Category: ท่องเที่ยว

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนคาดวันหยุดตรุษจีน 9 วันปีหน้าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวพุ่งแรง | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนคาดวันหยุดตรุษจีน 9 วันปีหน้าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวพุ่งแรง | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 18/11/2025 22:50

    ข้อมูลจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่คาดการณ์ว่าการเดินทางไกลจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันหยุด 9 วัน หลังจากที่มีการประกาศวันหยุดตรุษจีนปี 2569 ของจีน

    คณะรัฐมนตรีจีนประกาศกำหนดการวันหยุดตรุษจีนปี 2569 โดยกำหนดให้วันหยุดระหว่างวันที่ 15 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2569 รวมเป็น 9 วัน
    .
    นับตั้งแต่มีการประกาศกำหนดการวันหยุด การค้นหาคำว่า “ตรุษจีนปี 2569” และ “การเดินทางไกล” เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ผู้ใช้แพลตฟอร์มจำนวนมากไม่ต้องการเดินทางระยะสั้น หรือ การเดินทางแบบจุดหมายปลายทางเดียวอีกต่อไป แต่กลับวางแผนการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ หรือ การเดินทางแบบเจาะลึกและค่อยเป็นค่อยไปยังจุดหมายปลายทางเดียว
    .
    จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงวันหยุด 9 วัน ได้แก่ ฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียง, ซานย่าในมณฑลไหหลำ, ซีอานในมณฑลส่านซี, นครฉงชิ่ง, เฉิงตูในมณฑลเสฉวน, หางโจวในมณฑลเจ้อเจียง และเซียะเหมินและฝูโจวในมณฑลฝูเจี้ยน
    .
    คลิปจาก China Media Group

    5

    13

     ผู้ว่าฯ พังงาสั่งเร่งระดมกำลังค้นหารถกระบะพุ่งตกสะพานสารสิน

    ผู้ว่าฯ นิรัตน์ เข้ารับตำแหน่งภูเก็ตอย่างเป็นทางการ ลุยงานเชิงรุก “ตรงไปตรงมา–ทำงาน 100%”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หิมะห่มคลุม ‘เขาเทียนซาน’ งามราวเทพนิยาย

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนคาดวันหยุดตรุษจีน 9 วันปีหน้าจะกระตุ้นการท่องเที่ยวพุ่งแรง

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนทดสอบเครื่องยนต์ ‘เทอร์โบเจ็ต’สร้างจากเครื่องพิมพ์ 3D

    คุมเข้ม ตรวจปัสสาวะข้าราชการ ป้องกันสารเสพติดตามโครงการ Ikhlas Operation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1395167&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JuNbKWfF3WlQeRuZminGV

  • บ้านมุง คึกคัก ผู้ประกอบการทำพลูวิลล่า ไร่สตรอเบอรี่ รับนักท่องเที่ยว

    บ้านมุง คึกคัก ผู้ประกอบการทำพลูวิลล่า ไร่สตรอเบอรี่ รับนักท่องเที่ยว

    พิษณุโลก แหล่งท่องเที่ยวบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลกเขาหินล้านปีและ ค้างคาวบินออกจากถ้ำกำลังคึกคักด้วยผู้ประกอบการท่องเที่ยว นักลงทุนสร้างวิลล่า เจ้าของไร่สตรอเบอรี่ แปลงดอกไม้ เตรียมพร้อมสถานที่ รองรับนักท่องเที่ยวพักผ่อนสัมผัสอากาศหนาว ชมค้างคาวจากภูเขาหินปูนอายุกว่าล้านปี ที่โอบล้อมหมู่บ้าน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเดินทางไปพื้นที่ ต.บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาหินปีอายุกว่าล้านปี โอบล้อมหมู่บ้าน ค้างคาวบินออกจากถ้ำเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยว พร้อมสัมผัสอากาศหนาวในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ เช่นเดียวกับนักลงทุน ได้เข้ามาลงทุน สร้างวิลล่า โฮมสเตย์ ที่พักจำนวนมาก นอกจากนี้เจ้าของไร่สตรอเบอรี่ ที่ จ.เชียงใหม่ ได้เข้ามาท่องเที่ยว พร้อมนำต้นสตรอเบอรี่กว่า 5000 ต้นมาปลูกแบบออแกรนนิค พร้อมทำแปลงดอกไม้ให้นักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปการดอกไม้ท่ามกลางการโอบล้อมของภูเขา เพื่อเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาสัมผัสอากาศหนาว โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเดือนหน้าอย่างคึกคัก

    โดย น.ส.นิธิญา บุญสว่าง เจ้าของวันทน่าโฮมสเตย์และวันทน่าพูลวิลล่า กล่าวว่า ตนเองเป็นวิศวกร ทำงานอยู่ กรุงเทพฯทำรับเหมาก่อสร้างกับเพื่อนๆ เจอปัญหาช่วงโควิดระบาด พอดี กลัวติดโควิด จึงกลับบ้าน แม่ก็ชวนทำร้านอาหาร ร้านกาแฟ เป็นร้านเล็กๆมีเพียง 6 โต๊ะเท่านั้น ค่อยๆทำมาเรื่อยๆทำตามสั่งก่อนแล้วก็ค่อยๆขยาย เพิ่มชื่อ ร้านนามุงคาเฟ่ อาหารที่ขาย เป็นอาหารพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่นอาทิ น้ำพริกค้างคาว แกงป่าใบชะนาว อาหารจากผักกูดที่ชาวบ้านปลูกเอง ยำยอดมะพร้าว ตำไหลบัว ช่วงนั้นร้านอาหารยังน้อย เราเปิดร้านปลายปีนักท่องเที่ยวเยอะมาก ก็เลยทำให้พออยู่ได้ จากนั้นจึงค่อยๆทำห้องพักจาก 4 ห้อง ตอนนี้มีทั้งหมด 8 ห้องแล้ว ส่วนพูลวิลล่า เนื่องจากลูกค้าที่มาเป็นกรุ๊ปใหญ่ค่อนข้างเยอะ มากันครั้งหนึ่ง 14-15 คน เลยชวนแม่ลงทุน นำพื้นที่บ้านยังพอมีว่างอยู่ แล้ววิวสวยมากติดกับภูเขาหินปูน ก็เลยอยากให้นักท่องเที่ยวทุกคน ได้มาพักผ่อน ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ มีกิจกรรมให้ทำ มีสระว่ายน้ำ และตอนเย็นก็แถมรถอีแต๊ก นำเที่ยวชมภูเขาหินปูนและดอกไม้รอบหมู่บ้านด้วย พูลวิลล่ามีทั้งหมด 4 ห้องนอนพักได้ 14 คนมี โต๊ะพลู มีคาราโอเกะมี เตา ปิ้งย่าง ตอนเย็นมีรถนำเที่ยวให้ด้วยไปปลายเดือนธันวาคม เป็นช่วงฤดูหนาวแล้วฝูงค้างคาวก็จะบินผ่านพูลวิลล่าเลย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรอคอนดูค้างคาว ที่นี่ได้เลย ในช่วงหน้าหนาว พูลวิลล่า เพิ่งเปิดบริการวันแรก เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 68 ที่ผ่านมา ราคาเริ่มต้นที่ 12,900 บาท สามารถพักได้ 14 คน หากเป็นที่พัก 2 คน ราคาเริ่มต้นที่พันกว่าบาท สามารถเตรียมอาหารมา หรือมา ทานที่นี้มีร้านอาหาร มีชาบู แจ่วฮ้อน อาหารทุกอย่างมีบริการ สนใจจองสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 089-642-6299

    ด้านน.ส.หทัยนุช แซ่เฒ่า อายุ 28ปี หรือ น้องพลอย ชาวตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของสวนสตรอเบอรี่บ้านมุง เปิดเผยว่า ครอบครัวดั้งเดิมของตนมีอาชีพปลูกสตรอเบอรี่และไม้เมืองหนาวอยู่ที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่แล้ว ปี 2567 ที่ผ่านมา เคยมาเที่ยวที่ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก แล้วประทับใจกับแนวเทือกเขาหินปูน ของตำบลบ้านมุงเป็นอย่างมาก คิดว่าอยากจะนำสตรอเบอรี่ ที่ตนเองเคยปลูก มาปลูกที่ ตำบลบ้านมุง ได้เริ่มดำเนินการเช่าพื้นที่เพื่อปลูกสตรอเบอรี่ การทดลองในปีแรก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผลผลิตค่อนข้างดี สตรอเบอรี่ให้ผลใหญ่ รสหวาน มาปีนี้จึงมาดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยตนและพ่อแม่ ได้เริ่มมาดำเนินการเตรียมแปลงสตรอเบอรี่ ที่ตำบลบ้านมุง เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ส่วนสามีตนนั้น ก็ยังยึดอาชีพปลูกสตรอเบอรี่ที่ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหลัก สตรอเบอรี่ที่นำมาปลูกเป็นพันธุ์พระราชทานเบอร์ 80 และเบอร์ 89 และการปลูกที่นี่ก็ไม่สามารถปลูกลงดินได้เลย เพราะดินบริเวณนี้เป็นดินถมใหม่ ตนต้องนำดินปลูกมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นดินที่ตนผสมเอง จากดินร่วน ขุยมะพร้าว และขี้หมู และนำมาใส่ถุง เพาะปลูกสตรอเบอรี่ และในถุงปลูกทุกต้นต้นจะปลูกต้นกระเทียมไว้ด้วย กลิ่นของต้นกระเทียม จะช่วยไล่แมลง ไล่เพลี้ย ทำให้ไม่ต้องใช้ยาปราบศัตรูพืช ผลผลิตที่นี่จึงเป็นผลผลิตแบบออแกนิค ไร้สารพิษ นักท่องเที่ยวที่เดินเข้ามาชม สามารถเก็บสตรอเบอรี่ จากต้นที่นี่ ได้เลย ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 400 บาท

    ขณะนี้ สตรอเบอรี่กำลังติดผล และคาดว่าจะเริ่มบานเป็นผลใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และจะ สามารถเก็บผลผลิตได้ยาวต่อเนื่องไปจนถึงประมาณเดือนมีนาคม 2569 จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว Landmark บ้านมุง แวะมาเที่ยวชมชิมไร่สตรอเบอรี่บ้านมุงได้ ตนไม่คิดค่าเข้าบริการ มีแปลงสตรอเบอรี่ให้ชม และมีแปลงไม้ดอกเมืองหนาว หลากหลายนชนิดสีสันสวยงาม ให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ กับฉากหลังภูเขาหินปูนที่โอบล้อมรอบไร่ และตลอดแนวพื้นที่ ตำบลบ้านมุง เพียงแค่ขอให้นักท่องเที่ยวช่วยเหลืออุดหนุนผลิตภัณฑ์ของตน ทั้งผลสตรอเบอรี่สด ผลิตภัณฑ์แปรรูป สตรอเบอรี่อบแห้ง เครื่องดื่มสตรอเบอรี่ และเสื้อผ้าชาวเขา ที่นำมาวางจำหน่ายบริเวณนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าชมได้ติดต่อได้ที่ 0638500832


    ///////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2025/11/18/192070&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wVXO4zu52Cl_4eCPG7EPD

  • รมว.ท่องเที่ยว นำเอกชนหารือนายกฯอนุทิน ชง 2 มาตรการ เสริมแกร่งท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยว นำเอกชนหารือนายกฯอนุทิน ชง 2 มาตรการ เสริมแกร่งท่องเที่ยว

    วันนี้(วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ประกอบด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา, นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า

    ทั้งนี้เพื่อรายงานสถานการณ์ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับศักยภาพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในปี 2569

    นายอรรถกร เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การนำภาคเอกชนเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงค์ของกระทรวงฯ ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายปลายทางคุณภาพ”

    รมว.ท่องเที่ยว นำเอกชนหารือนายกฯอนุทิน ชง 2 มาตรการ เสริมแกร่งท่องเที่ยว

    ที่มอบทั้ง “มูลค่าที่คุ้มค่า” (Value for Money) และสร้างภาพลักษณ์ “ความเป็นมิตร” (Friendly) ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กระทรวงฯ กำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    โดยได้นำเสนอ 2 มาตรการหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและกระตุ้นตลาดในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น “จุดหมายปลายทางหลัก” ในภูมิภาค

    สรุป 2 มาตรการหลักที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบาย

    1. มาตรการด้านความปลอดภัยและการฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Restoring Trust)

    • เน้นหนัก: การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อจัดการข่าวสารที่ไม่ถูกต้องและลดข่าวปลอม
    •  หัวใจสำคัญ: ผลักดันให้มีการจัดทำ “Travel Advisory Note” ที่มีมาตรฐานเดียวและมีความชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงรุกและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว
    • การกำกับดูแล: เข้มงวดในการกวดขันและปราบปรามผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    รมว.ท่องเที่ยว นำเอกชนหารือนายกฯอนุทิน ชง 2 มาตรการ เสริมแกร่งท่องเที่ยว

    2. มาตรการกระตุ้นตลาดและลดต้นทุนผู้ประกอบการ (Reviving Market Momentum / Quick Win)
     

    • การตลาด: เร่งจัดทำแผนงานและแคมเปญ “Quick Win” ทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ พร้อมจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการขายร่วมกับเอกชน เพื่อกระตุ้นยอดเดินทาง
    • การสนับสนุน: ขอรับการสนับสนุนมาตรการด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถลดต้นทุนและฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

    รมว.ท่องเที่ยว นำเอกชนหารือนายกฯอนุทิน ชง 2 มาตรการ เสริมแกร่งท่องเที่ยว รมว.ท่องเที่ยว นำเอกชนหารือนายกฯอนุทิน ชง 2 มาตรการ เสริมแกร่งท่องเที่ยว

    นายกรัฐมนตรีได้ให้การตอบรับและแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเห็นชอบในหลักการที่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า บริการ และมาตรการความปลอดภัยให้ทัดเทียมสากล ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลกได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งยังแจ้งให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลจากการเดินทางเยือนจีนที่ผ่านมา การเจรจาระหว่าง “รัฐกับรัฐ” เป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะเร่งเจรจาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางระหว่างจีน-ไทย รวมถึงโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจีนจะเดินทางมาหารือข้อตกลงระหว่างไทย-จีน ททท. อาจจะพิจารณาเสนอ MOU ด้านการท่องเที่ยวในคราวเดียวกันเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644344&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j7CWWWVaIoU6cvv4hp-mD

  • นายกส.ธุรกิจท่องเที่ยวตราดนำคณะเข้าพบผู้ว่าฯคนใหม่ขอพัฒนาท่องเที่ยว เผยพร้อมดันตราดสู่ความยั่งยืน

    นายกส.ธุรกิจท่องเที่ยวตราดนำคณะเข้าพบผู้ว่าฯคนใหม่ขอพัฒนาท่องเที่ยว เผยพร้อมดันตราดสู่ความยั่งยืน

    ภูมิภาค

    นายกส.ธุรกิจท่องเที่ยวตราดนำคณะเข้าพบผู้ว่าฯคนใหม่ขอพัฒนาท่องเที่ยว เผยพร้อมดันตราดสู่ความยั่งยืน

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.36 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    หลังจากนายพิริยะ ฉันทดิลก อดีตผู้ว่าราชการจ.สุพรรณบุรีเดินทางมารับตำแหน่งผู้ว่าราชจ.ตราด แล้ว และเริ่มทำงานในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา (วันนี้)นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.ตราด และคณะกรรมการสมาคมฯเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการจ.ตราดพร้อมมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีต่อการเดินทางมารับตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจ.ตราดคนใหม่ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดตราดพร้อมให้การสนัชสนุนการทำงานของสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดตราดเพื่อพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตขึ้น 

     นายวิชิต กล่าวว่า การเข้าพบท่านผู้ว่าราชกาาจ.ตราดในครั้งนี้ ได้รับแนวนโยบายในเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดตราดให้เจริญเติบโตไปตามแนวทางยุทธศาสตร์ของจังหวัดตราดที่ได้กำหนดไว้ทั้งในระยะ 5 ปีและในระยะยาวทีทมุ่งเน้รในเรื่องการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยั้งยืน ซึ่งท่านเข้าใจบริบทของการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างดี และพร้อมที่จะยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตมากยิ่งขึ้น โดยที่ทางสมาคมฯได้เสนอแนะให้การทำงานของทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และภาคเอกชนร่วมทำงานประสานกันเพื่อเป็นเอกภาพซึ่งจะเกิดผลดีต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดมาก 

     “ท่านผู้ว่าฯตราดท่านพร้อมจะลงไปช่วยพัฒนาชุมชนที่มีความพร้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจ.ตราดท่านเก่าได้ส่งเสริมไว้ดีอยู่แล้ว ซึ่งท่านเองยังต้องเรียนรู้ในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการส่งเสริมการท่องเทีทยวชายแดนนั้น ต้องหารือกับฝ่ายความมั่นคงก่อนว่าจะมีแนวทางอย่างไร และต้องเป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พร้อมที่จะสนับสนุนภาคเอกชนในทุกด้าน”

    นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราดกล่าวอีกว่า สำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในปี 2568 ที่เหลืออยู่นั้น ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามากกว่า 1.47 ล้านคน ในช่วงมกราคม-กันยายน 2568 ซึ่งเหลืออีก 4 เดือนคาดว่าน่าจะมีนักท่องเที่ยวเกิน 2 ล้านคน และน่าจะมีรายได้เข้าจ.ตราดมากถึง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งห้องพักที่มีมากกว่า 1.3 หมื่นห้อง ถูกจองไปแล้วร้อยละ 90 อีกทั้งช่วงนี้แหล่งท่องเที่ยว 3 เกาะคือ เกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูด มีความสวยงามและปลอดภัย ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมากแล้ว ซึ่งสมาคมฯและอบจ.ตราดร่วมจัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดการท่องเที่ยวของจ.ตราดในปลายเดือนธันวาคม 2568 นี้ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของจ.ตราดอย่างเป็นทางการ คาดว่าในช่วงปลายปีจะมีนักท่องเที่ยวเกิน 1 แสนคน ต่อเนื่องไปยังช่วงต้นปี 2569

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454831&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdHXu8gDHG3zuJbLw1iEH

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 28 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 28 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 16 พ.ย. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 28,277,276 คน ลดลง 7.18 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,308,132 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 มาเลเซีย 4,058,169 คน
    • อันดับ 2 จีน 3,946,225 คน
    • อันดับ 3  อินเดีย 2,110,469 คน
    • อันดับ 4  รัสเซีย 1,527,800 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,339,604 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึง สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุดว่า ผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 16 พ.ย. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 28 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,308,132 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤศจิกายน 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

    จากการเริ่มเข้าสู่การเดินทางในช่วง Winter holiday และ ไฮซีซัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 16 % จากสัปดาห์ก่อนหน้า และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 8

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 689,431 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8,958 คน หรือ 1.28 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 98,490 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 86,386 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.94 % นักท่องเที่ยวจีน 76,147 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2.16 % นักท่องเที่ยวอินเดีย 53,536 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.48 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 49,633 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4.89 % และนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 31,094 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 15.98%

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่น การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul)

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644310&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21hD5JML7hZgPQWDTlfYUE

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าไทยทะลุ 28 ล้านคน

    นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เข้าไทยทะลุ 28 ล้านคน

    ท่องเที่ยว’ เผยสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 16 พ.ย. 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 28 ล้านคนแล้ว มาเลเซียเดินทางพุ่งกว่า 4 ล้านคน

    18 พ.ย. 2568-นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยล่าสุด โดยผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมแล้วกว่า 28 ล้านคน สะท้อนความคึกคักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ (Short haul) ยังคงเป็นกำลังสำคัญ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 4 ล้านคน แม้ตัวเลขรายสัปดาห์ล่าสุดจะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้โดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Winter holiday ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง  16% และขยับขึ้นจากอันดับ 8 มาอยู่ใน 5 อันดับแรก ของจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสู่ไทยในสัปดาห์นี้

    ทั้งนี้ โดยรวมแล้วช่วงสัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยทั้งสิ้น 689,431 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8,958 คน หรือประมาณ  1.28% คิดเป็นค่าเฉลี่ยนักท่องเที่ยวต่างชาติวันละราว 98,490 คน ส่วน 5 อันดับแรกของสัญชาติที่เดินทางเข้าสู่ไทย ได้แก่ มาเลเซีย 86,386 คน จีน 76,147 คน อินเดีย 53,536 คน รัสเซีย 49,633 คน และเกาหลีใต้ 31,094 คน โดยตลาดเกาหลีใต้ รัสเซีย และจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น  15.98%, 4.89% และ 2.16% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดมาเลเซียและอินเดียมีการปรับตัวลดลง  3.94% และ 3.48%

    แนวโน้มในสัปดาห์ถัดไปคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นจากหลายปัจจัยสนับสนุน อาทิ วันหยุดยาวในประเทศญี่ปุ่น การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกล รวมถึงมาตรการส่งเสริมการเดินทางของรัฐบาลไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ Ease of traveling การยกเว้นการกรอกบัตร ตม.6 รวมถึงการผลักดันให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ด้านภาพรวมรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยสร้างรายได้แล้วกว่า 1.3 ล้านล้านบาท

    ขณะที่สถิติสะสมล่าสุดพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแล้วทั้งสิ้น 28,277,276 คน ขณะที่ 5 อันดับแรกของสัญชาตินักท่องเที่ยวสะสมตลอดปี ได้แก่มาเลเซีย 4,058,169 คน จีน 3,946,225 คน อินเดีย 2,110,469 คน รัสเซีย 1,527,800 คน เกาหลีใต้ 1,339,604 คน ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนว่าตลาดท่องเที่ยวของไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องในช่วงไฮซีซันที่จะมาถึงในปลายปีนี้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/898018/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LyYMZsfnnODEIB4g59xLZ

  • ‘อนุทิน’ ป้อง ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยว สัญญาMotoGPแพง โยนถาม ก.ท่องเที่ยว

    ‘อนุทิน’ ป้อง ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยว สัญญาMotoGPแพง โยนถาม ก.ท่องเที่ยว

    การเมือง

    18 พ.ย. 2025 เวลา 19:35 น.

    ‘อนุทิน’ ป้อง ‘เนวิน’ ไม่เกี่ยว สัญญาMotoGPแพง โยนถาม ก.ท่องเที่ยว

    “อนุทิน” โยน ก.ท่องเที่ยว-กกท. แจง เหตุใด สัญญาMotoGp แพง เฉียด4,000ล้าน ยันไม่เกี่ยว “เนวิน” สนามแข่งขาดทุนทุกปี

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณต่อสัญญาการแข่งขันรถจักยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ MotoGP ที่บุรีรัมย์ ออกไปอีก5ปี วงเงินเกือบ 4,000 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวอนุมัตินานไปแล้วผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์ 

    เมื่อถามว่า การใช้เงินภาษีประชาชนดำเนินการเรื่องโมโตเหตุใดค่าลิขสิทธิถึงแพงกว่าเดิม นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถามผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพราะเรื่องนี้คนที่ทำเรื่องเสนอขึ้นมาคือ กกท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คู่สัญญาคือตรงนั้น เขาพูดถึงเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้คนเข้ามาสนใจ 

    เมื่อถามว่า แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับนายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยว 

    ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า แต่นายเนวิน เป็นเจ้าของสนามแข่งMotoGP นายอนุทิน กล่าวว่า เขาก็ต้องมีสัญญาอะไรกันแต่เท่าที่ทราบเขาก็ขาดทุนมาตลอดทุกปี 

    เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเดินหน้าการจัด F1 และ Tomorrowland ที่รัฐบาลที่รัฐบาลก่อนดำเนินการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่ความเหมาะสม MotoGP ค่าลิขสิทธิ์เกือบ 4 พันล้าน ค่าลิขสิทธิ์ของF1 ราคาเท่าไหร่ไปถามF1ก่อน แล้วค่อยมาถามค่าลิขสิทธิ์ตรงนี้ อันไหนทำได้เลยก็พร้อมอยู่แล้ว 

    เมื่อถามว่า ทำไมถึงมาดำเนินการในรัฐบาลนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่าถามแบบนี้สิ พอถามแบบนี้เหมือนเป็นการมาหาเรื่องกัน แต่ไม่ใช่มาหาเรื่องผม เป็นการหาเรื่องทำให้ประชาชนเข้าใจผิด มันไม่ใช่รัฐบาลนี้แต่เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วยซ้ำ ปีแรกผมก็ไปรับชมการแข่งขันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น ไปเป็นประธานเปิดและมีการสนับสนุนเรื่อยมา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็สนับสนุน แล้วทำไมมาถามว่ามาดำเนินการในรัฐบาลนี้มันไม่ใช่ 

    เมื่อถามอีกว่า เมื่อมีคนมองทั้งบวกและลบจะอธิบายอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ประโยชน์คือคนคนนั้นต้องได้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด แต่เท่าที่ทราบตอนนี้เขาต้องยกสนามให้เป็นไปตามข้อตกลงของ MotoGP เพราะจะไปแข่งที่ซูเปอร์ไฮเวย์ที่ไหนก็ไม่ได้ หากจังหวัดอื่นมีสนามแบบนี้ทุกคนก็ต้องเสนอในส่วนที่ดีที่สุดเข้ามา แต่ทุกปีที่ผ่านมาสมัยที่ตนกำกับกระทรวงกาคท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้รับรายงานว่าได้รับเงินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4 พันกว่าล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมเรื่องการท่องเที่ยวและผลพลอยได้ในจังหวัดข้างเคียง ส่งผลประโยชน์ไปยังสุรินทร์ นครราชสีมา ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน คุ้มค่ากับการที่รัฐบาลโปรโมทกีฬาประเภทนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1208239&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vT6w-d8zf8ebUsjFckn6N

  • นายกฯ หารือผู้ประกอบการท่องเที่ยว เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ขยายตลาดใหม่

    นายกฯ หารือผู้ประกอบการท่องเที่ยว เร่งฟื้นความเชื่อมั่น ขยายตลาดใหม่

    วันนี้ (18 พ.ย. 68) เวลา 14.55 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล คณะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) และนายกสมาคมสายการบินประเทศไทย ร่วมด้วย

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากบางประเทศมีการชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าแนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านคุณภาพหรือความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวไทย แต่เป็นผลจากนโยบายภายในของแต่ละประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางออกนอกประเทศของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี พ.ศ. 2568 เผชิญหลายปัจจัยท้าทาย ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและแนวโน้มการแข่งขันระดับภูมิภาค แม้ว่าตลาดท่องเที่ยวในประเทศและตลาดระยะไกลยังคงมีการเติบโตเชิงบวก แต่ตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียนกลับมีการชะลอตัว สวนทางกับความเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของไทยที่ยังติดอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า (Value for Money) ความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยว (Variety) และความเป็นมิตร (Friendly) ที่เป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย เริ่มถูกกระทบจากต้นทุนการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความท้าทายต่างๆ ขณะเดียวกัน คู่แข่งด้านการท่องเที่ยวรายใหม่ในภูมิภาคต่างเร่งพัฒนานวัตกรรมและยกระดับความพร้อมในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ผู้แทนจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวจึงได้เสนอแนวทางเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะกลาง–ยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศอย่างยั่งยืน

    “รัฐบาลยังคงเดินหน้าปรับมาตรการ ส่งเสริม และขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคการท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/111231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-6pP84nZFUS_oRANUdF1m

  • “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวพบนายกฯ ชงแผน 3 เดือน กวาดข่าวลบ-ฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

    “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวพบนายกฯ ชงแผน 3 เดือน กวาดข่าวลบ-ฟื้นเชื่อมั่นต่างชาติ

    “อรรถกร” นำเอกชนท่องเที่ยวเข้าพบนายกฯ ชงแผนเร่งด่วน 3 เดือน คุมภาพลักษณ์กวาดข่าวลบ ฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ หลังตลาดระยะใกล้หดแรง เสนอรัฐเดินหน้าแคมเปญความปลอดภัยระดับโลก ดึงอีเวนต์ใหญ่–ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน–ขยายเที่ยวไทยคนละครึ่ง เตือนหากขยับไม่ทัน ไทยเสี่ยงหลุด “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือแค่หนึ่งในทางเลือกของนักท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. นำคณะผู้แทนภาคเอกชนท่องเที่ยว ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมสายการบินประเทศไทย เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2568 หลังตลาดระยะใกล้ในเอเชียและอาเซียนหลายประเทศหดตัวแรง กระทบภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 7%

    ทั้งนี้ภาคเอกชนท่องเที่ยวได้เสนอ มาตรการเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการบริหารจัดการความปลอดภัยและฟื้นฟูความเชื่อมั่น เช่น ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความปลอดภัย–สื่อสารเชิงรุก จัดการข่าวลบในโซเชียล พร้อมเผยแพร่ข่าวบวกต่อเนื่อง รวมถึงสั่งทุกหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้เห็นผลจริง จัดการพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ไม่เหมาะสม พร้อมประกาศผลการดำเนินคดีต่อสาธารณะ และผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น ไทย–จีน เพื่อออกคำแนะนำด้านท่องเที่ยวและช่วยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ด้าน มาตรการกระตุ้นตลาด (Quick Win) ได้เสนอทำแคมเปญความปลอดภัยระดับโลก ดึงอีเวนต์–คอนเสิร์ตใหญ่ เพิ่มแรงจูงใจด้านบัตรโดยสารทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวสำหรับคนไทย เช่น ขยายโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน และรณรงค์เป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อดึงเสน่ห์ไทยกลับมาเป็นจุดขายหลัก

    สำหรับ ข้อเสนอระยะกลาง–ยาว ภาคเอกชนเสนอให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานใหญ่ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว พัฒนามาตรฐานบริการ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย พร้อมเตือนชัดว่า หากรัฐบาลขยับไม่ทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2896368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XcmeodFvJYSf_sKj95udO

  • ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    วันนี้ (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) คณะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หารือแนวทางการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยภาคเอกชน ประกอบไปด้วย 5 สมาคมท่องเที่ยว ได้แก่  สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ สมาคมโรงแรมไทย และสมาคมสายการบินประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    ภาคเอกชนมองว่าในปี 2568 นับเป็นปีที่อุดสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไทยเผชิญความท้ายหลายด้าน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แม้ตลาดในประเทศและตลาดระยะไกลยังคงเติบโตได้ดี แต่ตลาดระยะใกล้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเชียนมีการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยเกิน 500,000 คนต่อปี เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลี มาเลเชีย สปป.ลาว เวียดนาม โดยคาดว่าจะส่งผลให้การเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณ 7 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
     

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักในภูมิภาคเอเชียและได้รับการจัดอยู่ในลำดับต้นของประเทศที่นักท่องเที่ยวตัวต้องการเดินทางมาเยือน แต่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านความคุ้มค่า (Value for Money) ความหลากหลาย (Variety) และความเป็นมิตร(Friendly) ที่เคยเข้มแข็ง กำลังถูกสั่นคลอนจากจากตันทุนการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    วิกฤตภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอันเกิดจากข่าวทางลบ และความอ่อนแอในการกำกับดูแลมาตรฐานการบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ในขณะที่ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรุนแรงขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ในภูมิภาคที่มีความพร้อมและนวัตกรรมต่อเนื่อง

    ในฐานะผู้แทนจากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงมีข้อเสนอเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ทั้งในระยะเร่งด่วน และระยะกลาง-ยาว

    ข้อเสนอของภาคเอกชนท่องเที่ยวต่อนายกรัฐมนตรี มีดังนี้

    1.ข้อเสนอการดำเนินงานเร่งด่วนให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เน้นบริหารจัดการด้านความปลอดภัย มุ่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น แก้ภาพลักษณ์ กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและชาวไทย ได้แก่

    มาตรการด้านฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Restoring Trust)

    • ตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการเฉพาะกิจความปลอดภัยและสื่อสาร เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจในการเดินทางมาไทย โดยมีหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว บริหารจัดการวิกฤตข่าวทางลบ การจัดการข้อมูลลบบนสังคมออนไลน์ รวมทั้งการเผยแพร่ข่าวสารทางบวกอย่างมีความถี่ ทั่วถึง และต่อเนื่อง
    • สั่งการให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการผู้ปฏิบัติงานหน้าด่านประพฤติตัวไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องตามมาตรฐาน พร้อมประกาศผลการดำเนินคดีต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำว่าว่ารัฐจริงจังในการคุ้มครองนักท่องเที่ยว
    • พิจารณาการยกระดับความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐและระหว่างหน่วยงานความมั่นคง เพื่อร่วมกันดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เช่น ความร่วมมือระหว่างตำรวจไทย-จีน เป็นต้น รวมทั้งทำความร่วมมือกับสถานทูตในตลาดต่าง ๆ ในการให้คำแนะนำด้านการท่องเที่ยว (Advisory Note) รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัยต่าง ๆ พร้อมสื่อสารไปยังสื่อต่างๆ

    ท่องเที่ยวหารือนายกฯอนุทิน ชงขยายเวลา เที่ยวไทยคนละครึ่ง ดัน ทัวร์ไทยคนละครึ่ง

    มาตรการกระตุ้นตลาด (Reviving Market Momentum)

    • จัดทำแคมเปญ/มาตรการ Quick Win สำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

    เช่น การจัดทำแคมเปญสื่อสารประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ Event และคอนเสิร์ตระดับโลกควบคู่กับการทำแคมเปญพิเศษกระตุ้นการซื้อบัตรโดยสารระหว่างประเทศ แถมบัตรโดยสารเส้นทางในประเทศ รวมถึงการให้ Incentive แก่กลุ่มประชุมสัมนาต่างประเทศ

    • จัดทำแคมเปญ/มาตรการ Quick Win สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่

    ขยายระยะเวลามาตรการเที่ยวลดภาษีสำหรับชาวไทย มาตรการภาษีสำหรับการจัดประชุมสัมมนา ขยายเวลาโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง หรือเพิ่มโครงการทัวร์ไทยคนละครึ่ง โดยเพิ่มกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มที่พักและบริษัทนำเที่ยว ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินเพื่อนำไปลดราคาคาบัตรโดยสารและเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางในประเทศ เป็นต้น

    • มาตรการฟื้นความเป็นไทยและกระแสความภูมิใจในความเป็นไทย

    ด้วยการรณรงค์ให้คนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีรอยยิ้ม ความอบอุ่น จริงใจ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว นำเสน่ห์ไทยกลับมาใช้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

    2.ข้อเสนอการดำเนินงานระยะกลาง-ยาว เพื่อส่งมอบให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติ(ททช.) เป็นผู้ขับเคลื่อน

    มุ่งให้เกิดการพัฒนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบและพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตที่ยั่งยืน 6 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยง การแก้กฎหมาย ด้านการท่องเที่ยวให้มีความทันสมัย การยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า บริการ โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวรอง สนับสนุนภาคเอกชน ในการลงทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งชัน การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างจุดชายใหม่ที่มีคุณค่าและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และสร้างภาพลักษณ์และภาพจำใหม่ของประเทศไทย

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลดำเนินการยกระดับคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่น และผลักดันการพัฒนา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ทันกาล อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน และถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในทางเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/644325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1Zx_CPPBb40diZ-XRJQO