นใหม่เป็น “ผู้ทำให้เกิดจริง”

    รายละเอียดภาคปฏิบัติ  ใคร–ทำอะไร–ที่ไหน

    • เวทีจัดงาน  ข่วงพันปี ถนนรถแก้ว (ถนนสายวัฒนธรรม) อำเภอเมืองลำพูน
    • กรอบงาน  มหกรรม “ตามรอยรสชาติอาหารที่หายไป The Lost Taste 10 จังหวัดภาคเหนือ” ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม
    • ผู้ร่วมดำเนินงานจากเชียงราย  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ และคณะเจ้าหน้าที่
    • ผู้สาธิต/จำหน่าย (เชียงราย)  นายอนุสร เทพปินตา ผู้ประกอบการเชียงราย พร้อมเมนู แกงแคไก่เมือง, คั่วแห้มไก่เมือง, แกงจิ๊น
    • ผลตอบรับในงาน  ความสนใจล้นหลาม กลิ่นแกงโดดเด่น ทำให้สินค้าทั้ง 3 เมนูจำหน่ายหมดภายในงาน

     “รสชาติที่หายไป” กำลังกลับมาด้วยความภูมิใจร่วม

    ค่ำคืนที่ลำพูนคือภาพจำว่า “รสชาติ” ไม่เคยหายไปจากผู้คน เพียงรอเวทีเหมาะสมให้กลับมาดังอีกครั้ง เชียงรายใช้โอกาสนี้อย่างงดงาม ยกเมนูพื้นบ้านขึ้นสู่พื้นที่สาธารณะ พูดภาษาเศรษฐกิจได้ชัดขึ้น และเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวแบบลึกซึ้งในระดับชุมชน หากแรงส่งนี้ถูกต่อยอดด้วยโครงสร้างรองรับที่ดี มาตรฐานสูตร การถ่ายทอดทักษะ ห่วงโซ่วัตถุดิบ และการสื่อสารที่ร่วมสมัย แกงแคไก่เมือง” จะไม่เป็นเพียงเมนูที่ขายหมดในงานหนึ่งครั้ง แต่จะกลายเป็น “สัญลักษณ์รสชาติของเชียงราย” ที่เดินได้ไกลทั้งในตลาดไทยและสายตานานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-kaeng-kae-soft-power-lanna-food/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GfEqGbEk4KfR5ltTL1J5Z

  • ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ จ่อเข้า ครม. ขอใช้งบคงเหลือ 500 ล้านจาก ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ คาดเริ่ม ก.พ. 69

    ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ จ่อเข้า ครม. ขอใช้งบคงเหลือ 500 ล้านจาก ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ คาดเริ่ม ก.พ. 69

    ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ จ่อเข้า ครม. ขอใช้งบคงเหลือ 500 ล้านจาก ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ คาดเริ่ม ก.พ. 69

    ‘อรรถกร’ เผยเตรียมเสนอโครงการ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ เข้า ครม. พิจารณา ใช้งบคงเหลือ 500 ล้านบาทจากโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หวังเริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิเที่ยวกับบริษัททัวร์ได้ในตั้งแต่เดือน ก.พ. 2569

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมนำโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณานำเงินที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 คาดมีงบเหลือทั้งสิ้นราว 500 ล้านบาท เบื้องต้นถือว่าโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งประสบความสำเร็จ ช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กและชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น เป็นแรงผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ปิดจบไปเมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เหลือเงินประมาณ 500 ล้านบาท หลังมีการใช้งบเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไปประมาณ 1,250 ล้านบาท จากงบประมาณที่ ครม.อนุมัติ 1,750 ล้านบาท โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำงบที่เหลือดังกล่าวมาผลักดันโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง ให้เข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาเร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว เมื่อครม.อนุมัติแล้ว คาดว่าประมาณ เดือน ก.พ. 2569 จะเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิเที่ยวได้”

    นายอรรถกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะมีเฟส 2 หรือไม่นั้น ต้องขอพิจารณาก่อน เพราะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบาย Quick Big Win ก่อน จึงสั่งการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปพิจารณาหรือหาโครงการที่กระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้นๆ ที่สามารถดำเนินการได้เลยมาก่อน เพื่อเสนอ ครม. พิจารณา โดยโครงการที่ทำได้เร็ว ไม่ต้องใช้งบ ไม่ต้องขอมติ ครม. ก็ให้เร่งดำเนินการ หรือถ้าต้องขอมติ ครม. ก็ขอให้เร่งจัดทำโครงการเสนอ เพื่อมีโอกาสจะได้อนุมัติทำก่อน

    สำหรับนโยบาย Quick Big Win ที่ได้มีโอกาสหารือกับภาคเอกชนท่องเที่ยว มี 3-4 เรื่อง นอกเหนือจากแผนดำเนินโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่งแล้ว ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแก่สายการบิน โรงแรม และอื่นๆ ทางผู้ประกอบการก็จะมีช่องทางลดต้นทุนและทำธุรกิจได้ดีขึ้น สามารถทำโปรโมชันแก่นักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซันปีหน้า รวมถึงโครงการแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศฟรี 2 แสนที่นั่ง แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศมายังไทย ก็จะนำมาผลักดันเข้าที่ประชุม ครม.ด้วยเช่นกัน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปี 2568 เห็นการเติบโตอย่างชัดเจนของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลทั้งจากภูมิภาคยุโรปและอเมริกา สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่หายไปได้ ดังนั้นในปี 2569 คาดว่าแนวโน้มรายได้ท่องเที่ยวไทยจะเติบโตถึง 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 33.4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวคนไทยประมาณ 205 ล้านคน-ครั้ง

    “ส่วนปลายปี 2568 การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซัน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 90,000-100,000 คนต่อวัน และเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จะมีกระแสการเดินทางเพิ่มขึ้น 20-30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11P3JGnqBJlCalgshKT0Ox

  • ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง

    ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง

    ตึงเครียดพุ่ง! จีนแนะประชาชนงดเที่ยวญี่ปุ่น หลัง’ทาคาอิจิ’พูดปมไต้หวัน

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.01 น.

    จีนประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่นโดยอ้างว่า มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย ในช่วงที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศทวีความตึงเครียดจากคำกล่าวของผู้นำญี่ปุ่นเรื่องไต้หวัน

    16 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้โดยระบุว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผู้นำญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นยั่วยุเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ส่งผลให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างมาก และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชาวจีนในญี่ปุ่นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงอนาคตอันใกล้ ส่วนผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้วขอให้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและเพิ่มการดูแลตนเอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากสถานทูตและสถานกงสุลจีน

    ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การโจมตีทางทหารต่อไต้หวันอาจสร้างสถานการณ์เสี่ยงที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ ส่งผลให้ทางการจีนไม่พอใจ เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ เพื่อประท้วงคำกล่าวดังกล่าวและเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นถอนคำพูด พร้อมทั้งเตือนให้ญี่ปุ่นหยุดเล่นกับไฟ และเสริมว่าหากญี่ปุ่นกล้าแทรกแซงสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน จะถือเป็นการรุกรานและต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่น เรียกเอกอัครราชทูตจีนเข้าพบเพื่อประท้วงเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้นำหญิงของญี่ปุ่นยืนยันว่าจะไม่ถอนคำพูด พร้อมทั้งชี้ว่าสอดคล้องกับนโยบายเดิมของญี่ปุ่น แต่จะเพิ่มความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะหลังจากนี้

    ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 7.5 ล้านคน ซึ่งสูงที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 31.65 ล้านคนที่ไปญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว สายการบินใหญ่ 6 แห่งของจีนประกอบด้วยแอร์ไชนา, ไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์, ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์, ไห่หนานแอร์ไลน์, เสฉวนแอร์ไลน์ และเซี่ยเหมินแอร์ ออกประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนหรือเปลี่ยนตั๋วโดยสารที่เดินทางไปญี่ปุ่นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/928246&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SdPykaXEI0i1XLJhtLVgr

  • เที่ยวไทยคนละครึ่ง ยังเหลืองบ 500 ล้าน ดันต่อ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’

    เที่ยวไทยคนละครึ่ง ยังเหลืองบ 500 ล้าน ดันต่อ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายควิก บิ๊ก วิน (Quick Big Win) เพื่อกระตุ้นและเร่งให้เกิดการฟื้นของเศรษฐกิจในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ปลายปี 2568 ผ่านการเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวอย่าง เที่ยวดีมีคืน

    ถือเป็นมาตรการลดต้นทุนให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการ อาทิ สายการบิน โรงแรม

    โดยหากผู้ประกอบการมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลดลง ก็อาจเข้าร่วมทำโปรโมชั่นกระตุ้นการท่องเที่ยวกับรัฐบาลเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดบรรยากาศคึกคักในการท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร

    สำหรับความคืบหน้าโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ประชาชนที่ใช้สิทธิจองห้องพักสามารถเดินทางได้ถึงวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นจะมีการประเมินงบประมาณคงเหลือจากการดำเนินโครงการที่ชัดเจนอีกครั้ง

    แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะเหลืองบประมาณอยู่ที่ 500 ล้านบาท ทั้งจากส่วนที่ต้องจ่ายสมทบให้กับผู้ประกอบการโรงแรมและการใช้คูปองดิจิทัลในร้านที่เข้าร่วมโครงการ รวมเป็นเงินประมาณ 1,250 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณรวมที่ ครม.อนุมัติให้ 1,750 ล้านบาท

    ทั้งนี้เงินที่เหลือดังกล่าวจะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาใช้ในโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง ซึ่งจะต้องนำเสนอ ครม.ให้อนุมัติอีกครั้งอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดการเดินท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะออกมาใช้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    เป้าหมายการทำงานที่วางไว้คือ ต้องการพาภาคการท่องเที่ยวไทยกลับไปถึงช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 ที่สามารถทำจำนวนและรายได้แบบสูงที่สุด ซึ่งปี 2568 นี้ อยากให้ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาให้ได้อย่างน้อย 70-80% ของปี 2562 ที่ทำจำนวนไว้ประมาณ 40 ล้านคน จึงต้องทำตลาดทั้งต่างประเทศและในประเทศไปพร้อมกัน โดยต่างประเทศมีโครงการตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    รวมถึงการทำโปรโมชั่นร่วมกับสายการบินด้วย ส่วนตลาดในประเทศก็มีเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถกระจายรายได้ ช่วยผู้ประกอบการในห่วงโซ่การท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม 

    นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนการดำเนินโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง จะมีในเฟส 2 หรือไม่ ยังต้องขอพิจารณาก่อน เพราะรัฐบาลต้องเร่งดำเนินโครงการที่เป็นโครงการควิก บิ๊ก วินตามนโยบายของรัฐบาลก่อน จึงสังการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พิจารณาหรือหาโครงการที่กระตุ้นการท่องเที่ยว ในระยะสั้นๆ ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีมาก่อน เพื่อเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติ โดยเฉพาะโครงการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม หรือหากต้องใช้ก็ต้องเร่งนำเสนอเข้าที่ประชุมเพื่อให้อนุมัติเร็วที่สุด

    ด้านนางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปี 2568 คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 205 ล้านคน-ครั้ง ส่วนปี 2569 คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวไทยจะเติบโตถึง 2.8 ล้านล้านบาท หรือโตประมาณ 7% จากปีนี้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากการเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ที่ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งมีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถชดเชยนักท่องเที่ยวต่างชาติตลาดระยะใกล้ที่หายไปได้

    “นักท่องเที่ยวในตลาดระยะไกลทั้งจากยุโรป สหรัฐ มีส่วนเพิ่มขึ้นประมาณ 11% ส่งผลให้สัดส่วนของรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติของตลาดระยะไกล มีสัดส่วนประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็น 31% และตลาดระยะใกล้มีสัดส่วน 69% จากในอดีตมีสัดส่วนรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติในตลาดระยะไกลอยู่ที่ 20% ขณะที่รายได้จากต่างชาติระยะใกล้อยู่ที่ 80% ถือเป็นสัดส่วนที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7AkwCIinjjj15e9dlgPh

  • อ่างทองกางปฏิทินท่องเที่ยวปี ’69  ททท.ปลื้มเม็ดเงินอุตฯท่องเที่ยว ปี’68 สะพัดกว่า 1.34 พันล้านบาท

    อ่างทองกางปฏิทินท่องเที่ยวปี ’69 ททท.ปลื้มเม็ดเงินอุตฯท่องเที่ยว ปี’68 สะพัดกว่า 1.34 พันล้านบาท

    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.30 น. ณ เวทีโรงสีแคมป์ โรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในงานแถลงข่าวปฏิทินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าจังหวัดอ่างทอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ปลัดจังหวัดอ่างทอง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอ่างทอง ผู้อำนยการ ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอ่างทอง นายอำเภอ และประชาชนชาวอ่างทอง เข้าร่วม

    นายนที มนตริวัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า งานแถลงข่าวปฏิทินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าจังหวัดอ่างทอง ฯ ปี 2569 ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของจังหวัดอ่างทองที่ได้ประกาศความพร้อมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 จนถึงเดือนตุลาคม 2569 มีไม่น้อยกว่า 30 กิจกรรม งบประมาณที่ใช้ในการจัดงานดังกล่าวจะกระจายไปทุกอำเภอและทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เป็นไปตามแนวทางการขับเคลื่อนจังหวัดอ่างทอง “ONE PLUS ANGTHONG : อ่างทองหนึ่งเดียว รวมพลังสร้างสรรค์เพื่อคนอ่างทอง” ทำให้จังหวัดอ่างทองเป็นที่รู้จักและประทับใจผู้มาเยือนต่อไป

    ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จังหวัดอ่างทองได้วางแผนปฏิทินการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ครบและครอบคลุมต้นทุนของจังหวัดอ่างที่มีศักยภาพในทุก ๆ ด้าน ทั้งวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร อุปโภคบริโภค การเกษตร อาหาร กีฬาสุขภาพ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ความรักชาติของวีรชนคนอ่างทอง

    นางดวงใจ กาญธีรานนท์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุพรรณบุรี กล่าวถึงการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของจังหวัดอ่างทอง โดยระบุว่า ข้อมูลจาก ททท.พบช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 จังหวัดอ่างทองมีเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตมากถึง 7.9% หรือ 1,342 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นถึง 4.3% หรือกว่า 900,000 คน ททท.สุพรรณบุรีพร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ ตามแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวอ่างทอง” จัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวแบบพักค้าง 2 วัน 1 คืน รวมถึงสร้างเครือข่ายนอกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเปิดตลาดแบบใหม่ ๆ ให้กับจังหวัดอ่างทองต่อไป

    นอกจากนี้ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอ่างทอง นายอำเภอวิเศษชัยชาญ ป่าโมก ไชโย โพธิ์ทอง ผู้แทนสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง และนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง ได้แนะนำกิจกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดตลอด 12 เดือน ที่ครอบคลุมศักยภาพและต้นทุนของจังหวัดอ่างทองในทุก ๆ ด้าน อาทิ การแสดงแสงสีเสียงพระตำหนักคำหยาด 23 -25 ม.ค. 69, งานรำลึกวีรชนคนวิเศษชัยชาญปู่ดอกปู่ทองแก้ว 24-26 มี.ค. 69, งานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง 13-19 ก.พ. 69, งานเทศกาลมหาสงกรานต์ ถนนข้าวสุก อ.วิเศษชัยชาญ ช่วงเดือนเมษายน, งานเทศกาลกินผัดไทย ไหว้พระสมเด็จเกษไชโย, งานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ที่สวนน้ำเฉลิมพระเกียรติช่วงปลายปี เป็นต้น

    ภูมิภาค-45

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/110799&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZeapvOv-KYXNf7KYM92pp

  • ชัยภูมิหนาวสุด! ตามรอย

    ชัยภูมิหนาวสุด! ตามรอย

    ชัยภูมิหนาวสุด! ตามรอย ‘พระพันปีหลวง’ ทุ่งกระมังอวดโฉม

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.50 น.

    ชัยภูมิหนาวแล้ว! บรรยากาศการท่องเที่ยวรับลมหนาวในจังหวัดชัยภูมิเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกระมัง อำเภอคอนสาร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    16 พฤศจิกายน 2568 อุณหภูมิบริเวณ ทุ่งกระมัง ลดต่ำลงถึง 19 องศาเซลเซียส สร้างความสดชื่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาสัมผัสลมหนาวและชมทิวทัศน์ ทะเลหมอก ยามเช้าตรู่ ที่มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่กว่า 5,000 ไร่แห่งนี้ เปรียบเสมือน “ซาฟารีเมืองไทย” มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง และเป็นพื้นที่ที่พระพันปีหลวงเคยเสด็จฯ มาปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติเมื่อปี พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2535

    ซึ่งจะมีเก้ง กวาง เนื้อทราย ออกอวดโฉมรับแสงแรกความน่าตื่นตาตื่นใจในช่วงเช้าคือ การปรากฏตัวของ สัตว์ป่าหายาก ที่ออกมาหากินและอาบแดดคลายหนาวได้อย่างใกล้ชิด บริเวณทุ่งหญ้าหน้าพระตำหนักที่ประทับฯ พบเห็นทั้ง เก้ง กวาง และ เนื้อทราย นอนเคี้ยวเอื้องอย่างสบายอารมณ์อยู่บนยอดหญ้าที่ขาวโพลนด้วยน้ำค้าง ถือเป็นภาพที่หาชมได้ยากและถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพสัตว์ป่าอย่างมาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกระมัง มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่เพียงแต่มีสัตว์ป่าประเภทกีบจำนวนมาก แต่ยังเป็นแหล่งอาศัยของ ช้างนับร้อยเชือก กระทิง และนกนานาชนิด เช่น นกยูง ไก่ฟ้า นกขุนแผน และนกหัวขวาน ซึ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จของการอนุรักษ์

    โดยแนะนักท่องเที่ยวขออนุญาตเข้าพื้นที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวได้แนะนำว่า นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชมแบบไป-กลับในวันเดียว สามารถขออนุญาตได้ที่ด่านตรวจปางม่วง แต่หากต้องการพักค้างแรมเพื่อสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนและส่องสัตว์ในยามเช้าตรู่ ต้องได้รับอนุญาตจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ โดยตรง เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปตามมาตรการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัดอีกด้วย.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/928203&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qmxJqIJQ-z9UucXxzBxKi

  • จับรัสเซียขายโคเคนออนไลน์ พกบัตร ‘ที่ปรึกษา สตช.’

    จับรัสเซียขายโคเคนออนไลน์ พกบัตร ‘ที่ปรึกษา สตช.’

    ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตจับกุมนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย วีซ่านักเรียน จำหน่ายโคเคนทางออนไลน์ เทเลแกรม พร้อมพกบัตรที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปราบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

    16 พ.ย.2568 – ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต เปิดเผยว่า จากกรณีมีข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ลงภาพมีสติกเกอร์เเปะไว้ตามเสาไฟฟ้าในเเหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยเเปลความสื่อถึงการโฆษณาเกี่ยวกับยาเสพติด นั้น

    พ.ต.ท.พิทยา เทพเมือง สว.งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.3 พร้อมชุดสืบสวน จึงได้ทำการขยายผลโดยให้สายลับเข้าทำการเเฝงตัวเข้าไปในกลุ่ม เทเลเเกรม ซึ่งเป็นกลุ่มมีสมาชิกจำนวนมาก มีการติดต่อซื้อขายยาเสพติด

    ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ย.68 เวลาประมาณ 22.00 น. สายลับได้ทำการนัดเเนะกับชายชาวรัสเซียชื่อ Anton มาเพื่อส่งยาเสพติดยังที่หมายที่นัดไว้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานาย Anton ได้มาส่งยาเสพติด ตามนัดจริง

    เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งซุ่มอยู่จึงได้เข้าเเสดงตัวเข้าทำการจับกุม เเละได้ทำการตรวจค้นตัวพบยาเสพติด  และ ได้พบยาเสพติดแบบเดียวกันตกหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ รวมยาเสพติด   ประมาณ  6 ซอง

    เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดของกลางนำมาตรวจพิสูจน์พร้อมขยายผล ณ กก.2 บก.ปส.4(นปส.ภูเก็ต) ผลปรากฎว่าเป็นโคเคน จึงได้ทำการจับกุมตัว  Mr.Anton Tiutiaev อายุ 31 ปี สัญชาติรัสเซีย  

    ในการตรวจสอบเอกสารประจำตัว   พบว่ามีวีซ่านักเรียนของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต และยังได้พบบัตรของที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปราบ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ด้วย   

    โดยกล่าวหาว่า “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยไม่ได้รับอนุญาตเเละพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยไม่ได้รับอนุญาต” จากนั้น นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/896917/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DJDZbxlbozEX5Ry6Hmmcv